งานเยอะจังว้อย นี่วันอาทิต ทุกคุนยิงนัดแบบไม่ยั้ง คือพี่ หยุดมั้ย
กุก้เข้าใจว่าต่างคนต่างอยุ่มานานมากๆแล้ว เพิ่งมารุ้ตอนต้นเดือนนี่แหละว่าเปนเอามากขนาดนี้
ตั้งวันนั้นก้มีแค่เรื่องตามมา เหมือนเปิดประตุนรก นี่รุสึกไม่สบายใจเลย คือทำเพื่ออะไรวะ กุไปทำไรมึงตอนไหน คือหวาดระแวงมาก กุต้องตายเลยมั้ยนะ
ชั้นไม่ได้กินยาแพนิกแน่เรยถึงเปนแบบนี้ คือไม่มีไรนะแต่แค่ขี้เกียจมากๆๆ อยากหมกตัวในผ้าห่ม เหนื่อยทั้งวีค
เกลียด mentality นายทุนเทคโบร๋ที่ชอบหาเสกสิ่งที่จริงๆมันไม่มีใครต้องการ ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมีอยู่ (เช่น nft , ai) แล้วพอไม่ได้ถูกใช้โดยคนหมู่มาก มันก็จะพยายามทู่ชี้ยัดเยียดๆๆๆ ไซโคกันเองในเอคโคแชมเบอร์ว่ามันคือที่สุดแห่งนวัตกรรมและพวกนังคือผูเมาก่อนกาล ทำระบบพัง แล้วพอมันไม่ได้ blew up อย่างที่หวังว่าจะทำเงินได้เยอะ เจ๊งกันไป อีต้นคิดเฟดหายไปเงียบๆ
เวลาเห็นข่าวแบบวันนี้คือจะเศร้ามากเป็นพิเศษ ตอนเรียนพูดกรอกหูกันจะตาย safety first, preventive maintenance ชีวิตคนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่สร้างบนหัวคนอื่นแบบนี้
สิ่งที่ “หาย” ไปคือ “รายการข่าวเชิงวิเคราะห์” รายการข่าวที่เสนอข่าวแบบ “จริงจัง+แบบมืออาชีพ” สิ่งที่เห็นกันเกลื่อนในช่วงหลังนี้คือ “รายการเล่าข่าว” อาศัย “บังหน้า” ด้วยการอ้างว่าจะเสนอข้อมูลให้ครบทุกด้าน แล้วผลักภาระการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้ผู้รับสารไปทำเอง คนรับสารต้องคิด/วิเคราะห์เองแหละ แต่ถ้าได้รับเพียงข้อมูลไร้สาระ …จะคาดหวังให้คิดอะไรได้?
การคิดคำถามจี้เจาะประเด็นนี่มันควรเป็นสกิลนักข่าวอยู่แล้ว ฟังอะไรปุ๊บมันก็ต้องถามได้ สมมตินโยบายทำแอปอะไรขึ้นมา มันก็ถามได้ทันทีเลยแล้วคนไม่มีมือถือล่ะ แล้วมันต้องมีแอปแยกเหรอ งบเท่าไร ใช้แอปที่มีอยู่ได้ไหม เดี๋ยวนี้นักข่าวไม่ทำ เขาพูดอะไรก็เอามาออกข่าวแบบนั้น แล้วก็รอใครสักคนในเน็ตโพสต์ตั้งคำถาม ค่อยเอาอีโพสต์ตั้งคำถามนั้นมาออกข่าวอีกที ก็ทำงานกันแบบนี้ถึงต้องกลัวเอไอ เพราะไม่ใช้สมอง
เอิ่บ เคยฝึกวาดรุปแก้เครียดอยุ่ช่วงนึง ตอนนี้ไม่เอาละ กุเครียด 5555
นี่ว่าเทรนด์ longevity เป็นเรื่องสำหรับคนรวยประมาณนึงอะ หมายถึงต้องรวยพอที่จะไม่ลำบากจากโครงสร้างสังคมและสาธารณูปโภคของประเทศนี้ ไม่ว่าพี่จะเถียงยังไงก็เถอะ แต่สำหรับเราที่รายรับเท่านี้ เงินเก็บเท่านี้ คุณภาพชีวิตแบบนี้ คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะอยู่ครบ 120 ปีไปทำไม