ประชาไท Prachatai.com

@prachatai.com

เผยพบวิธีลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานจีนได้แล้ว

เผยพบวิธีลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานจีนได้แล้ว auser15 Wed, 2026-08-05 - 19:06 อนุฯ กมธ.ศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้า ลงพื้นที่เชียงใหม่-ลำพูน เผยงานวิจัยพบเทคโนโลยีก๊าซโอโซนสามารถลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 50 PPM ตามมาตรฐานจีนได้แล้ว แต่ยังติดปัญหาสีผิวลำไยไม่เหลืองทองตามที่ผู้บริโภคจีนคุ้นเคย ซึ่งอาจกระทบความต้องการของตลาด - พบเกษตรกรปลูกลำไยลำพูนผ่านการรับรอง GAP เพียง 30.02% ขณะที่ผลผลิตช่วงพีคเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมจะทะลักถึง 191,979 ตัน หรือ 53.39% ของทั้งปี ผู้ประกอบการเรียกร้องเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ทั้งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ห้องเย็น และการรับรอง GAP ที่รวดเร็วขึ้น 5 สิงหาคม 2569 การณิก จันทดา รองประธานอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าไม่นานมานี้  คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการฯ เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชุมร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง สวนลำไยแปลงใหญ่ โรงอบลำไย และผู้ประกอบการส่งออก ประเด็นสำคัญที่พบคือ งานวิจัยการใช้ก๊าซโอโซนลดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสด ซึ่งสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 50 PPM ตามมาตรฐานจีนได้แล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องสีผิวลำไยที่ไม่เหลืองทองเหมือนเดิม ซึ่งอาจกระทบความต้องการของผู้บริโภคจีนที่คุ้นเคยกับลำไยสีทอง การณิก ยังระบุว่า พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 5-10 ไร่ เงินลงทุนจำกัด และขาดแคลนแรงงาน ทำให้ผลผลิตจำนวนมากต้องขายแบบ "รูดร่วง" เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง แม้ปีนี้ราคาลำไยอบแห้งเกรด AA จะอยู่ที่ประมาณ 22 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในอดีตเคยดิ่งลงเหลือเพียง 8 บาท จนเกษตรกรจำนวนมากขาดทุน ก่อนหน้านั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน ประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูนพบว่ามีเกษตรกรเพียงร้อยละ 30.02 ที่ผ่านการรับรอง GAP สะท้อนช่องว่างเชิงนโยบายที่รายย่อยเข้าไม่ถึงมาตรฐานเทียบเท่ารายใหญ่ ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระบุว่ามีโรงงานอบพืชผล 58 แห่งและห้องเย็น 13 แห่ง เงินลงทุนสะสมกว่า 3,515 ล้านบาท จ้างงาน 1,774 คน ส่วนสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเตือนว่าช่วงพีคเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะมีผลผลิตทะลักถึง 191,979 ตัน หรือร้อยละ 53.39 ของผลผลิตทั้งปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาหากกำลังผลิตของโรงงานแปรรูปไม่สอดคล้องกัน การลงพื้นที่ยังพบข้อมูลจากภาคเอกชนว่า ล้งต้องแบกรับภาระเครดิตนานถึง 5-6 เดือน และยังพึ่งพาการอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปถึงทุเรียน มังคุด และผลไม้ไทยชนิดอื่นด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการระบุว่าสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การแทรกแซงตลาดด้วยเงินอุดหนุนเฉพาะหน้า แต่คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่แท้จริง ทั้งเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ ระบบห้องเย็น เทคโนโลยีแปรรูป และข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตที่แม่นยำ รวมถึงกระบวนการรับรอง GAP ที่รวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้น การณิกระบุว่าคณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากพื้นที่กลับไปผลักดันต่อในสภา โดยเน้นว่าการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรต้องมองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ข้อมูล การผลิต มาตรฐาน เงินทุน ห้องเย็น การแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง เพื่อเปลี่ยนผลผลิตตามฤดูกาลให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้ตลอดทั้งปี * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ลำไย * การณิก จันทดา * เชียงใหม่ * ลำพูน

dlvr.it

ประชาชนค้านแลนด์บริดจ์ ทวงรัฐบาลทำตามข้อตกลง

ประชาชนค้านแลนด์บริดจ์ ทวงรัฐบาลทำตามข้อตกลง hungary budapest Wed, 2026-08-05 - 18:54 ประชาชนค้านแลนด์บริดจ์ ทวงรัฐบาลทำตามข้อตกลง วานนี้ (4 ส.ค. 2569) เครือข่าย SEC Watch กลับมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามข้อตกลงที่ทำไว้กับรัฐบาลเมื่อ 30 มิ.ย. ซึ่งประกอบด้วย 3 ข้อสำคัญ ได้แก่  1. ยุติการเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ. SEC เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. 2. ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ โดยมีตัวแทนประชาชนและหน่วยงานรัฐร่วมด้วย 3. ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง จนกว่าจะมีผลศึกษาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง SEC Watch ระบุว่า หลังลงนามข้อตกลงยังไม่เห็นความคืบหน้าของแผนพัฒนาภาคใต้ และกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง วันที่ 5 ส.ค. ทางกลุ่มได้เจรจากับ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งยืนยันว่าได้นำข้อตกลงให้ ครม. รับทราบแล้ว และกำลังเตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ พร้อมถอนรายงาน EHIA ออกจากการพิจารณาของ สผ. คาดว่าการศึกษาจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าโครงการแลนด์บริดจ์ควรเดินหน้าต่อหรือไม่ภายในรัฐบาลชุดนี้ * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * แลนด์บริดจ์ * SEC Watch * อนุทิน ชาญวีรกูล * พิพัฒน์ รัชกิจประการ * สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

dlvr.it

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 1 ชี้ กม.เลือกตั้งท้องถิ่น ปมตัดสิทธิ 20 ปี ไม่ขัด รธน.

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 1 ชี้ กม.เลือกตั้งท้องถิ่น ปมตัดสิทธิ 20 ปี ไม่ขัด รธน. auser15 Wed, 2026-08-05 - 17:17 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 120 เฉพาะส่วนที่กำหนดให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้กระทำผิด 20 ปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคหนึ่ง โดยคดีนี้เกิดจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของ 'เกียรติกุนทร์ สุขเนตร' ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 5 สิงหาคม 2569 มติชนออนไลน์ รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของจำเลย นายเกียรติกุนทร์ สุขเนตร ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ 2212/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ 4427/2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ตุลาการเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 1 คน คือ นายวิรุฬ แสงเทียน เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง โดยศาลหมายเหตุ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในคดี เรื่อง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 120 ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ * ข่าว * การเมือง * ศาลรัฐธรรมนูญ * เลือกตั้งท้องถิ่น * เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

dlvr.it

ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน

ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน auser15 Wed, 2026-08-05 - 16:37 ครม. มีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ แฟ้มภาพกรมควบคุมมลพิษ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วมดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ค้านร่าง TOR ไทย-พม่า แก้มลพิษข้ามแดน ชี้เงื่อนไขปิดข้อมูลกระทบสิทธิรับรู้  การจัดตั้งคณะทำงานร่วมจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ “ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมาจะช่วยให้การติดตามข้อมูล การแจ้งเตือน และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกัน และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานร่วมเป็นไปอย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งน้ำและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนไทย-พม่า * มลพิษข้ามแดน * แม่น้ำกก * แม่น้ำโขง * พม่า

dlvr.it

รมว.ต่างประเทศ เผยวาระหารือ 'มินอ่องหล่าย' แก้ปัญหาชายแดน สแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษแม่น้ำกก

รมว.ต่างประเทศ เผยวาระหารือ 'มินอ่องหล่าย' แก้ปัญหาชายแดน สแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษแม่น้ำกก auser15 Wed, 2026-08-05 - 16:06 รมว.ต่างประเทศ เผยวาระหารือ 'มินอ่องหล่าย' ระหว่างเยือนไทยวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 แก้ปัญหาชายแดน สแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษแม่น้ำกก พร้อมสนับสนุนสันติภาพพม่า ยินดี ICRC พบ 'อองซานซูจี' มองเป็นสัญญาณดีต่อบรรยากาศการเมือง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกอาวุมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีพม่า ณ กรุงเนปยีดอ ในโอกาสการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 | แฟ้มภาพ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand  5 สิงหาคม 2569 NBT Connext รายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศไทยของมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ว่า จะหารือใน 2 ส่วน คือ เรื่องของประเทศไทยกับเรื่องของพม่า ที่จะหารือทวิภาคี เรื่องชายแดน ซึ่งอยากให้ชายแดนปลอดจากการสู้รบ อยากให้มีความร่วมมือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ยาเสพติด ที่สําคัญจะมีการลงนามใน TOR เพื่อตั้งคณะทํางานร่วมกันในการดูแลมลพิษ ในแม่น้ำชายแดน โดยเฉพาะแม่น้ำกก ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ และอีกเรื่อง คือ การฟื้นฟูการค้าชายแดน ซึ่งภาคเอกชนให้ความสําคัญ ส่วนสถานการณ์ในพม่า นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราอยากให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ การพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย หากมีตรงไหนที่ไทยพร้อมจะช่วยให้อํานวยความสะดวก ก็ยินดี ขณะเดียวกัน ดีใจที่เริ่มเห็นความคืบหน้าการที่เมียนมาให้ทางคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross – ICRC) เข้าไปพบปะกับ นางอองซานซูจี ทําให้ประชาคมโลกมีความสบายใจ ว่านางอองซาน ซูจี ได้รับการดูแล และมีสุขภาพที่ดี พร้อมหวังว่า วันหนึ่งจะปล่อยตัว แต่ก็เป็นเรื่องของเมียนมา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * มินอ่องหล่าย * พม่า * อองซานซูจี

dlvr.it

แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เรียกร้องจีนปล่อยตัว ผู้อำนวยการ ISP-Myanmar

แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เรียกร้องจีนปล่อยตัว ผู้อำนวยการ ISP-Myanmar auser15 Wed, 2026-08-05 - 15:42 Strategic Initiative Forum (SIF) แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลจีน แสดงความกังวลต่อวิกฤตทางการเมืองในพม่า เรียกร้องให้จีนงดเว้นการแทรกแซงกิจการภายใน และปล่อยตัว 'มินซิน' ผู้อำนวยการบริหารสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย ISP-Myanmar ที่ถูกควบคุมตัวที่คุนหมิงตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยข้อกล่าวหาจารกรรม พร้อมประณามโครงการเขื่อนมิตซงและการสกัดแร่หายากที่จีนดำเนินร่วมกับรัฐบาลทหารโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประการต่อรัฐบาลจีน มินซิน ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมอง ISP-Myanmar | ภาพจาก: FB-Min Zin 5 สิงหาคม 2569 Strategic Initiative Forum (SIF) แนวร่วมทางการเมืองที่รวมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ทั้งองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ พรรคการเมือง และคณะกรรมการนัดหยุดงาน ออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะมนตรีแห่งรัฐ) แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อวิกฤตทางการเมือง ความมั่นคง และมนุษยธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในพม่า โดยระบุว่าจีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจในภูมิภาค มีนโยบายและการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และอนาคตของเมียนมา SIF เรียกร้องให้รัฐบาลจีนงดเว้นการแทรกแซงการเมืองภายในและความขัดแย้งทางอาวุธของเมียนมาทุกรูปแบบ และยุติการกระทำหรือการตัดสินใจใดที่เสี่ยงต่อการยืดเยื้อความรุนแรง โดยย้ำว่าอนาคตของพม่าต้องถูกกำหนดผ่านวิถีทางประชาธิปไตยและสอดคล้องกับเจตจำนงอธิปไตยของประชาชนพม่าเท่านั้น ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของต่างชาติ เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ผอ.สถาบันคลังสมองพม่าสัญชาติสหรัฐฯ บินไปจีนเพื่อร่วมสัมมนา แต่ถูกจับกุมข้อหาจารกรรม  จดหมายยังแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อรายงานการควบคุมตัวโดยพลการ การข่มขู่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเมืองพม่า โดยเฉพาะกรณีการควบคุมตัวอูมินซิน ผู้อำนวยการบริหารสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย (ISP-Myanmar) ซึ่งถูกควบคุมตัวที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2026 ภายใต้ข้อกล่าวหาจารกรรมและคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานกฎหมายและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วและเหมาะสม SIF ระบุว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงที่รัฐบาลทหารซึ่งใช้ความรุนแรงยังคงขายทรัพยากรของชาติผ่านการส่งออกความมั่งคั่งทางธรรมชาติและวัตถุดิบของพม่าไปยังจีนในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงผ่านหลายช่องทาง ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลจีนลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลทหารเพื่อเดินหน้าโครงการเขื่อนมิตซง บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำเมขะและแม่น้ำเมลิขะ  ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของพม่า ถือเป็นการมองข้ามการคัดค้านอย่างชัดเจนของประชาชนทั้งประเทศ และละเมิดอนุสัญญาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ จดหมายเรียกร้องว่าการสกัดทรัพยากรธรรมชาติและแร่หายาก รวมถึงโครงการภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ ต้องให้ความสำคัญกับฉันทามติของประชาชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ในช่วงวิกฤตทางการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชนจะบั่นทอนความไว้วางใจและเสี่ยงทำให้ความขัดแย้งลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมประณามกลุ่มพวกพ้อง นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศทั้งหมดที่สมคบกับรัฐบาลทหารในการสกัดทรัพยากรและดำเนินโครงการต่างๆ SIF ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ 4 ประการต่อรัฐบาลจีน ได้แก่ ยุติความร่วมมือกับรัฐบาลทหารที่กระทบอธิปไตยของพม่าทันที เคารพสิทธิมนุษยชนของพลเมืองพม่าและปล่อยตัวมินซินรวมถึงผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ระงับการตัดสินใจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเงินจนซ้ำเติมความขัดแย้ง และสนับสนุนทางออกทางการเมืองที่มุ่งสู่สันติภาพและการปรองดองแห่งชาติอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดตามเจตจำนงอธิปไตยของประชาชนเมียนมาอย่างแท้จริง * ข่าว * ต่างประเทศ * เขื่อนมิตซง * Strategic Initiative Forum * SIF * ISP-Myanmar * มินซิน * พม่า * จีน

dlvr.it

ประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นศาลปกครอง เพิกถอนคำสั่งชะลอจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม มองทำเกินคำสั่งศาล

ประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นศาลปกครอง เพิกถอนคำสั่งชะลอจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม มองทำเกินคำสั่งศาล ภาพปก: ถ่ายโดย แมวซาโบ XmasUser Wed, 2026-08-05 - 15:25 * ประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นศาลปกครอง พิจารณาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ชะลอจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เหตุทำเกินกว่าที่ศาลสั่ง เพราะศาลสั่งแค่การทุเลาข้อกำหนด ‘ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม’ พร้อมกันนี้ มีการเสนอทางออกจัดเลือกตั้งโดยไม่ต้องลงทะเบียน ภายในระยะเวลาตามเดิม 27 ก.ย.นี้  * ‘ษัษฐรัมย์’ ยืนยัน กกต.ประกันสังคม สามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายใต้กติกาปกดิไม่ต้องลงทะเบียน ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ได้ เนื่องจากมองว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิม และงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้แต่แรก ประมาณ 275 ล้านบาท เพียงพออยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการเบิกงบฯ จัดการเลือกตั้งเพิ่ม ก็สามารถพิจารณาภายในสำนักงานได้เหมือนกัน   5 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Freinds Talk” ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (5 ส.ค.) ที่ศาลปกครอง เมื่อเวลา 9.03 น. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครสมาชิกบอร์ดประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน พร้อมด้วยทีมประกันสังคมก้าวหน้าคนอื่นๆ แถลงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะยื่นคำร้องถึงศาลปกครอง เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน (คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ) ที่มีนัยยะชะลอหรือเลื่อนเลือกตั้งโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ยืนยันสามารถจัดการเลือกตั้งบอร์ดฯ โดยไม่ต้องลงทะเบียนในวันเดิมคือ 27 ก.ย.นี้ และเสนอแนวทางการจัดการเลือกตั้งให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เลือกตั้งวันเดิมโดยไม่ต้องลงทะเบียน   ษัษฐรัมย์ ระบุว่า วันนี้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ลงสมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั้งฝ่ายผู้ประกันตน และฝ่ายนายจ้าง 14 คน ขอยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนประกาศเลื่อนการเลือกตั้ง และเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ข้อ 2 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พร้อมกันนี้จะมีการแถลงข้อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สามารถจัดการเลือกตั้งวันเดิมคือวันที่ 27 ก.ย. 2569  ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ปัญหาก่อนหน้านี้ แม้ว่าคณะกรรมการชุดเดิมจะหมดวาระลงไปตั้งแต่ ก.พ. 2569 เป็นต้นมา และนับเป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ซึ่งส่งผลให้การบริหารประกันสังคมอยู่ในช่วงสุญญากาศ  จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ได้ออกคำสั่งชะลอหรือเลื่อนการจัดการเลือกตั้ง โดยไม่มีกำหนดเวลา โดยอ้างคำสั่งศาล ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุไปมาก ซึ่งคำสั่งศาลปกครองกลาง สืบเนื่องจากผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรายหนึ่ง ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง 2 ประเด็น ประกอบด้วย  * เพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 2 ซึ่งกำหนดเกณฑ์ต้องลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อให้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม * ร้องขอให้ผู้ที่มีคุณสมบัติลงคะแนนในวันที่ 27 ก.ย. 2569 โดยไม่ต้องลงทะเบียน  ศาลปกครองกลางกลาง รับคำร้อง และขอให้มีการทุเลา ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพียงแค่ข้อ 2 แต่ไม่ได้สั่งให้ชะลอ หรือเลื่อนการเลือกตั้งทั้งกระบวนการ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศสั่งชะลอการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดสถานที่ การดำเนินการอื่นๆ โดยไม่ระบุชัดเจนว่ารวมถึงอะไร  “การชะลอทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับประกาศข้อ 2 ของการเลือกตั้ง ที่ศาลปกครองสั่งทุเลาแม้แต่น้อย ในขณะที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานก็วนอยู่กับการเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่มีพฤติกรรมเดียวที่จะทำให้เราได้เห็นได้ว่า เรากำลังแก้ไขปัญหาข้อ 2 ที่กำลังเป็นประเด็นจริงๆ ในศาลปกครอง หรือแม้กระทั่งการยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองเพื่อให้มีการดำเนินการต่อไปได้นั้น คำสั่งศาลมีตั้งแต่ 24 ก็ยังไม่มีการยื่นอุทกรณ์แต่อย่างใด การกระทำเหล่านี้ เรียกได้ว่าการทำเกินคำสั่งศาล และใช้ศาลเป็นข้ออ้าง” ษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า การกระทำดังกล่าวเป็นหนึ่งในเกมการเมืองของเครือข่ายอำนาจในกระทรวงแรงงานหรือไม่ การเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน คือการอ้างศาล และขัดขวางไม่ให้กลไกประกันสังคมกลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตยตามปกติ และคืนอำนาจสู่ประชาชนหรือไม่  ษัษฐรัมย์ ระบุว่า สำหรับคำร้องที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นต่อศาลปกครองในวันนี้ คือการให้ศาลปกครอง สั่งเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม  ต่อมา ให้ศาลปกครองมีคำสั่งถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีการจัดการเลือกตั้งวันที่ 27 ก.ย.นี้ ตามกำหนดเวลาเดิม เพื่อให้ประชาชนได้ประกันสังคมกลับคืนสู่ความปกติ เป็นประชาธิปไตย บริหารด้วยตัวแทนจากเจตจำนงของประชาชนให้ไวที่สุด ษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า พวกเขาขอแสดงความห่วงใยถึงจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอย่าได้โดนกลุ่มอำนาจในกระทรวงแรงงานให้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยน หากท่านมีเจตจำนงในการปฏิรูปประกันสังคมอย่างจริงจัง อย่างที่เคยสัญญาไว้ในวันที่หาเสียงเลือกตั้ง การเลือกตั้งประกันสังคมสามารถทำได้ในวันที่ 27 ก.ย. 2569 ตามเดิม  เสนอแนวทางจัดเลือกตั้งประกันสังคม 27 กันยานี้  สมาชิกทีมประกันสังคมก้าวหน้า เผยว่า พวกเขามีข้อเสนอถึงกระทรวงแรงงานในการจัดการเลือกตั้งประกันสังคมภายในระยะเวลาเดิม ดังนี้  * ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามข้อมูลที่มีอยู่แล้วของ สปส.  * จัดหน่วยเลือกตั้งตามที่ได้มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งไปแล้วก่อนหน้านี้ทั้งฝั่งนายจ้าง และผู้ประกันตน * ประกาศหน่วยเลือกตั้ง พร้อมรายชื่อผู้ที่ได้ลงทะเบียน เลือกหน่วยแล้ว และเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้เลือกหน่วย สามารถอัปเดตหน่วยฯ ที่พวกเขาประสงค์ลงคะแนนได้ ผ่านช่องทางออนไลน์ภายในระยะเวลาที่กำหนด * สำหรับผู้ที่มีสิทธิฯ แต่ไม่ได้เลือกหน่วยเลือกตั้ง ให้ใช้สิทธิตามหน่วยเลือกตั้ง ตามข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสาขาที่มีรายชื่ออยู่ โดยจัดวันเลือกตั้งตามเดิมโดยไม่มีการเลื่อนเวลาออกไป  เชื่อทรัพยากรตอนนี้เพียงพอจัดการเลือกตั้ง ษัษฐรัมย์ กล่าวตอบคำถามสื่อ มีข้อสงสัยว่าทำไมการยื่นอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงแรงงานถึงได้ช้านัก เพราะว่าคำสั่งศาลปกครองกลางออกมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่จนตอนนี้กระทรวงแรงงานยังไม่มีการอุทธรณ์ ถ้าสำนักงานประกันสังคมจริงจังในการจัดการเลือกตั้ง น่าจะใช้เวลาเพียง 3-4 วันในการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาได้แล้ว แต่ตอนนี้ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์ กลับยังไม่มีวี่แววการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางเลย สำหรับทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งมีสมาชิก 14 คน คำร้องตรงนี้เราใช้เวลาร่างเพียง 3 วัน  แต่กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม มีทีมกฎหมาย และข้าราชการเต็มที่ แต่กลับใช้เวลามากกว่า 14 วัน ในการร่างคำร้องยื่นอุทธรณ์  ษัษฐรัมย์ ตอบคำถามสื่อด้วยว่า กระบวนการการเลือกตั้งที่ลากยาวขนาดนี้ไม่ได้เป็นกระบวนการปกติ เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมหมดวาระไปตั้งแต่ ก.พ. 2569 จริงๆ การหย่อนบัตรควรเกิดตั้งแต่ พ.ค.ที่ผ่านมา และตอนนี้เราต้องได้บอร์ดชุดใหม่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเกิดการพยายามยื้อและเปลี่ยนวิธีการการเลือกตั้ง จนกระทั่งครั้งนี้มีการดำเนินการการจัดการเลือกตั้งไปแล้วกว่า 70% ของกระบวนการ เหลือแค่การหย่อนบัตร แต่กระบวนการทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า กกต.ของประกันสังคม มีการปฏิบัติที่เกินคำสั่งศาล  นอกจากนี้ หากเราย้อนดูการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีการใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท แต่มีผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิเพียง 1.5 แสนราย ครั้งนี้เช่นเดียวกัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท และมีตัวชี้วัดผู้มาใช้สิทธิ 6 ล้านคน ดังนั้น ศักยภาพ (Capacity) ของประกันสังคม สามารถทำได้ สามารถจัดการเลือกตั้งโดยใต้กติกาปกติ (ไม่ต้องลงทะเบียนเลือกตั้ง) ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ได้อย่างครบถ้วน  "ถ้าเราพิจารณาตามกลไกต่างๆ ณ ตอนนี้ มีความเพียงพอแล้ว และงบประมาณที่ประกันสังคมใช้ ณ ตอนนี้ มีมูลค่า 275 ล้านบาท สำหรับจัดการเลือกตั้ง ผมคิดว่างบประมาณตัวนี้มีเงื่อนไขที่เพียงพอต่อการที่เราจะจัดการเลือกตั้งตามกลไกปกติได้ (ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า) ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด" ษัษฐรัมย์ กล่าว ษัษฐรัมย์ สมาชิกทีมประกันสังคมก้าวหน้า ระบุว่า ต้องฟังว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินไหม โดยจะเป็นตัวเขาเองที่ให้การต่อศาล เพื่อชี้ให้เห็นว่าความสูญเสียสำคัญของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือการที่เราพลาดโอกาสที่จะมีบอร์ดชุดใหม่ที่จะมีอำนาจเต็มที่จะปฏิรูประบบสวัสดิการ และปฏิรูปเงื่อนไขงบประมาณการบริหารมากกว่า 5 พันล้านบาท และงบประมาณการลงทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ถ้ามีการรักษาการที่ยาวนาน นั่นหมายความว่า ก็จะเป็นการคืนอำนาจให้แก่รัฐราชการ อย่าลืมว่างบฯ ประกันสังคมมีสูงถึง 3 ล้านล้านบาท และช่วงปลายปีต้องมีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของประกันสังคม ที่มีงบฯ สูงกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมีบอร์ดที่มีอำนาจเต็ม  ทนายความนรเศรษฐ์ นาหนองตูม กล่าวต่อว่า ในประเด็นที่ยื่นคำร้อง ถ้าศาลมีคำสั่ง สามารถสั่งได้เลย และคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามนั้น  ษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเขามองว่า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์มากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับ รมต.คนอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่า รมต. และนักการเมืองที่มีอนาคตไกลหลายคนมักจะตกม้าตายเพราะข้าราชการ เพราะพวกเขาอยู่มานาน 20-30 ปี และเราก็เป็นบอร์ดฯ เข้ามา ก็พอเห็นแล้วว่าถ้าคนที่มีอำนาจระดับ รมต.เข้ามา จะได้รับข้อมูลแบบไหนจากข้าราชการ เพราะฉะนั้น เขาก็เชื่อว่า จุลพันธ์ จะรับข้อเสนอตัวนี้มาพิจารณาปรับแก้อะไรต่างๆ แต่เราชี้ให้เห็นว่ากลไกการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ การเลือกตั้ง กทม. มีคนมาใช้สิทธิประมาณ 50% เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งประกันสังคม ด้วยตัวชี้วัด และ Capacity ประมาณ 6 ล้านคน ผมเชื่อว่าเพียงพอ หรือถ้าต้องเลยไปกว่าตัวชี้วัดนิดหน่อย ก็สามารถของบฯ เพิ่มเติมได้ เพราะว่าเป็นการพิจารณาได้ภายในสำนักงานฯ เป็นงบประมาณบริหารจัดการ  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ประกันสังคมก้าวหน้า * เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม * ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี * กระทรวงแรงงาน * สำนักงานประกันสังคม

dlvr.it

ประชุม กสทช.ล่มอีกครั้ง หลังวอล์กเอาต์อีกรอบ ปมสถานะ 'นพ.สรณ'

ประชุม กสทช.ล่มอีกครั้ง หลังวอล์กเอาต์อีกรอบ ปมสถานะ 'นพ.สรณ' auser15 Wed, 2026-08-05 - 14:59 วันนี้ (5 ส.ค.) การประชุม กสทช. ล่มเป็นครั้งที่สอง หลังกรรมการ 3 คนวอล์กเอาต์เพราะไม่สามารถหารือประเด็นสถานะของ 'นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์' ประธาน กสทช. ที่ถูกคณะกรรมการสรรหาชี้ว่ามีลักษณะต้องห้าม - สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด นพ.สรณ ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. 5 สิงหาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า ในการประชุมตามวาระพิจารณาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ กสทช. ล่มลงเป็นครั้งที่สอง หลังจาก 3 ใน 6 คน ของกรรมการวอล์กเอาต์ เนื่องจากไม่สามารถเสนอข้อหารือเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติ มีลักษณะต้องห้ามให้ถือว่าสละสิทธิ์ การประชุมคณะกรรมการตามวาระ เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. บรรยากาศวุ่นวายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ก่อนที่ประธานจะเป็นผู้เปิดวาระ เพราะคณะกรรมการ 3 คน ต้องการหารือประเด็นที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8(2) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการ ส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ให้ถือว่าสละสิทธิ์ แต่ นพ.สรณ ยังคงทำหน้าที่นำการประชุมต่อ เมื่อข้อหารือนี้ไปต่อไม่ได้ กรรมการ 3 คน คือ ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และนายศุภัช ศุภชลาศัย ขอสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมการประชุม และเดินออกจากห้องทันที ศ.กิตติคุณ พิรงรอง บอกว่า ในวาระการประชุมมีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องหารือ แต่กังวลการลงมติใด ๆ ของประธาน กสทช. คือ นพ.สรณ อาจสุ่มเสี่ยงมีความผิดตามกฎหมายหลายข้อ เพราะถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ว่า มีลักษณะต้องห้าม แม้ นพ.สรณ จะยื่นฟ้องศาลปกครองขอเพิกถอนและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งขัดต่อระเบียบข้อ 16 การประชุม กสทช. เมื่อประธานไม่สามารถนำการประชุมได้ ต้องมอบหมายคนอื่นเป็นผู้นำประชุมแทน อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในกรณีนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งโดยเร่งด่วน จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ที่ผ่านมา พยายามหารือกับกรรมการหลายท่าน โดยขอนัดหารือนอกรอบไปเมื่อวันที่ 3 ส.ค.แต่มีบางคนไม่ตอบกลับ สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด นพ.สรณ ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า  เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 สิงหาคม 2569  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการสื่อสารและประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมตัวแทนฯ เข้ายื่นหนังสือถึง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการ กสทช. รวมทั้ง 7 คน ก่อนการประชุม กสทช. ที่มีกำหนดเริ่มในเวลา 09.30 น. ท่ามกลางข้อกังวลเกี่ยวกับสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. ภายหลังมติคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีนายรัชตะพงศ์ พินทุเสนีย์ ผู้อำนวยการส่วนประจำสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร สำนักงาน กสทช. เป็นผู้รับมอบหนังสือ นางสาวสุภิญญา เปิดเผยว่า กสทช. กำลังอยู่ในภาวะคอขวดจนไม่สามารถขับเคลื่อนวาระสำคัญได้ โดยเฉพาะอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อและเทคโนโลยี เนื่องจากมีประเด็นเรื่องคุณสมบัติท่านประธานฯ แล้ววันนี้ก็มีข่าวว่าจะมีการนัดประชุม ซึ่งมันก็อาจนำไปสู่การที่การประชุมล่มอีก เพราะกรรมการส่วนใหญ่เขามองว่าไม่สามารถประชุมได้เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติท่านประธาน ซึ่งผลกระทบจากการชะงักงันนี้ตกอยู่กับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมสื่อโดยตรง โดยเฉพาะใบอนุญาต Digital TV ที่กำลังจะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่กลับยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ถ้าไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเข้มแข็งพอ ผลกระทบกับผู้บริโภคและวิชาชีพสื่อทั้งหมดจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาก นอกจากนี้ นางสาวสุภิญญา ได้กล่าวถอดบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะอดีต กรรมการ กสทช. ที่เคยยุติการปฏิบัติหน้าที่ในอดีต เพื่อส่งสารไปถึงประธาน กสทช. คนปัจจุบันว่า อยากฝากท่านคุณหมอว่า “เราพักก่อน” ช่วงระหว่างพัก ท่านอาจจะได้ไปทำงานที่ท่านรัก ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย ส่วนท่านจะฟ้องศาลต่อก็ยังเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรม แต่เพื่อให้ประโยชน์สาธารณะดำเนินต่อไปได้ ก็ควรพักก่อน ไม่ยากเกินไปในการที่จะแสดงเจตจำนงในวันนี้ ยังไม่สายเกินไป สำหรับ 3 ข้อเรียกร้องหลัก จากสภาผู้บริโภค เพื่อปลดล็อกวิกฤตดังกล่าว คือ ขอให้ท่านนายแพทย์สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กร กสทช. โดยยึดคำสั่งหรือมติของคณะกรรมการสรรหาว่าท่านมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อได้ , ขอให้คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน เร่งเดินหน้าและสแตนบายเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีวาระค้างอยู่มหาศาล และขอให้ทางรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี เดินหน้ากระบวนการนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้สถาบัน กสทช. ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้ต่อไป ย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายหวนกลับมาตั้งต้นที่ประโยชน์สาธารณะ และหวังว่ากรรมการที่เหลืออยู่ทั้ง 6 ท่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ กสทช. จะพร้อมกลับมาทำงานเพื่อประชาชนอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ทางกฎหมายมีความชัดเจน สื่อมติชนออนไลน์เผยศาลปกครองยกคำร้อง 'นพ.สรณ' ขอไต่สวนเร่งด่วน ปมถูกฟันพ้นประธาน กสทช. ชี้ ไม่มีเหตุจำเป็น วานนี้ (4 ส.ค.) มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่ศาลปกครองกลาง ตามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องยังระบุว่า มติดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะประธาน กสทช. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว รวมถึงกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยืนยันว่า คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติของประธาน กสทช. อีกทั้งการดำเนินการขาดความเป็นกลาง ไม่โปร่งใส ไม่รับฟังคำคัดค้านและข้อเท็จจริงของผู้ฟ้อง พร้อมยืนยันว่ามติดังกล่าวไม่มีผลให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีหน้าที่เพียงเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามกฎหมายเท่านั้น ล่าสุด สำนวนคำฟ้องดังกล่าว ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วนและขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและไต่สวนโดยเร่งด่วนแล้วนั้น ศาลเห็นว่าคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในกรณีนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งโดยเร่งด่วน จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ส่วนความคืบหน้าในคดี ยังไม่ออกคดีหมายเลขแดง ยังอยู่ในกระบวนการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการศาลปกครองเจ้าสำนวนของอธิบดีศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาคดีตามกระบวนการพิจารณาคดีศาลปกครองว่าจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง และศาลจะพิจารณา หรือมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีต่อไป นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง กล่าวว่า โดยหลักของกฎหมาย หากศาลปกครอง รับคำร้อง และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว การที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯ ก็ต้องชะลอไว้ก่อน แต่หากในทางตรงข้าม ศาลปกครอง ไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว นายกรัฐมนตรีก็สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ปลด นพ.สรณ ได้ทันที เพราะผลสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเห็นด้วยกับ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่า มีอำนาจในการพิจารณาคุณสมบัติ นพ.สรณ และเห็นว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุด ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่1 เคยตีความไว้ ดังนั้น คงต้องรอดู ว่านายกรัฐมนตรี จะยื่นทูลเกล้าฯ เลยหรือไม่ หรือต้องรอดูคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งคาดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์นี้จะรู้ผล “คุณหมอสรณ เองควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เพราะคุณหมอสรณ ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ในการทำหน้าที่ ประธาน กสทช. และวันที่ 5-6 สิงหาคม นี้ จะมีการประชุม กสทช. ก็คงจะวุ่นวาย ประชุมไม่ได้อีกเหมือนครั้งที่แล้ว วาระต่างๆ ก็คงค้าง ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะโรดแมปทีวีดิจิทัล ที่สังคมจับตาดู” นพ.สุภัทร กล่าว ด้าน นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ มองว่า การที่ นพ.สรณ ไปยื่นศาลปกครอง เพื่อขอให้คุ้มครองชั่วคราว กรณีมติกรรมการสรรหา กสทช. มองว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่ว่า ศาลจะรับคำร้องและสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หากศาลไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ถือเป็นอันชัดเจน ในข้อเท็จจริงทุกอย่างแล้ว ตามที่ คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงมันชัดเจนว่า นพ.สรณ รับเงินเดือนซ้อน เป็นลูกจ้างในฐานะแพทย์ และเพิ่งมาลาออกในวันที่ 12 เมษายน 2565 ก่อนวันโปรดเกล้าฯ เพียงวันเดียว คือวันที่ 13 เมษายน 2565 ดังนั้น เท่ากับว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติแต่แรก และคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ถือเป็นที่สุด นพ.สรณ ควรต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้องค์กร กสทช. เดินหน้าต่อไปได้ 'อนุทิน' ย้ำทูลเกล้าฯ ประธาน กสทช. กรณีขาดคุณสมบัติ เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทูลเกล้าฯ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช มีมติขาดคุณสมบัติ ว่า เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการทุกอย่าง ทั้งนี้ได้มอบมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ให้เรียบร้อย พร้อมยืนยันว่าในกรณีนี้ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเองได้ เลขาฯ ครม.เผย เรื่องเสนอปลด 'สรณ' พ้นประธาน กสทช.ยังไม่ถึง สลค. วันนี้ (5 ส.ค.) เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังคณะกรรมการสรรหามีมติว่าขาดคุณสมบัติว่า ขณะนี้เรื่องยังมาไม่ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งตามขั้นตอนแล้วเมื่อมีการยื่นเรื่องมาถึง สลค.แล้วก็ต้องพิจารณา ซึ่งก่อนที่จะให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เราจะต้องดูข้อมูลทุกอย่างประกอบกัน * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * กสทช. * สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

dlvr.it

วิสามัญ 2 ผู้ต้องสังสัยคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ

วิสามัญ 2 ผู้ต้องสังสัยคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ auser15 Wed, 2026-08-05 - 14:26 ตำรวจวิสามัญ 2 ผู้ต้องสงสัยคดียิงตำรวจ สภ.ตากใบ ที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ยึดปืนคืนติดตามตัวอีก 1 ร่วมขบวนการ 5 สิงหาคม 2569 NBT Connext รายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ผบ.ศปก.ตร.สน.) ลงพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส บัญชาการปิดล้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต., พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส นำกำลังปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สวนปาล์ม ม.บ้านกูบู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย ใน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ตั้งแต่ 02.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผลการปฏิบัติวันนี้ คนร้ายที่ก่อเหตุยิงตำรวจ สภ.ตากใบเสียชีวิต ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิต 2 ราย คือ 1.นายอับดุลมูคลีส อายุ 23 ปี มีหมายจับ 2 หมาย คดีลักทรัพย์และจำหน่ายยาเสพติด ซึ่งจากการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์พบดีเอ็นเอเชื่อมโยงกับชิ้นส่วนของอาวุธปืนตรวจยึดภายในขนำที่เกิดเหตุ 2.นายสะหมาน อายุ 34 ปี มีหมายจับ 2 หมายจับ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและร่วมกันลักทรัพย์ ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่าคนร้ายทั้ง 2 ราย หลังก่อเหตุได้หลบหนีจาก อ.ตากใบ ไปรักษาตัวในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จากนั้นหนีซ่อนตัวในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ก่อนที่เมื่อคืนที่ผ่านมาพบความเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณขนำ บ้านน้ำตก ม.5 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จึงได้สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เข้าปิดล้อมตรวจค้น โดยตรวจค้นในที่เกิดเหตุพบปืนของตำรวจ สภ.ตากใบ 2 กระบอก ที่คนร้ายลักไปด้วย [1.ปืน .38  (ยังไม่ทราบที่มา) 2.ปืน glock 19 เลข Rtp9800  ของตำรวจ (ส.ต.ท.ไตรทศ กุลสันถวะศิริ) ที่ถูกเอาไป] ผบช.ภ.9 กล่าวด้วยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการโดยรัดกุมตามพยานหลักฐาน และเป็นไปตามยุทธวิธี โดยคนร้ายยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่จึงเกิดการปะทะนำไปสู่การวิสามัญคนร้าย ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปลอดภัย อย่างไรก็ตามในกรณีเหตุที่ตากใบจนถึงขณะนี้สามารถพิสูจน์ทราบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 14 ราย เข้าสู่กระบวนการซักถามแล้ว 11 ราย วิสามัญ 2 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนี 1 ราย โดยเป็นผู้ต้องหาที่พานายอับดุลมูคลีส และนายสะหมาน หลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * วิสามัญฆาตกรรม * สุคิริน * นราธิวาส * ชายแดนใต้ * กระบวนการยุติธรรม

dlvr.it

เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศ 'สังคมสูงวัยระดับสุดยอด' ขณะที่ประชากรต่างชาติเพิ่ม ช่วยอุดช่องว่างวัยแรงงานที่หายไป

เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศ 'สังคมสูงวัยระดับสุดยอด' ขณะที่ประชากรต่างชาติเพิ่ม ช่วยอุดช่องว่างวัยแรงงานที่หายไป auser15 Wed, 2026-08-05 - 13:31 เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นประเทศ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ที่มีประชากรอายุ 65 ขึ้นไปมากกว่า 20% ของประเทศ รวมถึงมีประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างมาก ในขณะเดียวกันกลุ่มประชากรชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ซึ่งสื่อมองว่าชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นช่วยอุดช่องว่างวัยแรงงานและภาคส่วนแรงงานของเกาหลีใต้ที่กำลังขาดแคลนคนงานได้ จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2025 ของเกาหลีใต้ระบุว่ามี จำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยถึงแม้ว่าอัตราการเกิดจะลดลง เรื่องนี้เป็นเพราะว่ามีประชากรชาวต่างชาติที่พำนักในเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย ในปี 2025 เกาหลีใต้มีจำนวนประชากรอยู่ที่ 51.82 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.02% จากปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามตัวเลขประชากรชาวเกาหลีใต้มีจำนวนลดลง 0.1% ในทางตรงกันข้ามจำนวนประชากรชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้มีจำนวนมากขึ้น 3.2% ของประชากรทั้งหมด จนกลายเป็น 2.11 ล้านคน นับเป็นเป็น 4.1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด สื่อเกาหลีใต้ระบุว่า สถิติสำมะโนประชากรแสดงให้เห็นว่าประชากรชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่ช่วยให้ประชากรในเกาหลีใต้ไม่ลดลงไปมากกว่าเดิม อีกทั้งยังมีการนำเสนอแผนภาพว่าแนวโน้มของประชากรชาวต่างชาติในเกาหลีใต้ดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2021 อยู่ที่ 3.2% แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 3.4%-3.7%-3.9% จนกระทั่ง 4.1% เมื่อปี 2025 นิยามของคำว่า "ชาวต่างชาติที่พำนักในเกาหลีใต้" ในสถิติดังกล่าวนี้ครอบคลุมชาวต่างชาติที่มีแหล่งที่อยู่อาศัยในเกาหลีใต้และอาศัยอยู่ในประเทศมาแล้วมากกว่า 3 เดือน คยองอึนซุก ผู้อำนวยการกองสำมะโนประชากรเกาหลีใต้ กล่าวว่า "การเพิ่มขึ้นของประชากรโดยรวมของเกาหลีใต้นั้น มาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรชาวต่างชาติ ถึงแม้ว่าประชากรชาวเกาหลีใต้จะลดลงก็ตาม" คยองอึนซุก กล่าวว่า สาเหตุที่ประชากรชาวต่างชาติในเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้นนั้น "ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้น และแรงงานต่างชาติตามฤดูกาลเพิ่มขึ้น ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มีการพาเข้ามาเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะในภาคการเกษตรและภาคการประมง" สถิติระบุอีกว่าเกาหลีใต้กำลังเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งตามนิยามของสหประชาชาติ หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ซึ่งเกาหลีใต้มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้คือ 19.5% เป็น 20.7% ในปี 2025 ซึ่งถือว่าเกินเกณฑ์ของสหประชาชาติแล้ว ในขณะเดียวกันกลุ่มประชากรวัยทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งหมายถึงคนช่วงอายุ 15-64 ปี ก็มีจำนวนลดลง 393,000 ราย เป็น 35.87 ล้านราย ถือว่าลดลงไป 1.1% เหลืออยู่ 69.2% ของประชากรทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่มีประชากรวัยทำงานลดลงต่ำกว่า 70% ทำให้ชาวต่างชาติในเกาหลีใต้กลายเป็นกลุ่มประชากรที่สำคัญที่จะอุดช่องว่างวัยทำงานที่หายไป โดยที่อัตราส่วนของประชากรต่างชาติในเกาหลีใต้นั้นมีอยู่ 9 ใน 10 ที่อยู่ในวัยทำงาน กลุ่มประชากรชาวต่างชาติในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในช่วงวัย 30-40 ปี คิดเป็น 27.2% ตามมาด้วยช่วงวัย 20-30 ปี คิดเป็น 25.5% และกลุ่มช่วงวัย 40-50 ปี อยู่ที่ 16.6% ชาวต่างชาติที่อยู่ในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นชาวเชื้อชาติเกาหลีที่มีสัญชาติจีน คิดเป็น 25.3% ของชาวต่างชาติในเกาหลีใต้ทั้งหมด ตามมาด้วยชาวเวียดนาม 15.1% คนที่มีทั้งเชื้อชาติและสัญชาติจีน 10.5% และชาวไทย 7.5% โดยที่ข้อมูลระบุว่ามีชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สัญชาติอื่นๆ อยู่ในเกาหลีใต้มากขึ้นด้วย อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่า เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีชาวไทยกับเนปาลที่พำนักในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นสองเท่า มีชาวเวียดนามเพิ่มขึ้น 150.6% ในขณะที่ชาวอเมริกันและไต้หวันลดลง สื่อเกาหลีใต้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องที่เกาหลีใต้พึ่งพาแรงงานจากต่างชาติมากขึ้น โดยที่รัฐบาลเกาหลีใต้มีระบบออกใบอนุญาตทำงานให้ชาวต่างชาติและมีโครงการแรงงานตามฤดูกาลที่มักจะนำแรงงานชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปทำงานในภาคส่วนที่ขาดแคลนแรงงานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เรียบเรียงจาก Foreign population tops 4% as Korea grapples with aging workforce, The Korea Times, 28-07-2026 S. Korea's population slightly up in 2025 on immigration: census, The Korea Herald, 28-07-2026   * ข่าว * แรงงาน * ต่างประเทศ * เกาหลีใต้ * สังคมสูงวัย * ผู้สูงอายุ * แรงงานข้ามชาติ

dlvr.it

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ auser15 Wed, 2026-08-05 - 13:00 หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่าคณะได้พัฒนา "คลินิกอบอุ่น" โปรแกรมบำบัดผู้ติดยาบ้าด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ทดลองนำร่องใน 4 จังหวัดคือนครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ใช้เวลาบำบัด 9 วัน ล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% อัตรากลับไปเสพซ้ำต่ำกว่า 30% และใช้งบประมาณต่ำกว่าระบบเดิมที่ใช้เมทาโดนเดือนละ 4,500 บาทต่อคนมาก จึงเสนอให้รัฐบาลขยายผลตั้งศูนย์บำบัด 4 ภูมิภาค ภาพจาก: ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5 สิงหาคม 2569 การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง “ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น” ศ.ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น  ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ  ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่ ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ   2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ “ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า  กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง  ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว “สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้ “โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ยาเสพติด * ยาบ้า * มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * สมุนไพร

dlvr.it

'อานนท์ นำภา' เขียนจดหมายจากเรือนจำ เผยความกังวลหลังนักโทษการเมือง ม.112 ถูกแยกขังกระจายแดน

'อานนท์ นำภา' เขียนจดหมายจากเรือนจำ เผยความกังวลหลังนักโทษการเมือง ม.112 ถูกแยกขังกระจายแดน auser15 Wed, 2026-08-05 - 12:37 'อานนท์ นำภา' นักโทษการเมืองคดี ม.112 เผยแพร่จดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าเมื่อปลายเดือน ก.ค. 69 เรือนจำมีนโยบายย้ายนักโทษการเมือง ม.112 กระจายไปแต่ละแดนแทนที่จะขังรวมกัน สร้างความกังวลด้านความปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าตั้งแต่ พ.ค. 68 มีความพยายามกดดันให้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลแต่ถูกปฏิเสธ และเล่าเหตุการณ์ผู้ต้องขังที่ถูกแยกแดนเคยถูกทำร้ายร่างกายจนต้องย้ายไปเรือนจำบางขวาง 5 สิงหาคม 2569 อานนท์ นำภา นักโทษการเมืองคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เผยแพร่จดหมายลงโซเชียล  ถึงเพื่อนและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ ระบุว่าเขียนขึ้นด้วยความลำบากใจ เนื่องจากนักโทษการเมือง ม.112 กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เรือนจำมีนโยบายย้ายนักโทษการเมือง ม.112 กระจายไปในแต่ละแดนแทนที่จะขังรวมกันไว้ในที่เดียว ซึ่งสร้างความกังวลให้กับกลุ่มผู้ต้องขังดังกล่าว จดหมายระบุว่าก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ในปี 2564 ที่เจ้าหน้าที่ปกปิดชื่อพยายามเข้ามาในเวลากลางดึก และตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา มีความพยายามกดดันให้ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล โดยอ้างถึง "ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง" แต่ถูกปฏิเสธ กระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาเป็นพรรคภูมิใจไทย มีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารเรือนจำ และเริ่มมีความพยายามแยกขังผู้ต้องขังกลุ่มนี้ออกจากกัน อานนท์บรรยายบรรยากาศในเรือนจำว่า มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี 2 รอบต่อวัน คือเวลา 18.15 น. และ 05.45 น. พร้อมเล่าว่าเคยมีผู้ต้องขังที่ถูกแยกแดนถูกนักโทษคดีทั่วไปทำร้ายร่างกาย เนื่องจากไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีตามเวลาที่เรือนจำกำหนด จนต้องถูกย้ายไปยังเรือนจำที่คุมขังนักโทษประหาร (บางขวาง) ในเวลาต่อมา จดหมายระบุว่าการขังรวมกันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่ถูกทำร้าย แต่การอยู่รวมกันจะเป็นหลักประกันว่าหากมีการทำร้ายเกิดขึ้น จะมีพยานที่รอดชีวิตออกมาบอกเล่าเหตุการณ์ได้ อานนท์ปิดท้ายจดหมายด้วยความรู้สึกลำบากใจที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้อย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ที่เขาระบุว่ายากลำบากอย่างยิ่ง * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อานนท์ นำภา * ผู้ต้องขัง * ม.112 * เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ * กระบวนการยุติธรรม

dlvr.it

คดียิง สส.กมลศักดิ์ อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว 1 คน

คดียิง สส.กมลศักดิ์ อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว 1 คน auser15 Wed, 2026-08-05 - 10:48 วานนี้ (4 ส.ค.) เจ้าหน้าที่คุมตัว 6 จำเลยขึ้นศาลจังหวัดนราธิวาส นัดตรวจพยานหลักฐานและสอบคำให้การคดียิง "กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ" สส.พรรคประชาชาติ เผยเบิกตัว 5 คนจากเรือนจำ ขณะอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว 1 คน Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาและจำเลยรวม 6 คน ในคดีพยายามฆ่าและลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 เข้าสู่ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ศาลจังหวัดนราธิวาส การนำตัวมาศาลในครั้งนี้ เป็นไปตามนัดหมายของศาล ในการตรวจพยานหลักฐาน และตรวจสอบคำให้การของจำเลย เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ได้โต้แย้งพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนที่จะมีการกำหนดวันนัดสืบพยานในคดีอย่างเป็นทางการต่อไป สำหรับการเดินทางมาขึ้นศาลในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมกระบวนการทางกฎหมายอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายอับดุลเลาะห์ หะยีอาบู ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดยะลา ซึ่งเดินทางมาในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พร้อมด้วยทีมทนายความของ น.อ.มนตรี, ทนายความของนายธนภัทร, ทนายความของนายสุนทร รวมถึงนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและผู้แทนฝ่ายคุ้มครองสิทธิ์ของจำเลยที่เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในส่วนของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดี ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาล เนื่องจากติดภารกิจในต่างประเทศ เปิดพฤติการณ์ 6 จำเลยแบ่งตามกลุ่ม อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว 1 คน ในส่วนของกลุ่มจำเลยทั้ง 6 คนที่ถูกนำตัวมายังศาลจังหวัดนราธิวาสในวันนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการฝากขังและถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ร.อ.วิโรจน์ (ทำหน้าที่มือปืนผู้ก่อเหตุ) นายธนภัทร (ทำหน้าที่มือปืนผู้ก่อเหตุ) นายสมพร (ทำหน้าที่ผู้ประสานงานและชี้เป้าหมาย) นายอลาวี (ทำหน้าที่คนขับขี่ยานพาหนะในการก่อเหตุ) นายสุนทร (เจ้าของอู่รถยนต์ ทำหน้าที่แยกชิ้นส่วนและทำลายยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ) และกลุ่มผู้สนับสนุนซึ่งอยู่ระหว่างการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) มีจำนวน 1 คน คือ น.อ.มนตรี ส่วน น.ต.เดโช ซึ่งเคยมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้สงสัยก่อนหน้านี้ ทางพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนหน้าจะเริ่มกระบวนการชั้นศาลในนัดนี้ * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ * ชายแดนใต้

dlvr.it

ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก

ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก auser15 Wed, 2026-08-05 - 10:28 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ตั้งข้อสังเกตการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งกรณีย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาและโครงสร้างงบประมาณ พร้อมเสนอปฏิรูปองค์กร ลดความซ้ำซ้อน ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพจาก: World Bank สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า นายสุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อภิปรายต่อที่ประชุมกมธ.ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยระบุว่า ศธ.เป็นหน่วยงานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่ขณะนี้กำลังเผชิญประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากร โดยเฉพาะกรณีการย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากว่า 40 เขตทั่วประเทศ ซึ่งหลายรายไม่ได้แสดงความจำนงขอย้ายมาก่อน ส่งผลให้การบริหารงานในบางพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง และกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ นายสุทธิชัย กล่าวว่า แม้จะมีเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว แต่ศธ.จำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง ขณะเดียวกันเห็นว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบลงทุนยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ใช้งบบุคลากรร้อยละ 76 แต่งบลงทุนมีเพียงร้อยละ 2 ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว นายสุทธิชัย ยังเสนอให้ศธ.พิจารณาปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดเล็กลง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปลัดศธ.จะสามารถเสนอแนวทางปฏิรูปกระทรวงให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งหลายแห่งมีนักเรียนเพียง 20 กว่าคน และครูไม่ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลซึ่งได้รับการอุดหนุนงบลงทุนจำนวนมากกลับมีนักเรียนเพียง 200-300 คน จึงเห็นว่าควรพิจารณาจัดการเรียนรวมระหว่างโรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และหากสามารถดำเนินการได้ จะช่วยลดจำนวนโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และนำงบประมาณไปเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * การศึกษา * คุณภาพชีวิต * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 * งบประมาณ 70 * กระทรวงศึกษาธิการ * โรงเรียนขนาดเล็ก

dlvr.it

ย้อนคดีผู้ผลิต ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ฟ้องประชาไทเปิดประวัติเคยรับงาน ทบ. เริ่มสืบพยาน 6-7 ส.ค.นี้

ย้อนคดีผู้ผลิต ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ฟ้องประชาไทเปิดประวัติเคยรับงาน ทบ. เริ่มสืบพยาน 6-7 ส.ค.นี้ admin666 Wed, 2026-08-05 - 10:18 ในวันที่ 6-7 ส.ค. 2569 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ มีนัดพิจารณาคดีที่บริษัทผู้ผลิตแอนิเมชัน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ฟ้องสำนักข่าวประชาไทและประชาชนรวม 5 ราย ข้อหาหมิ่นประมาทฯ และนำเข้าข้อมูลเท็จ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) จากเหตุรายงานข้อมูลของบริษัทที่เคยได้รับโครงการผลิตสื่อของกองทัพบก 11 โครงการในช่วงปี 2563-2565 ย้อนกลับไปเมื่อ 9 มี.ค.2567 แอนิเมชันเรื่อง 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ (2475 Dawn of Revolution) ผลงานของผู้กำกับและเขียนบทโดยวิวัธน์ จิโรจน์กุล ร่วมกับปัณฑา สิริกุล ความยาว 2 ชั่วโมง 5 นาที ได้เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่พลาซ่า สุขุมวิท ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมาช่องยูทูบทางการ 2475 Animation ได้เอามาลงให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมกันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นพบว่าหน่วยงานทหารหลายที่จัดให้กำลังพลเข้าชมเอนิเมชันเรื่องนี้ เช่น ค่ายบุรฉัตร จว.ร.บ. และ ส.พัน.2 เป็นต้น กองพันทหารสื่อสารที่ 2 รายงานโดยอ้างว่า ตามนโยบาย ผบช. ให้หน่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนกำลังพลและครอบครัว ร่วมรับชมภาพยนตร์ Animation 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ โดยวันที่ 15 มี.ค. 67 ส.พัน.2 ได้ให้กำลังพล และครอบครัวรับชมภาพยนตร์นี้ เพื่อสร้างการรับรู้ ประวัติศาสตร์ชาติไทย ในเหตุการณ์ ห้วงปี พ.ศ. 2475 ที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการเสริมสร้าง และปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้กับกำลังพล ครอบครัว และเยาวชนต่อไป เนื้อหาของแอนิเมชันเปิดเรื่องมาด้วยการชุมนุมทางการเมืองระลอกล่าสุดช่วงปี 2563-2565 ก่อนนำเข้าสู่การเล่าถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อการเมืองไทยและการอภิวัฒน์สยามของคณะราษฎรในปี พ.ศ.2475 ที่ไม่ได้นำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยและยังเป็นการชิงสุกก่อนห่าม  หลังจากแอนิเมชันเรื่องนี้เผยแพร่ออกมามีทั้งคำชื่นชมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่น อันเป็นปกติของประเด็นเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงไม่หยุดนิ่ง แต่นอกจากการวิจารณ์เรื่องเนื้อหาที่ดูสวนกระแสบรรยากาศการเมืองเรียกร้องประชาธิปไตยในเวลานั้นแล้ว ผู้อ่านชาวเน็ตจำนวนมากตั้งข้อสงสัยถึงแบ็คกราวน์ของผู้สร้างภาพยนตร์นี้และความสัมพันธ์กับกองทัพ    จากนั้นประชาไททดลองนำชื่อบริษัทนาคราพิวัฒน์ผู้สร้างที่เปิดเผยในช่องทางทางการของแอนิเมชันเรื่องนี้เองไปสืบค้นในฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เปิดเผยเป็นสาธารณะขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อย่างเว็บไซต์ ACT AI ซึ่งมีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร  ข้อมูลจาก ACT AI พบว่า บริษัทเคยได้รับจ้างผลิตสื่อประเภทต่างๆ จากกองทัพบกช่วงปี 2563-2565 จำนวน 11 สัญญาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง เช่น สื่อสำหรับปฏิบัติการข่าวสาร เอ็มวีเพลง สื่อให้ความรู้ หรือเพลงเทิดพระเกียรติ เป็นต้น รวมวงเงินทั้งหมด 3,700,000 บาท จึงได้รายงานข้อเท็จจริงนี้ในหัวข้อ พบเจ้าของแอนิเมชัน '2475 Dawn of Revolution' รับโครงการทำสื่อแบบวิธีเฉพาะเจาะจง 'กองทัพบก' 11 สัญญา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการตรวจสอบองค์กรรัฐและเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะตามปกติ นอกจากนี้ในรายงานยังกล่าวถึงกองทัพที่มักใช้วิธี ‘เฉพาะเจาะจง’ จำนวนมากในการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอยู่เนืองๆ  หลังจากรายงานข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ภายในวันเดียวกันทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหน่วยงานรัฐหน่วยงานใด แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยรับงานจากกองทัพบกจริงก็ตาม เพียงแต่นำเพลง ‘เครื่องหมายแห่งไตรรงค์’ ที่เคยใช้กับเอ็มวีในงานของกองทัพบกมาใช้ประกอบแอนิเมชันเรื่องนี้เพราะความชอบในเพลงนี้ดังกล่าวของทีมงานเท่านั้น ในคำชี้แจงของบริษัทยังระบุว่า การกระทำของประชาไทเป็นการ ‘ดิสเครดิต’ บริษัททำให้เสื่อมเสียส่งผลกระทบให้ผู้คนโจมตีบริษัทและทีมงาน จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายปกป้องสิทธิเช่นกัน  “พวกผมกำลังไล่แคปคอมเมนท์ที่ดิสเครดิตและยินดีที่จะฟ้องเอาเงินเป็นอย่างยิ่ง เผื่อได้งบทำภาคสองครับ ขอขอบคุณครับ” บริษัทระบุ  ทางประชาไทได้นำคำชี้แจงดังกล่าวเพิ่มเข้าไปในรายงานชิ้นเดียวกันเพื่อให้เนื้อหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติในการอัพเดทข้อมูลข่าวใดๆ  7 เดือนผ่านไป เมื่อ 23 ต.ค. 2567 ประชาไทได้รับหมายจากศาลอาญา รัชดาฯ ในคดีข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีบริษัทนาคราพิวัฒน์ ซึ่งมีวิวัธน์ จิโรจน์กุล กรรมการบริษัทผู้มีอำนาจ เป็นโจทก์ฟ้อง เทวฤทธิ์ มณีฉาย อดีตบรรณาธิการบริหารของประชาไท, ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน และประชาชนที่แชร์ข่าวดังกล่าวอีก 3 คน รวมเป็น 5 ราย  ทั้งนี้ ข้อกฎหมายทั้งหมดที่ทางบริษัทฟ้องมีตั้งแต่หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 รวมถึงนำข้อมูลทุจริต หลอกลวง หรืออันเป็นเท็จที่ “ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560  คดีนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ยจึงนำไปสู่การไต่สวนมูลฟ้องของศาล  ประเด็นต่อสู้คดี ข้อต่อสู้ของทางฝ่ายบริษัทยืนยันว่าการรายงานข่าวดังกล่าวของประชาไทชิ้นนี้แม้ว่าข้อความจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าทางบริษัทรับเงินจากกองทัพบกมาสร้างแอนิเมชัน แต่ก็ทำให้ผู้อ่านข่าวเข้าใจว่าบริษัทรับเงินจากกองทัพมาดำเนินการทำแอนิเมชัน อย่างไรก็ตามประชาไทเห็นว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ของทางบริษัทมีปัญหาทั้งทางข้อกฎหมายและเนื้อหา เนื่องจาก * ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม แต่จากคำฟ้องและเอกสารต่างๆ รวมถึงคำเบิกความของผู้ฟ้อง ไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดในรายงานข่าวที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการรับเงินจากกองทัพบกมาทำแอนิเมชัน "2475 Dawn of Revolution" นอกจากนั้นฝ่ายบริษัทตอบทนายความของสำนักข่าวว่าการรับจ้างจากกองทัพที่ผ่านมาเป็นไปตามกฎหมายและการรับงานจากกองทัพบกช่วงปี 2563-2565 จำนวน 11 สัญญานั้นเป็นความจริง   อีกทั้งที่บริษัทอ้างว่าข้อความในรายงานเป็นการชี้นำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าบริษัทรับเงินจากกองทัพมาทำแอนิเมชันนั้นก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ จากความรู้สึกส่วนตัวของพยานฝ่ายโจทก์เพียงคนเดียว    * ข้อหาหมิ่นประมาทขาดอายุความไปแล้วตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 ที่กำหนดให้ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน แต่ทางบริษัทฟ้องหลังจากเวลาผ่านไป 7 เดือนแล้ว   * ข้อหาตามมาตรา 14(1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ระบุไว้อย่างชัดเจนในตัวบทกฎหมายว่าข้อมูลที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายนั้น ไม่รวมถึงเนื้อหาที่เป็นการหมิ่นประมาท และประเด็นนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วหลายกรณี   * ดังนั้นที่บริษัทฟ้องตามมาตรา 14 (1) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จึงเป็นการฟ้องที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบ  ด้วยเหตุผลข้างต้นทางทนายความของประชาไทจึงยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อขอให้ศาลพิจารณายกฟ้องตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 ด้วยเหตุที่คดีนี้ฝ่ายบริษัทฟ้องไม่มีมูล เป็นการฟ้องไม่สุจริต    อย่างไรก็ตาม เมื่อ 25 มี.ค.2568 ศาลยังคงมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีไว้ทุกข้อหา จึงนำมาสู่การสืบพยานของทั้ง 2 ฝ่ายในวันที่ 6-7 ส.ค.นี้  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * 2475 Dawn of Revolution * 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ * วิวัธน์ จิโรจน์กุล * ปัณฑา สิริกุล * SLAPP * บริษัทนาคราพิวัฒน์

dlvr.it

สปสช. เปิดข้อมูลปี 68 จ่ายกองทุน 1.79 แสนล้านบาท ให้หน่วยบริการ 41,977 แห่ง

สปสช. เปิดข้อมูลปี 68 จ่ายกองทุน 1.79 แสนล้านบาท ให้หน่วยบริการ 41,977 แห่ง auser15 Wed, 2026-08-05 - 09:59 สปสช. เปิดข้อมูลปี 68 จ่ายกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1.79 แสนล้านบาท ให้หน่วยบริการกว่า 4.1 หมื่นแห่ง เพื่อดูแลประชาชนสิทธิบัตรทอง ย้ำทุกหน่วยบริการถูกต้องตามกฎหมายและตรวจสอบได้ 5 สิงหาคม 2569 นายธวัชชัย เรืองโรจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดสรรและจ่ายค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด โดยหน่วยบริการที่จะร่วมจัดบริการในระบบต้องมีคุณสมบัติ ผ่านการตรวจประเมิน และขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก่อน ทั้งนี้หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีหลายประเภทและหลายสังกัด ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) หน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขนอกสังกัดสำนักงานปลัดฯ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หน่วยบริการของรัฐนอกกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลและคลินิกเอกชน ร้านยา ตลอดจนหน่วยบริการประเภทอื่นที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย สำหรับปีงบประมาณ 2568 มีหน่วยบริการและหน่วยรับจัดสรรรวม 41,977 แห่ง ได้รับเงินจากกองทุนรวม 179,266.06 ล้านบาท จำแนกเป็นหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) 5,560 แห่ง ได้รับ 103,280.80 ล้านบาท และหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขนอกสังกัดสำนักงานปลัดฯ หรือกรมวิชาการ 112 แห่ง ได้รับ 17,698.92 ล้านบาท รวมหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขได้รับ 120,979.72 ล้านบาท หรือร้อยละ 67.49 ของยอดทั้งหมด ส่วนหน่วยบริการและกลไกอื่นได้รับรวม 58,286.34 ล้านบาท ประกอบด้วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือ UHosNet 12,878.69 ล้านบาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4,397.82 ล้านบาท หน่วยบริการของรัฐอื่น เช่น กระทรวงกลาโหมและกรุงเทพมหานคร 7,595.07 ล้านบาท หน่วยบริการเอกชน เช่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และร้านยา 26,932.48 ล้านบาท และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ 6,482.29 ล้านบาท นายธวัชชัย กล่าวว่า สปสช. ได้เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินปีงบประมาณ 2568 ทางเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน และผู้สนใจตรวจสอบได้ทั้งในภาพรวม รายสังกัด และรายหน่วย รวมถึงสามารถดาวน์โหลดข้อมูลในรูปแบบไฟล์ Excel ไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารกองทุน ตารางสรุปรายรับของหน่วยบริการจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2568 https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/new/other001/56975-2568-38 * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สุขภาพ * บัตรทอง * สปสช.

dlvr.it

ตลาดงานฤดูร้อนเยอรมนีคึกคัก แต่วัยรุ่น-นักศึกษาต่างชาติเจอกฎเหลื่อมล้ำ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว

ตลาดงานฤดูร้อนเยอรมนีคึกคัก แต่วัยรุ่น-นักศึกษาต่างชาติเจอกฎเหลื่อมล้ำ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว วิทยากร บุญเรือง auser15 Wed, 2026-08-05 - 09:23 ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปี 2026 เป็นช่วงที่ความต้องการแรงงานชั่วคราวในเยอรมนีเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคดูแลผู้สูงอายุและภาคบริการ อย่างไรก็ตาม ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายที่ 13.90 ยูโรต่อชั่วโมงยังคงไม่ครอบคลุมผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่จบการฝึกอบรมสายอาชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหพันธ์สหภาพแรงงานเยอรมนีวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ส่วนนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานพิเศษในเยอรมนีต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะที่กำหนดโดยสำนักงานจัดหางานกลาง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รายงาน OECD Employment Outlook 2026 ระบุว่าตลาดแรงงานเยอรมนีโดยรวมเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัวลง * - รายงาน OECD Employment Outlook 2026 เผยแพร่ 7 กรกฎาคม 2026 ระบุว่าตลาดแรงงานเยอรมนีเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัว อัตราว่างงานเพิ่มเป็น 3.8% ในเดือนพฤษภาคม 2026 จาก 3.4% ในปี 2024 ภาคอุตสาหกรรมสูญเสียตำแหน่งงาน 177,000 ตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่สถานดูแลผู้สูงอายุและภาคบริการยังคงหาแรงงานชั่วคราวอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อน * ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย 13.90 ยูโรต่อชั่วโมงครอบคลุมตำแหน่งงานราว 4.8 ล้านตำแหน่ง แต่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่จบฝึกอบรมสายอาชีพไม่ได้รับความคุ้มครอง ถูกสหพันธ์สหภาพแรงงานเยอรมนีวิจารณ์ว่าอายุไม่ควรเป็นปัจจัยกำหนดค่าจ้าง ขณะที่กฎหมายแรงงานเด็กจำกัดชั่วโมงทำงานของวัยรุ่นอายุ 15-17 ปีไว้สูงสุด 4 สัปดาห์ต่อปีในช่วงปิดเทอม * นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานพิเศษต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะของสำนักงานจัดหางานกลาง ทำงานได้สูงสุด 90 วันปฏิทินภายในรอบ 12 เดือน และต้องยื่นใบสมัครภายในวันที่ 31 มกราคมของแต่ละปี ท่ามกลางข้อถกเถียงทางการเมืองเรื่องมินิจ๊อบและการขยายเวลาที่ได้รับยกเว้นเงินสมทบประกันสังคม นักเรียนวัยรุ่นชาวเยอรมัน ทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ร้านไอศกรีมแห่งหนึ่งในเมืองไฮเดเนา (Heidenau) หนึ่งในภาคบริการที่มีความต้องการแรงงานชั่วคราวเพิ่มขึ้นทั่วเยอรมนีในช่วงปิดเทอม | ภาพจาก: Sächsische Zeitung/Mike Jäger  ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่มาถึงทั่วเยอรมนีในปี 2026 เป็นช่วงที่มีความต้องการแรงงานชั่วคราวสูงเป็นประจำทุกปี สื่อ ad-hoc-news.de รายงานเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าสถานดูแลผู้สูงอายุและภาคบริการยังคงมีความต้องการแรงงานชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่นักศึกษาต่างชาติและวัยรุ่นเยอรมันจำนวนหนึ่งเข้าทำงานในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ความคึกคักของตลาดงานฤดูร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับ 2 ประเด็นที่ถูกจับตา คือความเหลื่อมล้ำของค่าแรงขั้นต่ำระหว่างแรงงานที่มีอายุต่างกัน และเงื่อนไขเฉพาะที่นักศึกษาต่างชาติต้องปฏิบัติตามหากต้องการทำงานในเยอรมนี ความต้องการแรงงานชั่วคราวยังสูง แม้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว รายงาน OECD Employment Outlook 2026 ที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2026 โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศสมาชิกโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ดี อัตราการจ้างงานและอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 72.1% และ 76.7% ตามลำดับในไตรมาสแรกของปี 2026 แต่รายงานระบุถึงสัญญาณอ่อนตัวลงในหลายประเทศ ทั้งอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของการจ้างงานที่ชะลอตัว และภาวะขาดแคลนแรงงานที่ผ่อนคลายลง สำหรับเยอรมนี อัตราว่างงานอยู่ที่ 3.8% ในเดือนพฤษภาคม 2026 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 4.9% แต่เพิ่มขึ้นจาก 3.7% ในเดือนเดียวกันของปี 2025 และ 3.4% ในปี 2024 สื่อ ad-hoc-news.de รายงานว่าดัชนีตลาดแรงงาน IAB อยู่ที่ 99.4 จุด และดัชนีการจ้างงาน Ifo อยู่ที่ 93.0 จุด ซึ่งทั้งสองดัชนีบ่งชี้ความต้องการจ้างงานใหม่ในระดับต่ำ ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่ปรับตัวชัดเจนที่สุด โดยมีตำแหน่งงานหายไป 177,000 ตำแหน่งในปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ 52,000 ตำแหน่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ สำนักงานจัดหางานกลาง (Bundesagentur für Arbeit) คาดการณ์ว่าอัตราว่างงานที่ปรับตามฤดูกาลจะเพิ่มขึ้นราว 5,000 คน ทำให้อัตราว่างงานโดยรวมอยู่ที่ 6.2% แม้ภาคอุตสาหกรรมจะลดกำลังคน แต่สถานดูแลผู้สูงอายุและภาคบริการยังคงหาแรงงานชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาคที่รองรับแรงงานฤดูร้อนส่วนใหญ่ รายงานของ OECD ยังระบุว่าความตึงตัวของตลาดแรงงานเยอรมนีลดลงมากที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกเมื่อนับถึงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยอยู่ที่ 0.3 ตำแหน่งงานว่างต่อผู้ว่างงาน 1 คน ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตในไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 ค่าแรงจริงในเยอรมนีเพิ่มขึ้น 1.2% จากไตรมาสแรกของปี 2025 ถึงไตรมาสแรกของปี 2026 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่เพิ่มขึ้น 2.2% ในช่วงเดียวกัน นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำทางภูมิภาคในตลาดแรงงานยังคงมีอยู่ ในปี 2023 อัตราว่างงานในเขตเกลเซนเคียร์เชิน (Gelsenkirchen) ซึ่งมีผลงานแย่ที่สุด อยู่ที่ 16.1% สูงกว่าเขตพฟาฟเฟนโฮเฟิน อัน แดร์ อิล์ม (Pfaffenhofen an der Ilm) ซึ่งมีผลงานดีที่สุดที่ 2.1% ค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่ครอบคลุมผู้เยาว์ทุกกลุ่ม วัยรุ่นทำงานพิเศษที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายของเยอรมนีที่ 13.90 ยูโรต่อชั่วโมงยังไม่ครอบคลุมผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่จบการฝึกอบรมสายอาชีพ | ภาพจาก: Pro Juventute นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายของเยอรมนีอยู่ที่ 13.90 ยูโรต่อชั่วโมง ครอบคลุมความสัมพันธ์การจ้างงานราว 4,800,000 ตำแหน่ง และมีกำหนดปรับขึ้นเป็น 14.60 ยูโรต่อชั่วโมงในปี 2027 อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่จบการฝึกอบรมสายอาชีพไม่ได้รับความคุ้มครองตามอัตรานี้ ข้อยกเว้นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสหพันธ์สหภาพแรงงานเยอรมนี (Deutscher Gewerkschaftsbund: DGB) ซึ่งเห็นว่าอายุไม่ควรเป็นปัจจัยกำหนดค่าจ้าง ตัวแทนสหภาพแรงงานเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมโดยสมัครใจ แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับไว้ กฎหมายแรงงานเด็กของเยอรมนีกำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับแรงงานอายุน้อย เด็กอายุ 13 และ 14 ปีสามารถทำงานเบาได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอย่างเข้มงวด ส่วนวัยรุ่นอายุ 15 ถึง 17 ปีสามารถทำงานได้สูงสุด 4 สัปดาห์ต่อปีปฏิทินในช่วงปิดเทอม โดยทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันและ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับแรงงานอายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าแรงขั้นต่ำบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ทำงานแบบมินิจ๊อบ (mini-job) มีเพดานรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 603 ยูโร และมักได้รับการยกเว้นจากเงินสมทบประกันสังคมสำหรับงานระยะสั้น ในด้านภาษี วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อปีอยู่ที่ 12,384 ยูโร หมายความว่าผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์นี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (European Court of Justice: ECJ) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ยังกำหนดให้เวลาเดินทางจากจุดนัดพบไปยังสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนแปลงนับเป็นเวลาทำงาน ซึ่งในภาคส่วนอย่างสวนพืชสวนหรืองานทำความสะอาดอาคาร อาจทำให้รายได้เพิ่มขึ้นสูงสุด 400 ยูโรต่อเดือน ประเด็นการจ้างงานตามฤดูกาลและมินิจ๊อบยังเป็นข้อถกเถียงทางการเมือง พรรคสังคมประชาธิปไตย (Sozialdemokratische Partei Deutschlands: SPD) และพรรคซ้าย (Die Linke) คัดค้านการขยายเวลาทำงานที่ได้รับการยกเว้นเงินสมทบประกันสังคมเป็น 90 วัน โดยเรียกร้องให้แรงงานได้รับความคุ้มครองทางสังคมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ทั้งสองพรรคยังวิจารณ์แผนการหักค่าที่พักออกจากค่าจ้าง โดยเห็นว่าจะทำให้รายได้สุทธิของแรงงานเก็บเกี่ยวลดลง ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมาธิการความมั่นคงบำนาญ (Pension Security Commission) เสนอให้ยกเลิกสถานะพิเศษของมินิจ๊อบและทางเลือกในการไม่เข้าร่วมประกันบำนาญ ซึ่งหากดำเนินการจะทำให้ผู้ทำงานมินิจ๊อบราว 6,700,000 คนต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมสูงขึ้น ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่าการยกเลิกมินิจ๊อบทั้งระบบไม่อยู่ในทางเลือกของรัฐบาล ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ผู้ทำงานมินิจ๊อบที่เคยขอยกเว้นถาวรจากประกันบำนาญได้รับสิทธิกลับเข้าสู่ระบบประกันบำนาญภาคบังคับได้ 1 ครั้ง เงื่อนไขเฉพาะสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในเยอรมนี นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในเยอรมนีต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะที่กำหนดโดยสำนักงานจัดหางานกลาง ทั้งการฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร และการทำงานช่วงปิดเทอมที่จำกัดไว้สูงสุด 90 วันต่อปี | ภาพจาก: Deutschlandfunk สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในเยอรมนีระหว่างช่วงปิดเทอม สำนักงานจัดหางานกลางกำหนดเงื่อนไขไว้ 2 รูปแบบหลัก คือการฝึกงานและการทำงานช่วงปิดเทอม สำหรับการฝึกงาน นักศึกษาต้องมีเนื้อหาการฝึกงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักสูตรที่เรียน ต้องแสดงหลักฐานว่าเรียนมาแล้วอย่างน้อย 4 ภาคการศึกษาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และบริษัทที่รับฝึกงานต้องยื่นขอการรับรองจากสำนักงานจัดหางานกลาง ส่วนการทำงานช่วงปิดเทอม หรือที่เรียกในทางเทคนิคว่า "การจ้างงานช่วงปิดเทอม" นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ต้องทำงานในช่วงปิดภาคการศึกษาอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัด และทำงานในเยอรมนีได้สูงสุด 90 วันปฏิทินภายในรอบ 12 เดือน หน่วยงานจัดหางานต่างประเทศและวิชาชีพเฉพาะทาง (Zentrale Auslands- und Fachvermittlung: ZAV) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดหางานช่วงปิดเทอมให้กับผู้สมัครจากต่างประเทศทั่วเยอรมนี โดยทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ ผู้สมัครที่ประเทศของตนไม่มีองค์กรพันธมิตรกับสำนักงานจัดหางานกลาง สามารถยื่นใบสมัครไปยังสำนักงานจัดหางานเมืองโคโลญโดยตรง โดยต้องยื่นใบสมัครภายในวันที่ 31 มกราคมของแต่ละปี หลังจากวันดังกล่าวโดยทั่วไปจะไม่สามารถสมัครสำหรับปีนั้นได้อีก เอกสารที่ต้องใช้ประกอบด้วยแบบฟอร์มใบสมัครงานช่วงปิดเทอม หนังสือรับรองการลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดออกให้ ใบรับรองการลงทะเบียนเรียนเป็นภาษาเยอรมันหรือภาษาอังกฤษ และสำเนาหนังสือเดินทาง เอกสารทั้งหมดต้องส่งทางไปรษณีย์ไปยังหน่วยงานจัดหางานต่างประเทศและวิชาชีพเฉพาะทางในเมืองบอนน์ ที่มา: OECD Employment Outlook 2026: Germany (OECD, 7 July 2026)  Internships and holiday jobs for foreign students (Federal Employment Agency)  Summer Job Rush Begins in Germany — But Not All Teenagers Get the Minimum Wage (Redaktion ad-hoc-news.de, ad-hoc-news.de, 30 July 2026)    * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * เยอรมนี * แรงงานฝึกงาน * แรงงานข้ามชาติ

dlvr.it

กองทัพจีนสร้างแบบจำลองสถานที่สำคัญของรัฐบาลไต้หวัน เอาไปใช้ซ้อมรบ

กองทัพจีนสร้างแบบจำลองสถานที่สำคัญของรัฐบาลไต้หวัน เอาไปใช้ซ้อมรบ auser15 Wed, 2026-08-05 - 09:08 สื่อต่างประเทศเปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่าจีนได้สร้างแบบจำลองสิ่งก่อสร้างรัฐบาลไต้หวัน รวมถึงแบบจำลองเรือรบของไต้หวันกับสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้ซ้อมรบเผื่อกรณีทำสงครามกับไต้หวัน ทำให้ทางโฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศแถลงให้ข้อมูลในเรื่องนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามจากจีนมีความจริงจังแค่ไหน ภาพจาก: Google Earth อ้างใน Taipei Times  กระทรวงกลาโหมของไต้หวันแถลงว่า พวกเขากำลังติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนหรือ PLA ได้สร้างแบบจำลองสถานที่สำคัญของกองทัพไต้หวันและของรัฐบาลไต้หวัน โดยมีคำแถลงในเรื่องนี้ออกมาจากพลตรี ซุน หลี่ฟาง โฆษกกองทัพไต้หวันหลังจากที่มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายผ่านดาวเทียม มีการนำเสนอภาพแบบจำลองเหล่านี้ผ่านทางเว็บไซต์ข่าวสัญชาติอังกฤษ เดอะ เทเลกราฟ ซึ่งเป็นภาพถ่ายผ่านดาวเทียม เปิดเผยให้เห็นอาคารทำเนียบประธานาธิบดี ฐานทัพเรือซูอ้าว ในเทศมณฑลอี๋หลาน และ สถานที่สำคัญอื่นๆ ของไต้หวัน อีกทั้งยังมี เรือพิฆาตชั้นจีหลง ของกองทัพไต้หวันจอดอยู่ในแบบจำลองด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าน่าจะนำมาใช้เพื่อซ้อมจำลองสถานการณ์โจมตีต่อสถานที่และเป้าหมายสำคัญของกองทัพและรัฐบาลไต้หวันกรณีที่เกิดสงคราม นักวิเคราะห์ด้านการทหารได้นำภาพถ่ายดาวเทียมเหล่านี้มาวิเคราะห์ แล้วรายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า กองทัพจีนได้สร้างแบบจำลองขนาดเท่าของจริง ซึ่งมีอาคารสำคัญของรัฐบาลไต้หวันหลายแห่ง เพื่อทำการซ้อมรบโดยจำลองสถานการณ์จริง โดยที่ในรายงานระบุอีกว่าระดับและขนาดของแบบจำลองเพื่อซ้อมรบของจีนในคราวนี้ใหญ่ในระดับที่ "ไม่เคยมีมาก่อน" ภาพถ่ายดาวเทียมของเทเลกราฟ ยังได้นำเสนอไทม์ไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 มาจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนได้สร้างแบบจำลองของเรือรบและเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ไว้ที่ทะเลทรายทากลามากัน ซึ่งเป็นทะเลทรายที่อยู่ห่างไกลในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ หนึ่งในนั้นคือแบบจำลองเรือพิฆาตขีปนาวุธนำวิถีชั้นอาร์เลห์เบิร์ค (Arleigh Burke) ของสหรัฐฯ เทเลกราฟระบุว่า ทางการจีนน่าจะใช้แบบจำลองเรือรบสหรัฐฯ เพื่อซ้อมรบด้วย เผื่อว่าถ้าหากมีการทำสงครามกับไต้หวันแล้ว สหรัฐฯ จะส่งกองกำลังเข้ามาช่วยเหลือไต้หวัน ดาเมียน ไซมอน นักวิจัยด้านข่าวกรองถูมิศาสตร์ที่บริษัท the Intel Lab กล่าวว่าการที่จีนสร้างแบบจำลองที่ดูใกล้เคียงกับความจริงมาก เป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขา "เน้นเรื่องเกี่ยวกับข้าศึกศัตรูที่เป็นไปได้ มากกว่าเรื่องการสร้างสมรรถภาพโดยทั่วไป" โดยที่สหรัฐฯ มีการวางกำลังมากกว่า 55,000 นายในญี่ปุ่นในฐานะสนธิสัญญาด้านความมั่นคงร่วมกับญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นการวางกำลังนอกอาณาเขตที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสหรัฐฯ ซึ่งถ้าหากสหรัฐฯ ต้องการแทรกแซงวิกฤตไต้หวัน กองกำลังในญี่ปุ่นก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งในตอนนี้สหรัฐฯ มีเรือพิฆาต Squadron 15 และเรือพิฆาต Arleigh Burke ประจำการถาวรอยู่ที่เมืองโยโกสุกะ จังหวัดคานางาวะ ของญี่ปุ่น พลตรี ซุน โฆษกกองทัพไต้หวันบอกว่าพวกเขามีความเข้าใจอย่างละเอียดในเรื่องการสร้างแบบจำลองของกองทัพจีน และกองทัพไต้หวันก็มีการเตรียมมาตรการฉุกเฉินเอาไว้รับมือความเป็นไปได้ในทุกรูปแบบที่กองทัพจีนจะปฏิบัติการต่อไต้หวัน "การเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ย้ำเตือนพวกเราให้เห็นว่า ภัยคุกคามที่พวกเราเผชิญในปัจจุบันเป็นเรื่องจริงจัง" ซุนกล่าว รวมถึงกล่าวขอให้ประชาชนสนับสนุนงบประมาณประจำปีและงบประมาณพิเศษสำหรับการป้องกันประเทศเพื่อรักษาความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากจีนด้วย โดยที่ทางกองทัพจะเสริมความเข้มแข็ง เตรียมความพร้อมทางการรบ และการฝึกอบรมทางทหารต่อไป เรียบเรียงจาก PLA building more Taiwan mock-ups, Taipei Times, 28-07-2026 (หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม) In China’s remote Taklamakan desert, Xi Jinping’s forces are secretly building exact replicas of US warships and fighter jets., Telegraph, 15-07-2026   * ข่าว * ต่างประเทศ * ไต้หวัน * จีน

dlvr.it

รองนายกฯ เผยผลถก P-move แก้ปัญหาโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน กำลังศึกษา-ส่งต่อการทำงานให้หน่วยงานใหม่

รองนายกฯ เผยผลถก P-move แก้ปัญหาโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน กำลังศึกษา-ส่งต่อการทำงานให้หน่วยงานใหม่ ภาพประกอบ: ไข่แมวชีส XmasUser Tue, 2026-08-04 - 19:27 * รองนายกฯ เผยผลประชุม P-move กำลังศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาโฉนดชุมชน และจะยุบธนาคารที่ดิน หลังปกรณ์ นิลพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย มองว่าจะโอนภารกิจไปให้ สคทช. เนื่องจากมองว่ามีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น  * การคุ้มครองมาตรการโฉนดชุมชน ทรงศักดิ์ มองว่าจะโอนไปให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ดูแล โดยใช้ มาตรา 10 ของ พ.ร.บ. สคทช. ที่เปิดช่องให้มีการคุ้มครองในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างร่างหลักเกณฑ์รายละเอียดยื่นต่อ ครม.ส่วนกรณีการยุบธนาคารที่ดิน จะมีการตั้ง คกก.ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูว่าหน่วยงานไหนจะรับไปดำเนินการต่อ และจะดำเนินการอย่างไร   สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-move ได้ยกพลมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้อง 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย  * คุ้มครองมาตรการโฉนดที่ดิน * ขยายอายุสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ธนาคารที่ดิน) * แก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ยังละเมิดสิทธิของประชาชนผู้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยความคืบหน้าสำหรับวันนี้ จะมีการหารือกันระหว่าง P-move และทรงศักดิ์ ทรงศรี รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางแก้ไขตามข้อเรียกร้องของฝั่ง P-move สำหรับการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 13 พ.ค. 2568 มีมติไม่ต่ออายุธนาคารที่ดิน อีก 5 ปี แต่ขยายให้เพียงสั้นๆ ถึง 30 ก.ย. 2569 พร้อมตั้งโจทย์ชัดว่าเป็นการขยายเพื่อ "ศึกษาทบทวนบทบาทภารกิจและความจำเป็นในการมีอยู่" ของ บจธ.เท่านั้น ส่วนที่มีแนวคิดไม่ขยายต่อ เพราะก่อนหน้านี้ ปกรณ์ นิลพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย มองว่า ควรยกเลิกธนาคารที่ดิน เนื่องจากมีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ และควรโอนภารกิจเหล่านี้มาให้ สคทช. เป็นคนดำเนินการแทน  4 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (4 ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อเวลาประมาณ 15.23 น. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหากับ P-move เผยถึงผลการประชุมระบุว่า เบื้องต้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฝากความห่วงใย และมองว่าปัญหาของชาวบ้านทุกคนสำคัญและต้องได้รับการแก้ไข้ตามกรอบข้อกฎหมาย โดยแต่ละประเด็นที่มีการหารือกันในวันนี้ มีการตั้งคณะกรรมการทั้งหมด 12 คณะ โดยได้หารือกันเรียบร้อย และแต่ละเรื่องอยู่กับหน่วยงานไหน เราก็ให้หน่วยงานนั้นรับผิดชอบ  ส่วนข้อเรียกร้อง 2 ข้อของทางขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) คือเรื่องยกเลิกโฉนดชุมชน และการธนาคารที่ดินนั้น ในประเด็นเรื่องการยกเลิกโฉนดชุมชน ทรงศักดิ์ เผยว่า เดิมระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี เรื่องโฉนดชุมชน มีการยกเลิกไปก่อนแล้ว เนื่องจากเป็นเพียงแค่ระเบียบ ไม่มีกฎหมายรองรับชัดเจน และมีการโอนเรื่องไปให้ สคทช. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ซึ่งมีอำนาจภายใต้ พ.ร.บ. คทช. เป็นผู้ดำเนินการต่อ เนื่องจากเราอยากให้ประชาชนอยู่ที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างยั่งยืน และถูกต้อง โดยใน พ.ร.บ. คทช. พ.ศ. 2560 มาตรา 10 เปิดช่องให้เป็นรูปแบบกระจายที่ดินอย่างเป็นธรรมในรูปแบบอื่นๆ ได้ อาจจะเรียกว่าเป็น “โฉนดชุมชน” เหมือนเดิม ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่จะมีข้อกังวลช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงรอยต่อที่มีการยกเลิกโฉนดชุมชน และส่งต่อภารกิจให้ สคทช. ซึ่งตอนนี้หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็รับไปแก้ไขปัญหาแล้ว ทรงศักดิ์ ระบุต่อว่า ขั้นตอนตอนนี้อยู่ระหว่างการร่างรายละเอียดและกำหนดเกณฑ์ต่างๆ เพื่อนำเสนอเข้ามติ ครม. เพื่อให้ผ่านตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. คทช. เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด  * การจัดการตามแนวทางโฉนดชุมชน คืออะไร ? * พชร คำชำนาญ แกนนำ P-move เคยให้สัมภาษณ์ ระบุว่า ต้นตอของปัญหาก่อนหน้านี้ของชาวชาติพันธุ์คือรัฐมีนโยบายประกาศเขตรัฐทับที่ดินชาวบ้านหรือชุมชน เช่น พื้นที่ป่าไม้ทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นต้น จนทำให้ชาวชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าต้องถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลของ P-move ประเมินว่ามีอย่างต่ำ 5 หมื่นคดี * ในมุมมองของภาคประชาสังคม มองว่าแม้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะมีนโยบายเช่นการผ่อนปรนการใช้ที่ดิน แต่ว่าสำหรับพวกเขามองว่าเรื่องของที่ดินเป็นเรื่องที่สำคัญ และเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคน ไม่สามารถประนีประนอมได้ การแก้ไขปัญหาจึงควรเพิกถอนที่ดินของรัฐออกไปจากที่ดินของประชาชนหรือชุมชนเสีย * อย่างไรก็ดี การเพิกถอนแนวเขตของรัฐออกไปยังไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาโดยการออกโฉนดที่ดินแก่ประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรมีมาตรการจัดการที่ดินหลังจากนั้น เพราะหากมีการออกโฉนดที่ดินหรือเพิกถอนที่ดินรัฐโดยไม่ทำอะไร ก็จะไปสู่ปัญหาที่เอกชนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจำนวนมาก และทำให้ปัญหาสถานการณ์ที่ดินที่กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมันรุนแรงมากขึ้นนั่นเอง * ภาคประชาสังคมจึงมีการเสนอแนวคิดเรื่อง "โฉนดชุมชน" ซึ่งเป็นมาตรการที่ดินที่จะไม่ให้หลุดมือไปจากชุมชน โดยชุมชนจะมีสิทธิบริหารจัดการหรือว่าออกกฎเกณฑ์-กติกาการจัดการที่ดินได้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ต่างๆ สมมติกลุ่มชาติพันธุ์จัดการพื้นที่ร่วมกัน มีการแบ่งพื้นที่ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ป่าชุมชน รวมประมาณ 1 หมื่นไร่ ก็คือชุมชนสามารถบริหารจัดการแบ่งโซนนิง และมีกติกาบริหารจัดการร่วมกัน เช่น การใช้สารเคมีทำการเกษตร ทำไร่หมุนเวียน ทำแนวกันไฟ หรือห้ามขายที่ดินให้คนภายนอก โดยกรรมสิทธิ์จะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้งชุมชน ไม่มีใครเป็นเจ้าของคนเดียว     ยุบธนาคารที่ดิน ? ยังไม่ชัดดำเนินการต่ออย่างไร  ต่อประเด็นกรณียุบธนาคารที่ดิน รองนายกฯ เผยว่า ยังไม่มีการยกเลิกธนาคารที่ดิน (บจธ.) และมีเวลาถึง 30 ก.ย. 2569 ซึ่งปกติตามมาตรา 40 ของพระราชกฤษฎีกาฯ ระบุว่า พระราชกฤษฎีกาฯ มีระยะเวลาการบังคับใช้ 5 ปี ซึ่งจะครบกำหนด 30 ก.ย.นี้ ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว จะต้องนำเข้า ครม. เพื่อขยายเวลาต่อ เพียงแต่ว่าธนาคารที่ดิน เราจะใช้หน่วยงานไหนดำเนินการต่อ ที่ประชุมมีความกังวลหลายเรื่อง ซึ่งเราก็ตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำการศึกษาเรื่องว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน  ทรงศักดิ์ ระบุว่า เดี๋ยววันนี้ฝ่ายเลขาฯ มีการสรุปนำเสนอเข้า ครม. รับทราบผลการประชุมกับ P-move วันนี้มีเรื่องอะไรบ้าง และจะให้ ก.พ.ร. กับ ก.พ.ม. นำข้อสังเกตในที่ประชุมทั้งหมดไปดูว่าประชาชนกังวลเรื่องอะไร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับประชาชน เราเข้าใจว่าถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าอะไร ต้องไม่ให้มีผลกระทบ หรือมีก็ต้องให้น้อยที่สุด หลังจากนั้น ทางประชาชนจากอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้ยื่นหนังสือต่อรองนายกฯ เนื่องจากมีเรื่องกังวลใจ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการพยายามออกมติ ครม. เพื่อกันแนวเขตออกตามแนว 43 และล่าสุด มีมติ 14 มี.ค. 2566 ที่จะกันแนวพื้นที่ออกโดยใช้ One Map แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พยายามถ่วงเวลาในการแบ่งแนวเขตดังกล่าว และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุด โดยมีประธานกรรมการเป็นอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่มีความขัดแย้งจับกุมชาวบ้าน และจะดำเนินการพิสูจน์สิทธิ  ตัวแทนชาวบ้านทับลาน เผยว่าพวกเขาไม่ได้มีความกังวลเรื่องพิสูจน์สิทธิ แต่ควรเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) หรือ สคทช. เข้าไปดำเนินการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะดำเนินการตามมติ ครม. 2566 และจะทำให้เกิดความชอบธรรม แต่ว่ากระทรวงทรัพย์ ได้ไปตั้งคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้การทำงานยากขึ้น เพราะความไว้ใจของประชาชนกับกรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพย์ แย่อยู่แล้ว จึงอยากนำเรียนรองนายกฯ ในฐานะที่ดูแลเรื่อง สคทช. ที่ สคทช. ได้ผ่าน One Map แล้ว  ทรงศักดิ์ ระบุว่าจะรับเรื่องไป ซึ่งอาจจะต้องมีการหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการกำหนดขอบเขตของพื้นที่ของแต่ละหน่วยงานให้เกิดความชัดเจน และให้ลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด  ต่อมา จำนงค์ หนูพันธ์ แกนนำของ P-move ประกาศว่า แผนหลังจากนี้ ประชาชนจะมีการปักหลักรอผลการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (5 ส.ค.) และจะมีการเดินทางไปยังกระทรวงต่างๆ ดังนี้ * 5 ส.ค. 2569 จะมีการเดินทางไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) * 6 ส.ค. 2569 จะมีการเดินทางไปยังกระทรวงมหาดไทย  * 7 ส.ค. 2569 เดินทางไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  * 10 ส.ค. 2569 เดินทางไปที่กรุงเทพมหานคร * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * โฉนดชุมชน * ทรงศักดิ์ ทองศรี * รองนายกรัฐมนตรี * สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ * สคทช. * ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม * P-Move * พชร คำชำนาญ * ปกรณ์ นิลพันธ์

dlvr.it

‘พีมูฟ’ เจรจารองนายกฯ คุ้มครองโฉนดชุมชน-หยุดยุบธนาคารที่ดิน

‘พีมูฟ’ เจรจารองนายกฯ คุ้มครองโฉนดชุมชน-หยุดยุบธนาคารที่ดิน hungary budapest Tue, 2026-08-04 - 19:30 ‘พีมูฟ’ เจรจารองนายกฯ คุ้มครองโฉนดชุมชน-หยุดยุบธนาคารที่ดิน วันนี้ (4 ส.ค. 69) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) พร้อมเครือข่ายประชาชนจากทั่วประเทศ ส่งตัวแทนเข้าเจรจากับ 'ทรงศักดิ์ ทองศรี' รองนายกรัฐมนตรีและคณะทำงานในฐานะตัวแทนรัฐบาล ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาจากการที่รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และมีท่าทีว่าอาจยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. ซึ่งเครือข่ายประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเห็นว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้กลุ่มพีมูฟปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบมาตั้งแต่เมื่อวาน (3 ส.ค.) และยังไม่มีกำหนดกลับ การประชุมกินเวลากว่า 5 ชั่วโมง จนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อประมาณ 15:00 น. โดยรองนายกฯ ลงมาชี้แจงต่อประชาชนด้วยตัวเองว่าทั้งสองกรณียังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไข * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม * P-Move * พีมูฟ * พีมูฟ (P Move) * ทรงศักดิ์ ทองศรี

dlvr.it

'พริษฐ์' พาพยานคดีฮั้ว สว.เปิดเพิ่ม อดีตผู้ตรวจ กกต.ชี้หลักฐานชัด แต่ กกต.ไม่ทำอะไร

'พริษฐ์' พาพยานคดีฮั้ว สว.เปิดเพิ่ม อดีตผู้ตรวจ กกต.ชี้หลักฐานชัด แต่ กกต.ไม่ทำอะไร admin666 Tue, 2026-08-04 - 18:04 3 พยานเผยข้อมูลกระบวนการฮั้ว สว. เพิ่ม อดีตผู้ตรวจ กกต.เปิดคลิปเพิ่มเชื่อมคลิป ผอ.หน่วยเก็บโพย สว. ชี้แค่เอาเอกสารเข้าห้องต้องไล่ผู้สมัครออกแล้ว ทำเรื่องร้องเรียนไปเรื่องก็ไม่เดินหน้าแถม ประธาน กกต.ตั้งชุดสอบสวน ‘แสวง’ ด้วยลูกน้องแสวงเอง 4 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน จัดเวทีนำเสนอพยานหลักฐานการทุจริตเลือก สว.เมื่อปี 2567 ต่อเนื่องเป็นเวทีที่ 3 โดยครั้งนี้ได้นำพยานมาเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงจัดให้มีการเลือก สว.ทั้งระดับอำเภอและประเทศ เป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็น สว.  2 คน คือ ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ และ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ รวมถึงอดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งที่อยู่ในเหตุการณ์ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้สมัครบางส่วนนำโพยเข้ามาในการคัดเลือกระดับประเทศและเห็นเหตุการณ์ที่กรรมการการเลือกตั้งเก็บโพยได้ ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ เล่าถึงเหตุการณ์วันเลือกตั้งระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 ช่วงเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มว่า ตอนนั้นได้ยินประกาศจาก กกต.ช่วงรอบไขว้ว่าไม่ให้ผู้สมัครเอาเอกสารอะไรเข้าไปในห้องที่ใช้ในการคัดเลือกแต่ทาง กกต.จะแจกใบ สว.3 หรือใบข้อมูลประวัติของผู้สมัครทั้งหมดให้ทำให้ ผู้สมัครหลายคนเริ่มทำการลอกเอกสารเอาไว้ ซึ่งตนก็ไม่คิดว่าจะเกิดการทุจริตกันขนาดนี้  ศรินทรเล่าอีกว่าได้พบผู้สมัคร 1 คน ที่ตอนนี้ได้เป็น สว.ด้วย มีประวัติน่าสงสัยเพราะทั้งเคยเป็นอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยสามพรานอยู่ 10 ปี แล้วยังเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลสินแพทย์ด้วย จึงให้เพื่อนที่อยู่โรงเรียนนายร้อยและที่โรงพยาบาลสินแพทย์ช่วยตรวจสอบปรากฏว่าไม่เคยมีบุคคลชื่อนี้อยู่ที่ใดเลยจนกระทั่งทั้ง 2 แห่งมีการออกหนังสือราชการมีเลขรับแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวไม่เคยทำงานในสังกัดของทั้ง 2 แห่ง แต่พอเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ 25 พ.ย.2567 ก็ได้เพียงรับข้อความแจ้งทางไลน์จาก กกต.ที่รับเรื่องว่ากำลังดำเนินการและรอส่งเรื่องให้ศาลฎีกา แต่จนบัดนี้เรื่องที่เธอแจ้งกับทาง กกต.ไว้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร  ส่วน พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ เล่าถึงการเลือกกันเองของผู้สมัครในรอบระดับอำเภอของจังหวัดเพชรบุรี ว่าตนทั้งได้พบทั้งกรณีมีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้งที่ไม่มีสิทธิทั้งกรณีมีคุณสมบัติต้องห้าม หรือคุณสมบัติไม่ถึงเช่นมีประสบการณ์ในสาขาอาชีพนั้นๆ ไม่ถึง 10 ปี อย่าง อสม.ที่อายุงานไม่ถึง แต่ กกต.ก็ยังปล่อยผ่านให้สมัครเช้ามา ไปจนถึงสมัครเข้ามาเป็นครอบครัวทั้งสามี ภรรยาและลูกโดยที่กฎหมายห้ามไว้ ไปจนถึงผู้สมัครจำนวนหลายคนมีผู้ลงชื่อรับรองอายุงานโดยคนเดียวกันจำนวนมากและอายุงานครบ 10 ปีก็วันเดียวกัน เมื่อไปแจ้งกับตำรวจดำเนินการล่าช้าอยู่ 2 เดือนจนไปฟ้องศาลเองสุดท้ายศาลสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เสียหายเพราะตามกฎหมายกำหนดให้มีเพียง กกต.เป็นผู้เสียหายเท่านั้น นอกจากนั้นเมื่อทำหนังสือพร้อมข้อมูลของผู้สมัครกลุ่ม อสม.ที่อายุงานไม่ถึง 10 ปีจำนวน 20 คนแจ้งถึง กกต.ผ่านไปปีกว่าช่วงธันวาคม 2568 จึงมีหนังสือตอบกลับว่าประธาน กกต.มีคำสั่งชี้ขาดว่าให้ดำเนินคดีอาญาแค่ 7 คน ส่วนอีก 13 คนยกคำร้องโดยที่ไม่มีคำชี้แจงใดๆ ว่าทาง กกต.มีพยานหลักฐานอะไรมาหักล้างข้อมูลของเขาทั้งที่สามารถตรวจสอบได้เพราะการเป็น อสม.จะต้องผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดรวมถึงมีใบประกาศและวุฒิบัตรด้วย ส่วน พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ได้นำคลิปเหตุการณ์ช่วงการคัดเลือกระดับประเทศที่อิมแพคต์ฟอรั่ม เมืองทองธานีเวลาประมาณ 18.37 น. หรือประมาณ 25 นาทีก่อนคลิปที่พริษฐ์เคยเอามาเปิดเผยก่อนหน้านี้ที่มีภาพเหตุการณ์ กกต.เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร และคลิปเหตุการณ์หลังจากนั้นที่เห็น กกต.นำโพยที่เก็บมาได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้พร้อมลงลายมือชื่อ  คลิปแรกที่พ.ต.อ.มนัส เปิดเป็นช่วงที่ กกต.กำลังจัดเตรียมสถานที่มีการประกาศว่าไม่ให้ผู้สมัครนำเอกสารใดๆ เข้ามาในห้องคัดเลือกรอบไขว้และทาง กกต.จะแจกเอกสารประวัติของผู้สมัครหรือใบ สว.3 ทั้งหมดให้เวลาในคลิป 18.37 น.(คลิปที่ 1) ซึ่งเขาอธิบายว่าหลังจาก กกต.ประกาศแล้วผู้สมัครรับคัดเลือกจะไม่สามารถนำเอกสารใดๆ เข้ามาในห้องได้อีกและถ้ามีจะถือว่ากระทำผิด กกต.จะต้องให้ผู้สมัครที่มีเอกสารรายนั้นออกจากห้องไป  คลิปที่ 1 แต่ปรากฏว่าในคลิปที่สองตอน 19.00 น. ตามเวลาในคลิปที่สอง ก็ยังปรากฏภาพผู้สมัครที่นำเอกสารเข้ามาอีกจนทาง กกต.ต้องเดินเก็บโพยและในคลิปยังมีเสียงเจ้าหน้าที่ผู้หญิงแจ้งว่าให้ส่งโพยมาเพื่อเอาไปเก็บแล้วเดี๋ยวจะให้ใบ สว.3 ที่สามารถจดได้ให้ ก่อนจะมี กกต.ผู้ชายอีกคนเดินมาตามเก็บพร้อมตักเตือนผู้สมัครถึงเรื่องการใช้โพยด้วยว่าถ้าไม่ยอมส่งโพยให้จะมีการดำเนินคดีและสั่งให้ผู้อำนวยการหน่วยเดินเก็บโพย ในคลิปที่สองนี้ กกต.ชายในคลิปคือ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.บอกผู้อำนวยการหน่วยให้ยึดโพยจากผู้สมัครนั้น พ.ต.อ.มนัสอธิบายว่าตามกฎหมายแล้วหากกรรมการพบเห็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำการใดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่เป็นไปตามกฎหมายให้กรรมการสั่งผู้อำนวยการบันทึกพฤติกรรมของบุคคลนั้นรวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไปได้เท่าที่จำเป็น และถ้าจำเป็นกรรมการสามารถสั่งระงับยับยังการเลือกตั้งแล้วสั่งให้เลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ของหน่วยนั้นหรือทุกหน่วยที่พบเหตุการกระทำนั้นก็ได้ เมื่อกรรมการสั่งแล้วให้รายงานต่อคณะกรรมการทราบโดยเร็ว นอกจากนั้นกฎหมายยังให้อำนาจกรรมการบันทึกถ้อยคำของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เอกสารหลักฐาน ตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานว่าผู้กระทำความผิดรายนั้นมีผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นด้วยหรือไม่   พ.ต.อ.มนัสชี้ว่าตามกฎหมายแล้วได้ให้อำนาจกรรมการสั่งผู้อำนวยการดำเนินการได้อยู่แล้ว คลิปที่ 2 อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งอธิบายว่าพฤติการณ์ของผู้สมัครที่ปรากฏในคลิปที่สองถือว่าผู้สมัครได้ทำผิดสำเร็จแล้ว กกต.จะต้องไล่ผู้สมัครนั้นออกจากห้องไปแล้ว แต่ในคลิปที่สามที่เห็นว่านิยม จันทร์เยี่ยม ผู้อำนวยการหน่วยจากอุตรดิตย์ที่หลังจากเก็บโพยมาแล้วนำมาลงบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นพร้อมลงลายมือชื่อไว้ แต่ในการแถลงข่าวของแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กลับบอกว่าไม่มีเหตุการณ์นี้และบอกว่าพ.ต.อ.มนัสไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบมาก่อน แต่พ.ต.อ.มนัสยืนยันว่าได้พบกับแสวงและแจ้งแล้ว คลิปที่ 3  จากนั้น พ.ต.อ.มนัสได้อธิบายข้อกฎหมายว่าการเลือก สว.ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเลือกตั้งเขตเดียวทั้งประเทศแต่แบ่งเป็น 3 ระดับคือ อำเภอ จังหวัดและประเทศ โดยแบ่งกลุ่ม 20 อาชีพให้ผู้สมัครเลือกกันเอง หากเกิดว่ามีจุดใดจุดหนึ่งเกิดการทุจริตจะถือว่าผิดทั้งหมดเพราะทำให้ห่วงโซ่ของการเลือกขาดตอนลงจะบอกว่าพิจารณาตรวจสอบทีละจังหวัดไม่ได้เพราะทั้งประเทศมีเขตเดียว ทั้งนี้ พ.ต.อ.มนัสอธิบายถึงเรื่องที่ กกต.มีการตั้งคณะไต่สวนชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่าตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วจะตั้งขึ้นมาหรือไม่ก็ได้ แต่เขามีข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมาแล้วและ กกต.เองก็ใช้อำนาจเข้ามาร่วมไต่สวนกับชุดนี้ไปแล้วจึงไม่ต้องตั้งคณะไต่สวนชุดที่ 36 ขึ้นมาอีกก็ได้ และในคดีนี้ที่มีคนได้รับแจ้งข้อหา 229 คน มี 138 คนเป็น สว. และมีบุคคลอื่นอีก 98 คน เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตีกับเนวิน ชิดชอบอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยรวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน ซึ่งอนุทินก็ยังให้สัมภาษณ์เองว่าให้ กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาแล้ว แต่ กกต.จะกล้าทำตามหน้าที่หรือเปล่า แต่เขาก็มีข้อสันนิษฐานว่าคดีฮั้ว สว.จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ พ.ต.อ.มนัส เล่าต่อว่าใน 26 มิ.ย.2567 ในการคัดเลือกระดับประเทศประมาณ 9.10 น. เจอพยานเป็นผู้สมัครผู้หญิงที่แจ้งว่ามีผู้สมัครจดโพยกำหนดหมายเลขลงในใบ สว. 3 จึงขอให้ทาง กกต.ช่วยเก็บโพยจากผู้สมัครในรอบไขว้เพื่อให้การเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส ตัวเขาเองก็รับว่าได้แล้วจึงไปแจ้งให้แสวงทราบ แต่แสวงก็บอกกับเขาว่าทำอะไรเขาไม่ได้เขาคิดวางแผนมาแบบนี้ปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปได้  “คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่าแสวงรู้ก่อนแล้วว่าเขาวางแผนกันแบบนี้ปล่อยๆ เขาไปเถอะ มันเข้าม.157 มั้ยเป็นเรื่องละเลยหรือเปล่า” พ.ต.อ.มนัสกล่าวพร้อมแสดงภาพยืนยันว่าวันนั้นเข้าได้ไปเจอแสวงและแจ้งแล้วแต่กลับไม่ได้รับความใส่ใจทำให้เขารู้สึกผิดสังเกต พ.ต.อ.มนัสกล่าวว่าเรื่องนี้ถ้าแสวงจะทำงานอย่างมืออาชีพจริงๆ เมื่อได้รับแจ้งแล้วสามารถแจ้งกับประธาน กกต.เพื่อให้อำนาจตรวจค้นได้เพราะกำลังคนสำหรับสืบสวนก็วางไว้แล้วถ้าตรวจก็เจอ ทั้งที่ยังพอมีเวลาดำเนินการทันตั้งแต่การเลือกระดับประเทศรอบแรกและรอบไขว้าแต่ไม่มีดำเนินการอะไร นอกจากนั้นเขายังมีข้อสังเกตอื่นๆ อีกทั้งการจัดสถานที่ให้แต่ละกลุ่มนั่งรวมกันก็ไม่ได้เป็นความลับอย่างที่กฎหมายกำหนด  ผู้สมัครแต่ละกลุ่มยังเดินหากันได้ รวมถึงกฎหมายก็ยังกำหนดให้เลขของผู้สมัครตอนคัดเลือกระดับประเทศเป็นเลขเดียวกับตอนเลือกระดับจังหวัดซึ่งคนก็สามารถเอาขั้นตอนตามกฎหมายไปวางแผนล่วงหน้าเพื่อล็อกตัวคนไว้ได้ และคนที่ทำให้แผนสำเร็จได้ก็คือแสวงเพราะเป็นคนคุมในวันนั้น พ.ต.อ.มนัสกล่าวว่าภายหลังเมื่อตนทำเรื่องถึงประธาน กกต.แต่ก็ไปตั้งผู้ใต้บังคับบัญชามาสอบสวนแสวงที่เป็นผู้บังคับบัญชาเองซึ่งไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลาง เขาจึงร้องให้ กกต.เปลี่ยนเอาบุคคลภายนอกเข้ามาก็ไม่เปลี่ยน จึงร้องเรียนต่อไปที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งให้เปลี่ยนก็ยังไม่เปลี่ยนอีก ก็ต้องปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไป จนคณะไต่สวนเรียกไปสอบที่ กกต.สมุทรปราการแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เขาสันนิษฐานนั้นเป็นความจริงเพราะว่ามีการพิมพ์คำให้การของเขามาช่วยแสวงก็เลยกลายเป็นหลักฐานที่เขาเอาไปฟ้องดำเนินคดีคณะไต่สวนนี้ต่อ ป.ป.ช.ตามมาตรา 157 ต่อแต่เรื่องยังค้างอยู่ จนคณะไต่สวนของ กกต.มีผลออกมาว่าไม่มีมูลก็ต้องไม่มีมูลอยู่แล้วเพราะว่าเอาผู้ใต้บังคับบัญชาไปไต่สวนผู้บังคับบัญชาของตัวเอง * ข่าว * การเมือง * ฮั้วเลือก สว. * มนัส นครศรี * บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ * ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ * พรรคประชาชน

dlvr.it

ปาฐกถาพิเศษ รัฐบาลต้องมีความจริงใจไม่ให้เกิดการบังคับสูญหาย คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่เหยื่อ

ปาฐกถาพิเศษ รัฐบาลต้องมีความจริงใจไม่ให้เกิดการบังคับสูญหาย คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่เหยื่อ ณัฐวัฒน์ คุณประดิษฐ์ : รายงาน Pazzle Tue, 2026-08-04 - 15:31 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) ร่วมกับ มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และศูนย์กฎหมายเพื่อประชาชน ร่วมกันจัดงานเสวนาหัวข้อ “5 ปี พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย: บทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมาย ข้อจำกัดในการเข้าถึงความยุติธรรม และข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย” ขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายในงานมีปาฐกถาพิเศษโดยอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)  อังคณา นีละไพจิตร การต่อสู้เพื่อผลักดัน ‘พรบ.ทรมาน-อุ้มหาย’  อังคณาเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า การพูดถึงเรื่องเดิมๆ มาตลอด 22 ปี เพื่อย้ำเจตนารมณ์ในการป้องกันและยุติการ บังคับสูญหาย  “คงไม่มีใครรู้ว่าการบังคับสูญหายได้สร้างผลกระทบต่อเหยื่อแค่ไหน และหากเรื่องนี้ไม่เกิดกับตนเองคงไม่มีใครเข้าใจ” อังคณากล่าว ต่อด้วยการอธิบายถึงพัฒนาการของ ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ ที่ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญในพ.ศ.2554 ที่ผู้แทนประเทศไทยในฐานะคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ได้ให้คำมั่นต่อประเทศสมาชิกสหประชาชาติว่า ประเทศไทยจะลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการสูญหายโดยถูกบังคับ ประเทศไทยได้ทำตามคำมั่นต่อนานาชาติในวันที่ 9 มกราคม 2555 และผ่านมาอีก14ปี ท่ามกลางอุปสรรคและความยากลำบาก วันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในประเทศที่จะป้องกันการทรมานและการบังคับสูญหายได้ แต่ถึงแม้มีกฎหมายประเทศไทยรองรับมาแล้ว 3 ปี รัฐบาลไทยยังขาดเจตจำนงค์ทางการเมืองในการติดตามหาตัวผู้สูญหาย การต่อสู้คดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร สู่ พ.ร.บ.อุ้มหาย อังคณาเล่าว่า เมื่อ 22 ปีก่อน "สมชาย นีละไพจิตร" ทนายสิทธิมนุษยชนและสามีของเธอ ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและสูญหายไปจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายมีการจับกุมตำรวจ 5 นาย ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและลักทรัพย์ ในขณะนั้นสังคมไทยแทบไม่มีใครรู้จักคำว่าบังคับสูญหาย และในขณะนั้นกฎหมายไทยไม่มีความผิดฐานลักพาตัวหรือความผิดฐานทำให้สูญหายเช่นเดียวกัน ในการต่อสู้คดีทนายสมชายที่ถูกอุ้มหายทางญาติได้สู้คดีจนถึงศาลฎีกา แต่สุดท้ายศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย ในเดือนธันวาคม 2558 และมี 1 นายได้หายสาบสูญไประหว่างกระบวนการฟ้องคดี นอกจากนั้นแล้ว ศาลฎีกาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่คือ การตัดสิทธิญาติในการเป็นโจทย์ร่วมในคดี เนื่องจากศาลเห็นว่าญาติไม่สามารถพิสูจน์ว่าทนายสมชายบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้น เขาต้องมาเป็นผู้ร้องกล่าวโทษต่อศาลด้วยตัวเอง อังคณากล่าวต่อไปว่า ก่อนจะมี พ.ร.บ.อุ้มหาย คดีคนหายจึงเป็นคดีที่ไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหายไปแล้ว คำพิพากษาคดีทนายสมชาย จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคประชาสังคมหลายภาคส่วนร่วมมือรณรงค์เพื่อผลักดันให้รัฐบาลไทยออกกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย และให้สัตยาบันอนุสัญญา ต่อมา พ.ร.บ.อุ้มหาย ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ในเส้นทางการรณรงค์ผลักดัน พ.ร.บ.อุ้มหาย เราทำงานกับทุกภาคส่วน ทั้ง สส. สว.และผู้คัดค้านพรบ.นี้ด้วย  อังคณากล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในฐานะญาติที่มีส่วนร่วมในการร่างพรบ.ฉบับนี้ พ.ร.บ.อุ้มหาย ถูกผลักดันจนเป็นกฎหมายที่มีการใช้จริง และเป็นกฎหมายแรกๆ ที่ไร้เสียงคัดค้านแม้แต่เสียงเดียวในรัฐสภา  3 ปี พ.ร.บ.อุ้มหาย อังคณากล่าวต่อว่า เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มหาย ผ่านไปได้แล้ว 3 ปี ทุกๆ ปี กระทรวงยุติธรรมจะจัดงานเฉลิมฉลองการประกาศใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย แต่ในขณะเดียวกัน ญาติหรือครอบครัวผู้สูญหายขาดโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น,ถูกรับเชิญ หรือสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้กับหน่วยงานรัฐได้ อังคณาเห็นว่า กระทรวงยุติธรรมล้มเหลวในการทำให้กฎหมายมีผลบังคับ หรือความไม่เต็มใจในการบังคับใช้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องทางกฎหมาย แต่เป็นความไร้เจตจำนงค์ทางการเมือง เพื่อค้นหาความจริง และคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อ ตามเจตนารมณ์ของพรบ.อุ้มหาย แผลใจ ผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูญหาย อังคณากล่าวว่า การบังคับสูญหายไม่ได้เป็นเพียงการทำลายตัวตนของเหยื่อ แต่ยังทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งอัตลักษณ์ของเหยื่อและครอบครัว การบังคับสูญหายสร้างความคลุมเครือระหว่างการมีชีวิตและไม่มีชีวิต เด็กๆ ที่พ่อถูกบังคับสูญหายไม่สามารถตอบคนรอบข้างได้ว่าพ่อของพวกเขาหายไปไหน ผู้หญิงไม่รู้ว่าตนเองสามารถแต่งงานใหม่หรือใช้ชีวิตใหม่ได้ เนื่องจากความคลุมเครือระหว่างสถานะคนเป็นและคนตาย ซึ่งผลกระทบเชิงลึกเหล่านี้ทำให้ครอบครัวมักประสบปัญหาในการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสังคม และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ส่งกระทบทางเศรษฐกิจสังคมต่อครอบครัวในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไป สิทธิที่จะทราบความจริงเป็นสิทธิของเหยื่อ การปกปิดความจริงเสมือนคำสาป ที่ทำให้ครอบครัวถูกพันธนาการไว้ด้วยความหวาดกลัว สิทธิในการทราบความจริงจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะความจริงทำให้เหยื่อพ้นจากพันธนาการของความคลุมเครือระหว่างการมีชีวิตและไม่มีชีวิตของผู้ที่เขารัก สิทธิในการทราบความจริงไม่ใช่แค่ความเป็นอยู่และชะตากรรม แต่ยังหมายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการบังคับสูญหายและการรู้ตัวผู้กระทำผิด และนำผู้กระทำผิดไปรับโทษ ซึ่งความจริงนี้ต้องถูกเปิดเผยและสาธารณะต้องรับทราบ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ต่อครอบครัว แต่เพื่อสร้างประโยชน์ของสังคมโดยรวม ข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.อุ้มหาย : ส่งกลับและหายข้ามพรมแดน อังคณากล่าวว่า การค้นหาตัวผู้สูญหายต้องเป็นไปตามแนวปฎิบัติของคณะกรรมการสหประชาชาติได้แนะนำและทำแนวปฎิบัติไว้ โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่ว่าการหาตัวผู้สูญหายมิใช่การหาศพหรือชิ้นส่วนศพ อย่างที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศไทยกำลังทำ เพราะการหาตัวบุคคลจะทำให้ทราบถึงเรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหายและนำไปสู่การรู้ตัวผู้กระทำความ ผิด  อังคณากล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า คณะกรรมการค้นหาของกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้มีการจัดทำร่างระเบียบหรือแนวปฎิบัติในการค้นหาผู้สูญหาย แล้วเราจะเริ่มต้นหาคนหายได้อย่างไร รวมทั้งในการผลักดันผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศ  กระทรวงยุติธรรมไม่ได้มีการจัดทำร่างระเบียบหรือมาตราการในการในการคุ้มครองและป้องกันผู้ลี้ภัยทางการเมือง ผู้ลี้ภัยสงคราม หรือนักสิทธิฯ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง ทำให้เสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากการทรมาน และการกระทำให้สูญหาย การสูญหายข้ามพรมแดนที่ปัจจุบันรัฐไม่มีความก้าวหน้าในการติดตามหาตัวผู้สูญหายข้ามพรมแดน แม้ญาติจะร้องเรียนไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะ 2 หน่วยงานมีความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่สามารถสืบสวนกรณีบังคับสูญเสียข้ามพรมแดนได้ เนื่องจากการบังคับสูญหายอาจเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆปฎิเสธความรับผิดชอบในการหาตัวผู้เสียหายและนำตัวผู้กระทำมาลงโทษ หรือรัฐที่เกี่ยวข้องอาจรู้เห็นเป็นใจ จึงปิดบังข้อเท็จจริง ข้อท้าทายสำคัญ คือการขาดแคลนบุคลากรสำคัญที่มีความรู้เชี่ยวชาญ ในประเทศไทยอัยการมีจำนวนจำกัด และขาดความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชน และกฎหมายสากลระหว่างประเทศ ทำให้เหยื่อไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม และการชดใช้เยียวยาจากรัฐได้อย่างเหมาะสม สิ่งที่ควรคิดต่อไปก็คือ ทำอย่างไรให้ไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ยอมรับเขตอำนาจศาลสากลรวมถึงศาลระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและยุติการสูญหายข้ามพรมแดน และให้รัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกันรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสร้างทัศนคติเชิงลบของรัฐต่อผู้เสียหาย  อังคณากล่าวว่า ครอบครัวของเหยื่อผู้ถูกบังคับสูญหายต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดัน และต้องเผชิญการถูกคุกคามโดยลำพังในขณะที่พวกเขาต้องต่อสู้ คนในครอบครัวผู้สูญหายมักถูกป้ายสีว่าเป็นคนไม่ดี ไม่รักชาติ เป็นภัยความมั่นคง หรือเป็นครอบครัวผู้ก่อการร้าย และคนไม่ดีถูกสมควรทำให้หายไป และสังคมก็พร้อมที่จะเชื่อสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ตั้งคำถาม  ในหลายกรณีผู้กระทำความผิดมักจะอ้างเพื่อปกป้องชาติ ในขณะที่ผู้หญิงและเด็กๆในครอบครัวกลับถูกด้อยค่าและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกๆ ครั้ง ที่พวกเขาเหล่านี้ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนในครอบครัว  ในหลายๆครั้ง ความทรงจำของเหยื่อได้ถูกทำลายลง โดยมีการสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาทดแทนเพื่อทำลายตัวตนและอัตลักษณ์ของเหยื่อหรือครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า พวกเขาเหล่านี้สมควรถูกบังคับให้สูญหายเพราะไม่รักชาติ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งสร้างบาดแผลในใจให้กับเหยื่อและครอบครัวที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเยาวชนอย่างมาก ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายต้องแอบซ่อนตัว ไม่กล้าออกมาทวงคืนความยุติธรรมเพื่อคนที่เขารัก เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถอดทนต่อการตีตราของสังคมได้ เด็กๆ หลายคนปฎิเสธการไปโรงเรียน เนื่องจากถูกล้อเลียน ด้อยค่า และบางคนอาจเติบโตเป็นคนที่ต่อต้านสังคม อังคณาอธิบายถึงเหตุผลที่ให้สำคัญกับการสร้างทัศนคติเชิงลบโดยรัฐว่า เนื่องจากอังคณาเป็นผู้ที่ถูกลดทอนความเชื่อถือมาตลอด เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนยังเชื่อว่าผู้สูญหายหลายๆคน ไม่ได้สูญหายจริง หรือไม่ได้สูญหายโดยรัฐ และผู้สูญหายนั้นเป็นคนที่ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ อังคณาย้ำว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน หากใครกระทำผิด พวกเขาสมควรได้รับโทษตามสัดส่วนของความผิดที่ได้กระทำ แต่ต้องไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจุลุมือจนคนๆนึง ต้องหายไป การกำจัดอคติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อเหยื่อจึงมีความสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำคัญกว่าการใช้เงินเยียวยาบาดแผล อังคณากล่าวว่า ครอบครัวควรมีส่วนร่วมในการกระบวนการตามหาความจริงเกี่ยวกับผู้สูญหายเพราะสิ่งที่ครอบครัวเหยื่อต้องการที่สุดคือต้องการทราบ ‘ความจริง‘ เหนือสิ่งใด มากกว่าการเยียวยาหรือชดใช้ด้วยเงิน สิ่งที่มิอาจละเลยคือรัฐต้องส่งเสริมความปลอดภัยต่อพยานและครอบครัวเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเมื่อการบังคับสูญหายเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้กระทำผิดมักจะลอยนวล บางคนยังได้ออกทีวี หรือมีหน้าที่การงานที่ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ครอบครัวถูกคุกคามในหลากหลายรูปแบบ แม้จะเรียกร้องการคุ้มครองพยาน แต่วันนี้แทบทุกครอบครัวถูกปฎิเสธเพราะรัฐไม่เชื่อว่าการคุกคามเกิดขึ้นจริง หรือพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่าเหยื่อกุเรื่องขึ้นมา ดังนั้นรัฐไม่มีความจำเป็นที่ต้องคุ้มครอง  อีกเหตุผลที่รัฐอ้างเพื่อยกเลิกการคุ้มครองเหยื่อและครอบครัวคือคดีงดการสอบสวน จึงไม่มีความจำเป็นในการคุ้มครองครอบครัวหรือพยานต่อไป คดีการถูกบังคับสูญหายของสมชาย นีละไพจิตร ถูกรับเป็นคดีพิเศษโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ทว่าคดีก็ได้ยุติลงใน 10 ปี ด้วยการงดการสอบสวน เนื่องจาก DSI ห่วงภาพรวมองค์กรมากกว่าความยุติธรรมต่อเหยื่อ หากเก็บคดีไว้อาจทำให้ดัชนีตัวชี้วัดการทำงานของ DSI เสียหาย จึงต้องงดการสอบสวน อังคณาทิ้งท้ายว่า สิทธิในการทราบความจริงเป็นสิทธิของเหยื่อที่ไม่มีผู้ใดพรากไปได้ สิ่งที่เรากำบังต่อสู้ไม่ได้เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อต้องการป้องกันสิทธิประชาชน และเหนือสิ่งอื่นใด ความยุติธรรมคือหลักพื้นฐานของศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แต่น่าเสียดายที่สังคมยังมองข้ามสิ่งเหล่านี้     * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อังคณา นีละไพจิตร * พ.ร.บ.อุ้มหาย * สมชาย นีละไพจิตร * ปาฐกถา * หายสาบสูญ * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * ณัฐวัฒน์ คุณประดิษฐ์

dlvr.it

ความจริง VS ความเข้าใจผิด และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเลิก MOU44 ที่สังคมไทยควรต้องรู้

ความจริง VS ความเข้าใจผิด และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเลิก MOU44 ที่สังคมไทยควรต้องรู้ ภาพปก: ที่มา: คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  XmasUser Tue, 2026-08-04 - 15:55 แม้กระแสเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา จะเลือนหายจากหน้าสื่อและถูกแทนที่ด้วยประเด็นร้อนหลายเรื่อง แต่ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการเบื้องหลังกำลังเข้มข้นและดำเนินไปอย่างเงียบๆ อีกทั้งยังมีอีกหลากหลายความเข้าใจผิดในสังคมไทยที่ยังรอการแก้ไข  เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44” โดยไฮไลท์ของการเสวนาครั้งนี้ คือ การได้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาถกฐา และหากเคยเห็น MOU44 ผ่านตา จะพบว่านี่คือผู้ลงนามฝ่ายไทย จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่รู้ทุกซอกทุกมุมเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจนี้ ที่จะมาให้มุมมองและความเข้าใจที่ถูกต้องที่สังคมไทยควรต้องรู้ การแลกเปลี่ยนความเห็นในครั้งนี้ยังสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาถึงรัฐบาล เพื่อเตือนว่าตรรกะและท่าทีที่ผ่านมาของฝ่ายไทยต่อประเด็นนี้กำลังสร้างปัญหาและข้อจำกัดให้ไทย โดยเฉพาะเหตุผลการเลิกฝ่ายเดียวที่ไม่แม้แต่จะพูดคุยกับอีกฝ่ายก่อนว่าข้อตกลงนี้ไม่ดีอย่างไร ไปจนถึงการประกาศใช้กลไก UNCLOS แบบกว้างๆ จนมาตกหลุมพรางเสียเอง ภายในงานมีผู้ร่วมเสวนาท่านอื่นๆ ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและด้านความมั่นคง อาทิ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เบื้องหลัง MOU44 ปัญหาเชิงตรรกะของไทยในการยกเลิกฝ่ายเดียว ดร.สุรเกียรติ์ นายกสภาจุฬาฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นตัวแทนไทยไปเจรจาและลงนามในข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชาปี พ.ศ. 2544 หรือที่เรียกกันว่า MOU44 เริ่มต้นด้วยภูมิหลังของ MOU44 และข้อสังเกตเรื่องของยกเลิกฝ่ายเดียวของไทย MOU44 ได้จัดทำขึ้นบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ ที่เรารู้จักในชื่อ UNCLOS 1982 โดย MOU44 ได้มีการหยิบยกเอาหลักการและถ้อยคำบางส่วนจากอนุสัญญามาใช้ เห็นได้จากข้อ 1 ที่ระบุว่า ภาคีคู่ทำสัญญาพิจารณาว่าเป็นที่พึงปรารถนาที่จะทำข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งมีลักษณะที่ปฏิบัติได้ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน  เหตุที่ยังไม่ได้พูดชัดถึงกฎหมายทะเลในตอนนั้น เพราะไทยและกัมพูชายังไม่ได้ให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 แต่ด้วยความที่กฎหมายทะเลนั้นมีพัฒนาการมาจากกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Customary international law) จากการที่หลักการต่างๆ ในอนุสัญญาเกิดจากแนวทางที่รัฐทั้งหลายปฏิบัติมาเป็นเวลานาน MOU44 จึงได้เอาข้อความจากกฎหมายทะเลเข้ามาใส่ด้วย กฎหมายทะเลบอกไว้ว่ารัฐที่อยู่ใกล้กัน ถ้าเกิดสิทธิเรียกร้องทับซ้อนกัน (Overlapping claims) สิทธิเรียกร้องตรงนั้นยังไม่ได้เป็นของใคร ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ก็ไปเจรจาหาข้อตกลงชั่วคราวที่พอจะตกลงกันได้  การทำ MOU44 เป็นความเห็นพ้องต้องกันของหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบายอย่างนายกฯ หรือรัฐมนตรี รวมถึงกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือและกรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ  นอกจากนี้ผู้มีส่วนสำคัญในการจัดทำแผนผังแนบท้าย MOU44 ก็คือพลเรือเอกถนอม เจริญลาภ ผู้เป็นครูของทหารเรือ และเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายทะเลและเขตแดนทางทะเลของไทย จึงกล่าวได้ว่าอำนาจการต่อรองของไทยในขณะนั้นสูงมาก สุรเกียรติ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจ MOU44 ในฐานะที่เป็นความตกลงสองฝ่ายที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิ์เรียกร้องที่ทับซ้อนกัน MOU44 เป็นข้อตกลงที่มาจากกฎหมายทะเลที่ระบุไว้ว่าถ้ายังเจรจากันไม่ได้ก็ไปทำข้อตกลงชั่วคราว ไทยกับกัมพูชาเลยได้ออกมาเป็น MOU44 โดยสรุป MOU44 คือผลลัพธ์ของการทำตามกฎหมายทะเลเพื่อหามาตราการชั่วคราวในการแก้ปัญหา ประการที่ 2 MOU44 และแผนผังที่แนบท้ายไม่เกี่ยวกับอธิปไตยเหนือเกาะกูด ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ระบุชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของสยาม  ประการที่ 3 ตรรกะที่ไทยใช้เพื่อบอกเลิก MOU44 ของฝ่ายไทย สร้างความงุนงงและสับสนให้กับผู้รู้กฎหมายทะเล กระทรวงการต่างประเทศบอกว่าที่ยกเลิกเพราะเจรจามาแล้ว 25 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่ความเป็นจริงในระดับนโยบายมีการเจรจามาแล้วกว่า 10 ครั้ง ในทุกๆ รัฐบาลจนถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งมีการเจรจาระดับเทคนิค หรือแม้แต่เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ใต้ทะเล ในการเจรจาแต่ละครั้งมีข้อที่ตกลงกันได้พอสมควร แต่ไม่ได้มีการประกาศออกสู่สาธารณะ เพราะการเจรจายังไม่เสร็จสิ้นดี ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่ายืดเยื้อ นั่นเพราะปัญหาการเมืองภายในของแต่ละประเทศ หากลองใช้ตรรกะเดียวกันนี้กับกรณีข้อตกลงไทย-มาเลเซีย ที่นำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างไทย-มาเลเซีย จะเรียกว่าไม่คืบหน้าและจะต้องยกเลิกไปด้วยหรือไม่ เพราะทั้งไทยและมาเลเซียเจรจาเรื่องแบ่งเขตแดนทางทะเลกันมากว่า 48 ปีแล้ว ก็ยังไม่จบเสียที   อดีตผู้แทนไทยในการลงนาม MOU44 ระบุว่า ระยะเวลาไม่ใช่เครื่องกำหนดว่าการเจรจานั้นคืบหน้าหรือไม่ การมีข้อตกลงที่แม้จะยังไม่จบสิ้น แต่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีการปะทะทางอาวุธ ไม่มีองค์กรที่ 3 แทรกแซง ในทางระหว่างประเทศต้องถือว่าความตกลงนั้นเป็นประโยชน์ และมีความคืบหน้าในการรักษาสันติภาพ ให้สองประเทศอยู่กันได้ท่ามกลางความเห็นต่าง การที่ไทยบอกเลิกฝ่ายเดียว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการเจรจากับอีกฝ่ายว่าข้อตกลงนี้ไม่ดีอย่างไรด้วยซ้ำ แล้วประกาศว่าจะไปใช้กลไกตามกฎหมายทะเล จึงทำให้เกิดความสับสนเพราะข้อตกลง MoU44 ก็มาจากหลักการตามกฎหมายทะเลเหมือนกัน จึงเห็นความย้อนแย้งในการให้เหตุผล แล้วหลังจากนั้นไทยก็บอกอีกว่ายังอยากเจรจาทวิภาคีกับกัมพูชา และแสดงความผิดหวังที่กัมพูชาจะไปใช้กลไกกฎหมายทะเล แต่ปัญหาก็วนกลับมาอีกว่าก็ไทยเพิ่งจะยกเลิก MOU44 ที่เป็นกรอบทวิภาคีไปเอง  สุรเกียรติ์ ยังสะท้อนมุมมองและคำถามจากประชาคมระหว่างประเทศว่า ไทยและกัมพูชามีปัญหาเขตแดนทางบก ซึ่งเป็นเรื่องของ MOU43 ดังนั้นการยกเลิก MOU44 ของไทยจะไปช่วยแก้ปัญหาทางบกได้อย่างไร ตรงนี้ไทยยังไม่ได้ให้คำตอบชัดเจน ทั้งที่ MOU นี้ไม่เคยทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในอ่าวไทยแบบที่เกิดขึ้นในเขตแดนทางบก ฝ่ายไทยจึงต้องมีการอธิบายกับประชาคมโลกให้เข้าใจ เพื่อสร้างความกระจ่าง และดึงความเชื่อมั่นกลับมา การอ้างว่าไม่มีความคืบหน้า นอกจากจะไม่เป็นความจริงแล้ว ยังไม่สอดรับกับทางปฏิบัติทั่วไปด้วย  สุรเกียรติ์ อธิบายว่า กฎหมายทะเลให้คู่พิพาทหามาตรการชั่วคราวทวิภาคีระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่ง MOU44 คือมาตรการชั่วคราวว่านั้น และก็ไม่ได้น่าแปลกใจนักที่ภายหลังกัมพูชาไม่เลือกทางนี้แล้วเพราะไทยเพิ่งบอกเลิกไป การยกเลิก MOU ฉบับหนึ่งเพื่อไปใช้ MOU อีกฉบับหนึ่ง จึงฟังดูแปลกไปหน่อย ทางที่ 2 เมื่อไม่เอาความตกลงทวิภาคี ก็ต้องไปตามกลไกกฎหมายทะเล ก็คือการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยได้ตอบรับไปแล้ว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การยกเลิก MoU44 ทำให้เงื่อนไขสำคัญหลุดไป MOU44 ระบุไว้ชัดเจนว่าการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลกับการเจรจาเรื่องทรัพยาการธรรมชาติจะแยกออกจากกันไม่ได้ (Indivisible Package) ซึ่งนี่คือวิธีคิดของไทยในตอนนั้น เพราะไทยรู้ว่ากัมพูชาต้องการเน้นเจรจาเรื่องปิโตรเลียม ไทยจึงได้สร้างเงื่อนไขดังกล่าวนี้ขึ้นมาเพื่อกดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลควบคู่ไปด้วยตามความต้องการของไทย  แต่เมื่อยกเลิก MOU44 ไปแล้ว ก็จะไม่มีหลักประกันว่าการเจรจาทั้งสองเรื่องต้องดำเนินไปพร้อมกันอีกแล้ว จากนี้ไปเมื่อไหร่ที่การเจรจาอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จก่อนก็จะสามารถเดินหน้าทำข้อตกลงไปได้เลย  ถึงแม้ว่าคำแนะนำของคณะกรรมาธิการการประนอมจะไม่มีผลผูกพันเมื่อจบกระบวนการ ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่าตลอดหนึ่งปีเศษๆ ต่อจากนี้จะมีแรงกดดันระหว่างประเทศมากมาย ไทยเองก็ต้องเอาสรรพกำลังทั้งเวลา สติปัญญา และงบประมาณ ไปทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องไม่ควรจะต้องมาถึงขั้นนี้ด้วยซ้ำ และทั้งที่ปัญหาเส้นเขตแดนทางบกก็ยังคาราคาซัง ปัญหาภาคใต้ ปัญหาสันติภาพในเมียนมา และอื่นๆ ก็ยังรอให้สะสางอยู่อีกมาก  ทำความเข้าใจความเป็นมากฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล  ดร.สรจักร เริ่มต้นว่า คำว่า UNCLOS ที่เรารู้จัก มีความหมายปัจจุบันเรารู้จักกันในชื่ออนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 แต่จริงๆ มีความหมายอื่นก่อนหน้านั้นที่ใช้สื่อถึงที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้ง คือ UNCLOS I (ค.ศ. 1958) UNCLOS II (ค.ศ. 1960) และ UNCLOS III (ค.ศ. 1982)  ในการประชุมครั้งแรกปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ในครั้งนั้นเกิดอนุสัญญา 4 ฉบับที่สำคัญต่อกฎหมายทะเล ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง อนุสัญญาว่าด้วยการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีชีวิตในทะเลหลวง และอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป  ที่สำคัญที่สุดคืออนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป สรจักร อธิบายว่า อนุสัญญานี้ได้หลักมาจากการประกาศทรูแมน (Truman Proclaimation) ปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ในครั้งนั้นประธานาธิบดีทรูแมน ของสหรัฐฯ ต้องการใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติในพื้นดินใต้ผิวดินและพื้นท้องทะเลของไหล่ทวีปที่อยู่นอกทะเลอาณาเขตของสหรัฐฯ แต่การประกาศนี้เป็นเพียงเรื่องใช้ทรัพยากรเท่านั้น สหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศความเป็นเจ้าของเหนือไหล่ทวีป หลังประกาศนี้ได้ออกมา หลักการที่ว่าพื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่งจึงก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เมื่อสหรัฐฯ ประกาศเช่นนั้น ประเทศอื่นๆ ต่างก็อยากทำบ้าง จึงทยอยประกาศไหล่ทวีปของตัวเอง ทำให้ที่ประชุมกฎหมายทะเลในปีแรก ต้องร่างอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีปขึ้นมา และรับเอาหลักการในประกาศของทรูแมน มาใช้ รัฐชายฝั่งจะไม่มีอำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้กฎหมายของตัวเองได้ แต่มีสิทธิใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในไหล่ทวีปที่มีความลึกไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  การแบ่งเขตไหล่ทวีปตามข้อ 6 อนุสัญญาปี ค.ศ. 1958 ระบุว่า รัฐต้องเจรจาหาข้อสรุป ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะใช้หลักเส้นมัธยะ หรือหากเส้นมัธยะไม่ได้ผล ก็อาจกำหนดสภาวการณ์พิเศษมาช่วยปรับเส้นมัธยะก็สามารถทำได้  หลายรัฐประกาศเขตไหล่ทวีปและเจรจากัน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เกิดปัญหามากมาย ต่างคนต่างอยากขุดปิโตรเลียมมาใช้ จนกระทั่งการเจรจา UNCLOS III ช่วงปี ค.ศ. 1973-1982 (พ.ศ. 2516-2525) ในครั้งนั้นเป็นการประชุมที่ใหญ่มาก มีประเทศเข้าร่วมมากมาย เกิดความเห็นที่แตกต่างกัน จึงนำไปสู่การเจรจาที่ต้องแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน มีหลักกฎหมายทะเลใหม่ๆ เกิดขึ้น รวมถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ที่รัฐมีแค่สิทธิ์อธิปไตย ปัญหาต่อมาคือข้อ 6 เดิมใน UNCLOS I ที่ระบุให้ใช้เส้นมัธยะ ในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) มีคำตัดสินศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีระหว่างเยอรมนี-เนเธอร์แลนด์-เดนมาร์ก เรื่องมีอยู่ว่า สภาพชายฝั่งของเยอรมัน และเดนมาร์ก มีลักษณะโค้งเว้ามาก มีทั้งฝ่ายที่อยากใช้เส้นมัธยะและฝั่งที่ไม่อยากใช้เพราะตนเองเสียประโยชน์ ในคดีนี้ศาลระบุว่าตามหลักจารีตประเพณีมีแต่เพียงว่าให้รัฐเจรจาระหว่างกันเพื่อบรรลุผล “ที่เป็นธรรม” (Equitable solution) นั่นคือ แต่ละฝ่ายต้องยอมผ่อนปรน ให้ผลลัพธ์เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่วนจะใช้เส้นมัธยะหรือไม่ ให้แล้วแต่คู่พิพาท  ในที่สุด UNCLOS 1982 จึงไม่ได้มีเส้นมัธยะอยู่ในการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปอีกต่อไป ตามที่เราเห็นในวรรคแรกของข้อ 74 และ 83 ที่กำหนดแค่ว่าในรัฐที่มีชายฝั่งประชิดติดกันหรือตรงข้ามกันเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม  ในส่วนของการอ้างสิทธิ์ กฎหมายทะเลไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำอย่างไร หรืออ้างได้แค่ไหน ทุกประเทศสามารถอ้างได้ การอ้างสิทธิ์ดังกล่าวจะเป็นการอ้างเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีผลต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะประเทศที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันต้องมาเจรจากันเพื่อบรรลุความตกลงที่เป็นธรรมเสียก่อน  แต่ในระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง กฎหมายให้มีการทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อนำทรัพยากรมาใช้ก่อน เพราะหลักของไหล่ทวีปคือต้องการให้รัฐชายฝั่งสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐนั้น แบบที่เราเห็นในกรณีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรระหว่างไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area) ซึ่งเป็นข้อตกลงปกติสำหรับหลายประเทศที่มีข้อพิพาททางทะเลกันแล้วยังตกลงไม่ได้ และหากเจรจากันไม่สำเร็จก็ต้องจูงมือกันไปสู่การประนอมหรืออนุญาโตตุลาการหรือศาล แต่หลายประเทศเห็นว่าเป็นการจำกัดมากเกินไป UNCLOS 1982 จึงให้ตั้งข้อสงวนไม่ยอมรับอำนาจศาลหรืออนุญาโตตุลาการ (ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น) แต่ประเทศนั้นต้องผูกพันในการเข้าประบวนการประนอมภาคบังคับ เหตุที่กำหนดเช่นนี้ก็เพราะอาจจะทำให้บรรลุข้อตกลงยากและใช้เวลานานเกินไป จนคู่พิพาทไม่สามารถนำทรัพยากรมาใช้ได้เสียที ทั้งนี้ การประนอมภาคบังคับ คือ กลไกของ UNCLOS เป็นการนำบุคคลที่สาม นั่นคือ “คณะกรรมาธิการการประนอม” เข้ามาในการเจรจา ขั้นตอนคือคู่กรณีสามารถยื่นขอเปิดใช้กลไกนี้ฝ่ายเดียวได้เลย ด้วยการทำหนังสือแจ้งอีกฝ่ายไป ไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายยินยอมแต่อย่างใด ถ้าอีกฝ่ายไม่เข้าร่วม ก็ไม่ส่งผลให้กระบวนการหยุดชะงักไป  ไทยเคยแถลงไว้ว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลในการชี้ขาดปัญหาการแบ่งเขตทางทะเล ตามข้อ 298 ซึ่ง UNCLOS ให้สิทธิรัฐสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า รัฐที่ตั้งข้อสงวนต้องยอมรับกระบวนการตามตอนที่ 2 ของภาคผนวก 5 นั่นคือ “การประนอมภาคบังคับ” การตั้งข้อสงวนของไทยในครั้งนั้น จึงมาพร้อม ๆ กับหน้าที่ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับเมื่อเกิดปัญหา  สรจักร ย้อนกับไปตอนไทยยกเลิก MOU44 ที่เป็นข้อตกลงตาม UNCLOS แล้วประกาศกว้างๆ ว่าจะไปสู่กลไก UNCLOS คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะใช้กลไกอะไรใน UNCLOS เพราะเมื่อยกเลิกข้อตกลงตามกฎหมายกำหนดแล้ว ก็เหลือช่องทางที่ให้ไปได้ไม่กี่ทางเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือภาค 15 ที่เกี่ยวกับการประนอมแบบสมัครใจกับการประนอมภาคบังคับ  เมื่อกระบวนการตามกฎหมายเป็นเช่นนี้ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจึงได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปไม่ได้ที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยจะไม่ทราบเรื่องกระบวนการและทิศทางต่อไปหลังจากยกเลิก MOU44 จนท้ายที่สุดต้องนำมาสู่การที่กัมพูชาดึงไทยไปเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ  อย่างไรก็ตาม MOU44 ไม่สามารถกลับมาได้แล้วและไทยกำลังจะเข้าสู่การประนอมภาคบังคับ สรจักร ให้ข้อคิดว่า สิ่งที่ทำให้กรณีติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียประสบความสำเร็จมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายได้สื่อสารและให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสาธารณชนในประเทศอยู่เรื่อยๆ และสร้างอารมณ์ในประเทศให้เป็นไปในทางบวกเพื่อเอื้อต่อการเจรจา ไทยจึงควรทำเช่นนั้นด้วย  กลไกระหว่างประเทศใช้ข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความรู้สึก ดร.ชุมพร เน้นย้ำว่า การอ้างสิทธิอย่างที่ไทยหรือกัมพูชาอ้างแผนผังที่เราเห็นกันนั้นไม่มีผลผูกพันใครทั้งสิ้น เพราะถือว่าเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว เว้นแต่ว่าเราจะไปรับมาเอง ซึ่งไทยไม่เคยยอมรับ และทั้ง 2 ประเทศก็ยังไม่ได้มีสิทธิตามเส้นที่แต่ละฝ่ายต่างอ้าง เส้นที่เห็นกันในสื่อคือเส้นที่ยังไม่ใช่เส้นถาวร การจะได้มาซึ่งสิทธินั้นต้องเป็นผลจากการที่ 2 ฝ่ายตกลงกัน ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายภายในรับรองก็ตาม แต่การใช้สิทธิต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ หากพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คู่พิพาทไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพของทะเลบริเวณนั้น สำหรับประเด็นเรื่องเกาะกูดที่เป็นปัญหามาตลอด ดร.ชุมพร อธิบายว่า ข้อพิพาทเรื่องนี้มาจากฐานที่กัมพูชาใช้ลากเส้น กัมพูชาตีความสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 (พ.ศ. 2450) ที่ไม่ค่อยถูกนัก เพราะกัมพูชากำลังนำหลักการตามกฎหมายทะเลในปัจจุบันไปใช้กับสมัยที่ทะเลยังเป็นเรื่องของจารีตประเพณี ไม่มีการจัดทำเป็นประมวลกฎหมาย การลากเส้นของกัมพูชาจึงไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน  นอกจากนี้ ตามกฎหมายทะเลยังกำหนดว่าเส้นเขตแดนต้องมีความสัมพันธ์กับความยาวของแนวชายฝั่ง และการกำหนดเส้นจะไม่ใช่การนำเกาะที่อยู่ห่างกันมากๆ แบบเกาะกูดที่เป็นของไทยหรือจุดอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันมาใช้เพื่อขยายขอบเขตการอ้างสิทธิ ตามกฎหมายแล้ว กัมพูชาจึงไม่สามารถลากเส้นมาบริเวณเกาะกูดที่เป็นของไทยได้แบบที่กำลังทำอยู่  ชุมพร เน้นย้ำว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับแล้ว สิ่งสำคัญที่คณะกรรมาธิการประนอมจะพิจารณา คือ หลักกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก กระบวนการนี้ยังมีผลดีคือไทยจะได้รู้ตัวเองว่าสิ่งที่ไทยหรือกัมพูชาอ้างนั้นถูกผิดแค่ไหน เกาะกูดจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในกระบวนการนี้ เพราะตามกฎหมายเกาะสามารถมีทะเลอาณาเขตของตัวเองได้ และนั่นจะทำให้ไทยใช้อ้างเพื่อผลักเส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาออกไปได้ และที่สำคัญคือภายใต้กระบวนการนี้จะไม่มีใครได้หรือเสียไปทั้งหมด และท้ายที่สุดแล้วสำหรับประเทศที่อยู่ใกล้กัน เรายังต้องยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีไปพร้อมๆ กับการรักษาอธิปไตย  ชุมพร ระบุว่า ไทยหรือกัมพูชาเองมีสิทธิปฏิเสธรายงานคำแนะนำจากคณะกรรมาธิการประนอม และถ้าเรื่องไม่จบ กฎหมายระบุไว้ว่าให้นำเรื่องไปสู่ศาล ภายใต้ความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น และถ้าในตอนนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมให้เอาเรื่องขึ้นศาลอีก เรื่องประเด็นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาก็จะเป็นงูกินหาง เป็นประเด็นที่ไม่มีความคืบหน้า พื้นที่พิพาทก็จะถูกแช่แข็งไว้นั่นเอง หลากหลายความเข้าใจผิดในจักรวาลความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ดร.สุรชาติ ระบุว่าไทยมีเส้นเขตแดนรวมทางบกและแม่น้ำทั้งหมดประมาณ 5,656 กิโลเมตร แบ่งเป็นเส้นเขตแดนกับเมียนมาที่ยาวที่สุดประมาณ 2,401 กิโลเมตร รองลงมาคือลาว ประมาณ 1,810 กิโลเมตร กัมพูชาประมาณ 798 กิโลเมตร และมาเลเซียประมาณ 647 กิโลเมตร  แต่เขตแดนฝั่งที่เรามีปัญหามากที่สุดคือฝั่งกับกัมพูชา เขตแดนฝั่งนี้มีหลักเขตแดนทั้งหมด 73 หลัก รวมหลักย่อย 1 หลัก เป็นทั้งหมด 74 หลัก  มายาคติเรื่องเส้นเขตแดนฝั่งนี้มีอยู่มากในสังคมไทย อาทิ ประการที่ 1 - สิ่งที่เรามักจะได้ยินเสมอคือว่าเส้นฝั่งลาวและกัมพูชานั้นฝรั่งเศสลากโดยที่สยามไม่รู้เรื่อง แต่จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ชี้ว่ามีการตั้งคณะกรรมการจากทั้งสยามและฝรั่งเศส จึงไม่ใช่การปักปันฝ่ายเดียวแบบที่เราเข้าใจ  ประการที่ 2 - เรามักพูดว่าสยามไม่มีความรู้เรื่องแผนที่ แท้จริงแล้วกองแผนที่ถือกำเนิดปี ค.ศ. 1875 (พ.ศ. 2418) และโรงเรียนแผนที่ทหารเกิดขึ้นปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) แปลว่าสยามนั้นมีความรู้เรื่องแผนที่มานานแล้ว  ประการที่ 3 -  ยังมีคนที่ไม่เชื่อว่ามีสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 3 ฉบับในการกำหนดเขตแดน ประการที่ 4 - ไม่เชื่อว่ามีการให้สัตยาบันรับรองสนธิสัญญา ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาเอง ประการที่ 5 - ไม่เชื่อว่าสยามเป็นฝ่ายขอให้ฝรั่งเศสพิมพ์แผนที่ ทั้งที่ความจริงแล้วสยามได้ให้โรงพิมพ์ฝรั่งเศสพิมพ์ทั้งหมด 50 ชุด 11 ระวาง และส่งไปสถานทูตสยามที่กรุงปารีสวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ. 2451)  ประการที่ 6 - เชื่อว่ามีแผนที่แต่รัฐบาลสยาม ไม่เคยเห็นแผนที่นี้ นี่คือข้อต่อสู้ของไทยในปี ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ศาลโลกพิสูจน์ว่าสยามเคยเห็นแผนที่นี้ เพราะกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้รับมอบเอง และแผนที่ทั้ง 50 ชุดที่พิพม์ออกมานั้น ส่งกลับสยามจำนวน 44 ชุด  ประการที่ 7 -  ช่วงการประท้วงปี พ.ศ. 2551 เกิดประเด็นการยอมรับแผนที่ทุกระวาง แต่ขอไม่รับระวางที่ 3 ของพื้นที่ด้านใต้เส้นเขตแดน นั่นคือระวางดงรักหรือระวางพระวิหาร แต่ความเป็นจริงคือทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะไทยยอมรับแผนที่ทั้งหมดไปแล้ว  ประการที่ 8 -  ไทยไม่ตระหนักว่านี่คือแผนที่ที่ค้ำประกันเส้นเชตแดนสยามในยุคอาณานิคม ไม่เช่นนั้นสยามก็คงไม่ได้เกิด ประการที่ 9  - เส้นเขตแดนคือจุดกำเนิดของรัฐสมัยใหม่ของสยาม การไม่ยอมรับแผนที่ดังกล่าวเท่ากับเป็นการรื้อแนวเส้นเขตแดนทั้งหมดตั้งแต่เชียงรายจรดตราด และไทยยังมีข้อเรียกร้องให้ใช้แผนที่ 1:50,000 (L7018) ซึ่งเป็นแผนที่ยุทธการ ที่ใช้ในการปฏิบัติการทางทหาร และแผนที่ฉบับนี้ยังระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ให้ใช้กำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ   ประการที่ 10 - ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 คือไทยยังเคยเรียกร้องให้กลับไปใช้อนุสัญญาโตเกียว 1941 ที่เป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะมีความเชื่อว่าวันนี้ไทยยังเป็นเจ้าของพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ หลวงพระบางอยู่ แต่เรากลับหลงลืมไปว่าเราส่งมอบคืนดินแดนเหล่านั้นไปแล้วตั้งแต่ 1946 และได้แจ้งการคืนดินแดนต่อสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นข้อต่อรองสำคัญให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้  สุรชาติ ยังได้กล่าวถึงคำพูดของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน ที่เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเส้นตามแผนที่ใน MOU44 นั้นลากตัดผ่านเกาะกูด เขาย้ำว่าคำกล่าวนี้ไม่เป็นความจริง เพราะเส้นของจริงนั้นลากอ้อมเกาะกูดเป็นรูปตัว U การกล่าวว่าเส้นของกัมพูชาลากตัดเกาะกูดจึงเป็นอีกหนึ่งมายาคติที่ผิด สุรชาติ ระบุว่า เรื่องใหญ่ที่สุดคือคำที่รัฐมนตรีประทรวงการต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์ว่าหากกระบวนการ UNCLOS ไม่จบ จะไม่มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เขามองว่าการสัมภาษณ์แบบนี้เท่ากับเป็นการล็อกตัวเอง เพราะกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้จบง่ายๆ และนั่นจะไปสร้างปัญหาให้เส้นเขตแดนทางบกเพิ่ม  ทั้งนี้ JBC เป็นกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชา ตั้งขึ้นภายใต้ MOU43 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเขตแดนทางบก คณะกรรมธิการจะประกอบไปด้วยสมาชิกจากทั้ง 2 ฝั่ง โดยจะทำหน้าที่เจรจาทางเทคนิคและข้อกฎหมาย สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เพื่อให้ได้เขตแดนที่ชัดเจนระหว่างสองประเทศ จะมีการจัดการประชุมปีละ 1 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. 2568 เส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาจะชัดเจนหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับกลไกนี้นั่นเอง สุรชาติ ยังให้ข้อคิดไว้ว่า อำนาจทางทหารไม่ใช่ปัจจัยในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ และการสร้างภาพในประเทศ อาจจะไม่ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดขึ้นนอกประเทศ  เขากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า นี่คือความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ยิ่งทำให้เราต้องคิดเรื่องนี้ เพราะในวันนี้เรามีทรัพยากรอยู่กับเราแล้ว เพียงแต่ว่าเราจะเลือกเอาออกมาใช้หรือไม่ เขายังเตือนรัฐบาลไทยว่า หากมัวแต่เดินตามกลุ่มขวาจัด ไทยก็จะไม่ได้อะไรเลย  * รายงานพิเศษ * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * สุรชาติ บำรุงสุข * UNCLOS * กฎหมายทะเล * MOU44 * สุรเกียรติ์ เสถียรไทย * กระทรวงการต่างประเทศ * กัมพูชา * ข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา * เกาะกูด * สรจักร เกษมสุวรรณ * ชุมพร ปัจจุสานนท์

dlvr.it

'จุลพันธ์' ถกสมาคมก่อสร้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ชูต่อ MOU 4 สัญชาติ-ดึงคนงานศรีลังกาเสริม

'จุลพันธ์' ถกสมาคมก่อสร้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ชูต่อ MOU 4 สัญชาติ-ดึงคนงานศรีลังกาเสริม ภาพปก: จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (ภาพจากเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) XmasUser Tue, 2026-08-04 - 14:53 'จุลพันธ์' หารือสมาคมอุตสาหกกรรมก่อสร้างฯ หาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหาความไม่สงบในเมียนมา และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เตรียมข้อเสนอ 5 ข้อ ต่ออายุแรงงาน MOU นิรโทษกรรมแรงงานผิดกฎหมายอยู่และทำงานในไทยได้ชั่วคราว ลดขั้นตอน e-Work Permit ดึงคนงานศรีลังกาเสริม   4 ส.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้โพสต์ข้อความวันนี้ (4 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.58 น. ระบุว่า ที่กระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หารือ ลิซ่า งามตระกูลพิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ เพื่อนำเสนอข้อมูลและร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมา  จุลพันธ์ เผยว่า กระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นเสาหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อคลี่คลายปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน  สำหรับการหารือครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 5 ประเด็นหลัก คือ  1. การขยายระยะเวลาพำนักและทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าว MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (สัญชาติเมียนมา) โดยกรมการจัดหางานได้ร่วมประชุมระดับวิชาการกับทางการเมียนมา เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการยกเว้นระยะเวลาพัก 30 วัน ให้แก่แรงงานเมียนมา MOU ที่ครบวาระ 4 ปี (ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2569) ให้สามารถพำนักและทำงานชั่วคราวต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป 2. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง (นิรโทษกรรม แรงงาน 4 สัญชาติ) กระทรวงแรงงาน โดยคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ประกอบด้วย หน่วยงานความมั่นคง เช่น  กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองทัพบก และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางผ่อนผันให้ แรงงาน 4 สัญชาติ (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และ เวียดนาม) ที่ใบอนุญาตสิ้นสุดลง สามารถอยู่ในราชอาณาจักร และทำงานได้อย่างถูกต้องชั่วคราว (ครั้งละไม่เกิน 2 ปี) โดยคำนึงถึงความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ 3. การอำนวยความสะดวกและเปิดช่องทางนำเข้าแรงงานใหม่จากเมียนมา เนื่องจากด่านผ่านแดนทางบกยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้จากสถานการณ์การสู้รบตามชายแดน ส่งผลให้การนำเข้าแรงงานสัญชาติเมียนมา ตาม MOU ยังคงต้องเดินทางเข้ามาทางอากาศเป็นหลัก แม้ฝ่ายไทยจะเสนอให้เปิดด่านทางบกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทางการเมียนมา แจ้งว่ายังจำเป็นต้องนำเข้าทางอากาศต่อไปเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย 4. การลดขั้นตอนและยกระดับระบบการขอใบอนุญาตทำงานด้วยดิจิทัล (e-Work Permit) โดยกระทรวงแรงงานได้จัดทำระบบ e-Work Permit (Outsourcing Service) เพื่อให้บริการรับคำขอ ออกใบอนุญาต แจ้งเข้า-แจ้งออก และเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้เอกสาร โดยเฉพาะการเปลี่ยนนายจ้าง ที่ไม่ต้องเดินทางไปจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ที่ศูนย์บริการอีกต่อไป สำหรับประเด็นวีซา และประกันสังคม จะมีการประสานงานบูรณาการร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 5. มาตรการเชิงรุกระยะยาว และการจัดหาแรงงานจากประเทศใหม่ (ศรีลังกา) นอกจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่ขยายเวลาผ่อนผันให้ แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ทำงานได้ถึงวันที่ 11 ธ.ค. 2570 แล้ว กระทรวงแรงงานยังเตรียมนำร่องนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา โดยกรมการจัดหางานได้จัดทำ (ร่าง) บันทึกข้อตกลง (Agreement) ฉบับสุดท้าย (Final draft) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างส่งให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ก่อนลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป  * ข่าว * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ * แรงงานข้ามชาติ * ศรีลังกา * เมียนมา * กัมพูชา * จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ * กระทรวงแรงงาน

dlvr.it

แกะรอยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จากปราจีนบุรี ถึงสระแก้ว โยงโรงงาน 'เขาหินซ้อน' จ.ฉะเชิงเทรา

แกะรอยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จากปราจีนบุรี ถึงสระแก้ว โยงโรงงาน 'เขาหินซ้อน' จ.ฉะเชิงเทรา ภาพปก: ภาพจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว (จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ) XmasUser Tue, 2026-08-04 - 12:28 มูลนิธิบูรณะนิเวศ แกะรอยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม-เศษสายไฟบดย่อย จากปราจีนบุรี สู่สระแก้ว แถมพบเบาะแสเชื่อมโยงถึงโรงงานต้องสงสัยในพื้นที่ 'เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา' ด้านผู้ว่าฯ สระแก้ว ตั้งจุดตรวจเข้ม หวังสกัดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เตือนเจ้าของที่ดิน อนุญาตให้ทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ เสี่ยงโทษหนัก จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทั้งหมด   4 ส.ค. 2569 มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานวันนี้ เมื่อ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มูลนิธิฯ เคยรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมทั้งผงสีดำ และสีเทา เศษเปลือกสายไฟจำนวนมากที่ผ่านการแยกทองแดงออก และซากถุงบิ๊กแบ๊กจำนวนมากกระจัดกระจายในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  ล่าสุด จากการติดตามสืบค้นข้อมูลจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ปราจีนบุรี และข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม เราพบว่ากากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบทิ้งที่บ้านโคกไม้แดง อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่าย เพราะจุดที่พบการลักลอบทิ้งในปริมาณมากกลับอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว  ร่องรอยของกากอุตสาหกรรมที่มีลักษณะคล้ายกันในหลายพื้นที่เหล่านี้ นำไปสู่ข้อสงสัยว่าการลักลอบทิ้งใน จ.ปราจีนบุรีและสระแก้ว อาจมีความเชื่อมโยงกัน และอาจมีต้นตอมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงขอไล่เรียงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ปรากฏ เพื่อทำความเข้าใจว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เรารับรู้อะไรเกี่ยวกับเครือข่ายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้บ้าง เริ่มจากการพบเบาะแสลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ปราจีนบุรี ย้อนไปเมื่อ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เผยแพร่คลิปลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังเห็นโพสต์จากเพจ "ที่นี่เขื่อนระบม" แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่ ต.วังท่าช้าง จึงลงพื้นที่ตรวจสอบตามพิกัด พร้อมประสานผู้นำชุมชนให้ร่วมตรวจสอบ ก่อนจะพบของเสียจำนวนมากตรงตามที่มีการร้องเรียน โดยพบกองผงสีดำลักษณะคล้ายขี้เถ้าจากการเผาไหม้หรือจากกระบวนการหล่อหลอม ซากถุงบิ๊กแบ็ก และสายไฟบดย่อย ถูกนำมาทิ้งกระจายอยู่ประมาณ 4 จุด นอกจากนั้น ยังพบบ่อน้ำ 1 แห่งที่มีคราบ และสีของน้ำผิดปกติ ส่งกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมัน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบ  ต่อมา วันที่ 20 ก.ค. 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี รายงานว่า อภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นกรณีพบการลักลอบนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลากหลายประเภทปะปนกันมาลักลอบทิ้ง 4 จุดในพื้นที่เกษตรกรรม ในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ร่วมกับกำนันตำบลวังท่าช้าง และเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง เบื้องต้น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างสิ่งปฏิกูล และวัสดุที่ใช้แล้วจากจุดที่พบทั้งหมด เพื่อส่งให้ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ตรวจวิเคราะห์ความเป็นอันตรายของตัวอย่างดังกล่าว และจะได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อสืบหาผู้กระทำความผิดต่อสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ต่อไป รถบรรทุกลักลอบทิ้งกาก ถูกตำรวจตรวจยึดจริง เมื่อ 23 ก.ค. แต่ต้องให้อุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบต่อ เมื่อ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังตะเคียน ได้จับกุมและตรวจยึดรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวไว้แล้ว เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงจึงติดต่อสอบถาม ทางมูลนิธิฯ สอบถามไปยัง พันตำรวจเอก พงศ์อนันต์ รักษาชาติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน โดยยืนยันว่าทางตำรวจตรวจยึดรถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวไว้จริงตามข้อมูลที่ชาวบ้านแจ้ง ข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 เวลา 00.24 น. ได้ทำการตรวจยึดรถบรรทุกพ่วง 3 คัน พร้อมพบคนขับ 2 ราย หลังพบเหตุ “การลักลอบเทเศษขยะ” ซึ่งได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้ แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ให้ข้อมูลว่า “ต้องให้อุตสาหกรรมเข้ามาตรวจ เราลงไว้คร่าวๆ ไม่ได้ลงให้ดำเนินคดี ลงคร่าวๆ ไว้ว่ามีการนำมาทิ้งไว้แค่นั้นเอง” ต้นทางกากอุตสาหกรรมอาจมาจากโรงงานรีไซเคิลในพื้นที่ 'เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา' จากข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้านในพื้นที่ ระบุว่า คนขับรถบรรทุกได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดโรงงานต้นทาง เมื่อเรานำพิกัดดังกล่าวมาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับโรงงานประเภท 106 (รีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรม) แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จากผลการสืบค้นพิกัดโรงงาน เมื่อนำไปสืบค้นกับเว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า โรงงานแห่งนี้ประกอบกิจการครอบคลุมกิจกรรมหลายประเภทตั้งแต่ “ทำเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันที่ใช้แล้ว ตัวทำละลายที่ใช้แล้ว และน้ำมันปนเปื้อนน้ำ สกัดโลหะมีค่าจากน้ำยาชุบโลหะ อบกากตะกอนที่มีโลหะมีค่าจากอุตสาหกรรมชุบโลหะ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำสารปรับปรุงดินจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ทำวัสดุภัณฑ์ในการก่อสร้าง เช่น อิฐบล๊อก อิฐประสานจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เช่น ทรายหล่อแบบ ผงเหล็กยิงทราย/ขัดผิดเหล็ก ฝุ่นทรายดำ ผลิตเชื้อเพลิงแข็งอัดก้อนจากเศษผ้า เศษยาง เศษพลาสติก เศษกระดาษ เศษไม้ และบดย่อยตะกรันเหล็กที่ไม่เป็นของเสียอันตราย” ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า กากอุตสาหกรรมที่พบในพื้นที่ปราจีนบุรี และสระแก้ว อาจมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของโรงงานดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเอกสารการรับ-ส่งกาก และเส้นทางการขนส่งเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่ากากอุตสาหกรรมที่พบในพื้นที่ต่างๆ มีความเชื่อมโยงกับโรงงานหรือแหล่งกำเนิดดังกล่าวหรือไม่ จากปราจีนบุรี สู่สระแก้ว : พบจุดทิ้งเพิ่มเติม จากการติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ในช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถจากระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกพ่วงที่ถูกตรวจยึดในกรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พบว่าในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา (ก.ค.) รถบรรทุกกลุ่มดังกล่าวเดินทางเข้า-ออกพื้นที่เอกชนแห่งหนึ่งใน ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว หลายครั้ง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จึงลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบร่องรอยการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่พบในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นอกจากนี้ ข้อมูล GPS ยังบ่งชี้อีกว่า รถบรรทุกพ่วงกลุ่มเดียวกันได้เดินทางเข้า-ออกโรงงานประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิล) แห่งหนึ่งใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลายครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงของเส้นทางการขนส่ง จากการสำรวจของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พบอีกว่า ในพื้นที่ ต.ห้วยโจด มีจุดที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 4 จุดหลัก โดยพบกองเศษสายไฟบดย่อยจำนวนมากกระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงจุดที่พบการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงในบ่อน้ำ ซึ่งมีกลิ่นฉุนผิดปกติ สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กับพื้นที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว พบว่า ลักษณะของกากอุตสาหกรรมที่ตรวจพบมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก ทั้งประเภทของวัสดุและรูปแบบการทิ้ง แต่จุดที่น่ากังวลคือ ในพื้นที่ ต.ห้วยโจด พบปริมาณกากอุตสาหกรรมจำนวนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด  “ของที่เห็นก็เป็นขยะประเภทเดียวกัน ก็คือ Solvent (ตัวทำละลาย) สายไฟ เขม่าดินสีดำที่อยู่ในบิ๊กแบ็ก เหมือนกันหมดเลย” สุนทร บอกเล่า เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยังอธิบายต่อว่า ความจริงแล้วการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมประเภทนี้พบเจอต่อเนื่องมาหลายปี น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่มักจะจับผู้กระทำผิด เช่น รถบรรทุกหรือคนขับได้ แต่ไม่เคยเห็นมีการสาวไปถึงต้นตอที่กลุ่มโรงงานที่เป็นต้นทางได้เลยซักครั้ง ดูเหมือนว่าเครือข่ายผู้กระทำผิดจะไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลก็ไม่มีมาตรการป้องกันการเกิดเหตุลับลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซ้ำซาก อีกประเด็นที่สุนทร เน้นย้ำคือ จุดลักลอบทิ้งส่วนใหญ่ที่พบเจอปัญหามักถูกทิ้งไว้เช่นนั้น “ไม่มีกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ มันก็ทำให้ผู้กระทำผิดนี้ย่ามใจ ย้ายที่ทิ้งใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปก็จะมีพื้นที่ลักลอบทิ้งเพิ่มใหม่ไปเรื่อยๆ” หลักฐาน ความเชื่อมโยง ได้เวลาเร่งตรวจสอบ น่าสนใจว่าข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ปรากฏในพื้นที่ปราจีนบุรี และสระแก้ว ช่วงที่ผ่านมา หลายกรณีพบการจับกุมและตรวจยึดรถบรรทุกพ่วงได้ สิ่งหนึ่งที่สามารถใช้เป็นเบาะแสสำคัญในการสืบสวน คือ “เลขทะเบียนรถ” สำหรับการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ระบบควบคุมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยปกติจะต้องมีเอกสารกำกับการขนส่งของเสีย (Waste Manifest) เพื่อระบุแหล่งกำเนิด ผู้ขนส่ง ปลายทาง และประเภทของเสีย แต่ในกรณีนี้เป็นการลักลอบทิ้งกากเถื่อน ย่อมไม่มีข้อมูลนี้ในระบบ แต่การมีเลขทะเบียนรถก็ยังสามารถนำไปตรวจสอบข้อมูลผู้ครอบครองและผู้เกี่ยวข้องกับรถได้จากกรมการขนส่งทางบก ว่ารถบรรทุกพ่วงจดทะเบียนในชื่อบุคคลหรือบริษัทใด มีผู้ครอบครองรถเป็นใคร ผู้ประกอบการขนส่งมีความเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งของเสียหรือไม่ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับโรงงานรีไซเคิลหรือโรงงานกำจัดของเสียใด ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ให้มุมมองว่า โดยทั่วไป การขนส่งกากอุตสาหกรรมจะมีทั้งรถที่อยู่ภายใต้ระบบกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถตรวจสอบเส้นทางและข้อมูลการขนส่งผ่านระบบที่เกี่ยวข้องได้ และรถที่ไม่ได้อยู่ในระบบดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานอื่น เช่น กรมการขนส่งทางบก เพื่อขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง สำหรับรถที่ใช้ขนส่งกากอุตสาหกรรม หากเป็นการขนส่งภายใต้ระบบควบคุมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะมีข้อมูลแหล่งกำเนิด ผู้ขนส่ง และปลายทางตามระบบกำกับ ขณะที่รถที่ไม่ปรากฏอยู่ในระบบดังกล่าว อาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าได้รับอนุญาตหรือเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น เช่น กรมการขนส่งทางบก และข้อมูล GPS เพื่อขยายผล อธิบายเพิ่มเติมในกรณีนี้ได้ว่า หากมีข้อมูล GPS เราสามารถตรวจสอบจาก GPS หรือเส้นทางเดินรถย้อนหลังได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนย้ายกากของเสียได้ด้วย ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถขอตรวจสอบได้ว่า รถเดินทางวันไหน-ออกจากพื้นที่ใด-ผ่านเส้นทางใด-หยุดบริเวณใด และอยู่ใกล้พื้นที่ลักลอบทิ้งหรือไม่ ดังนั้น กรณีตรวจยึดรถบรรทุกลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม “เลขทะเบียนรถ” จะเป็นหลักฐานตั้งต้นที่สามารถใช้สาวย้อนกลับไปหาคนและบริษัท รวมถึงต้นทางของกากได้ เพื่อขยายผลถึงโรงงานต้นตอและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ในภาคความจริง 'หลักฐาน' กลับถูกปล่อยหลุด หากมองย้อนมาที่กรณีการลักลอบทิ้งกากในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง จ.ปราจีนบุรี เราพบข้อมูลการจับกลุ่มตรวจยึดรถบรรทุกพ่วงตามที่ตำรวจในพื้นที่รายงาน แต่ปัจจุบันได้พบรายงานว่ามีการ ‘ปล่อยรถ’ ดังกล่าวออกไปแล้ว ชำนัญ ตั้งข้อสังเกตว่า การวางหลักประกันเอารถออกเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ “ในทางปฏิบัติในการดำเนินคดี เจ้าของรถเขาสามารถวางหลักประกันเพื่อขอนำรอออกไปใช้งาน หรือวางเงินประกันเอาไว้ได้ แต่ในกรณีดังกล่าวได้มีการวางเงินประกันรถหรือไม่ อย่างไร ถึงมีการปล่อยรถที่เป็นของกลางออกไปได้ ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามไปที่พนักงานสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับกรณีดังกล่าวของวังท่าช้าง (ปราจีนบุรี)” ทั้งนี้ ทนายความด้านคดีสิ่งแวดล้อมมองว่า ปัญหาสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายไทยคือ การดำเนินคดียังมุ่งไปที่ปลายทางหรือผู้ขนส่ง มากกว่าการจัดการที่ 'ต้นตอ' ทั้งที่กฎหมายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้กำหนดหลักการ 'ความรับผิดชอบของผู้ก่อกำเนิดกาก' ให้โรงงานต้นทางต้องรับผิดชอบต่อกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงการกำจัดแล้วเสร็จ แต่ในทางปฏิบัติ หลักการดังกล่าวกลับไม่ถูกนำมาใช้ในการขยายผลและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทำให้ตามกฎหมาย พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ก็จะจับเจ้าของที่ดิน จับรถที่มาทิ้ง โดยที่ไม่มีการขยายผลต่อว่ารถเหล่านี้รับงานมาจากที่ใด เพื่อเชื่อมโยงหาต้นทางและเจ้าของกากตัวจริง “ปัญหาที่มันเกิดคือไม่ค่อยมีการขยายผลอย่างจริงจัง ทำให้แหล่งกำเนิดและต้นทางไม่ค่อยได้รับผิดชอบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุอะไรถึงไม่มีการขยายผล ทำให้การสอบสวนมันยุติแต่เพียงแค่พบ และก็จับแค่รถ ซึ่งมันเป็นปลายทาง” ชำนัญ กล่าว  ทั้งนี้ ระหว่างที่รอผลตรวจสอบจากหลากหลายหน่วยงาน เราอยากฝากให้ทุกคนลองรับชมภาพถ่ายชุดนี้ เป็นภาพถ่ายที่เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง บันทึกสภาพจุดลักลอบทิ้งในพื้นที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ที่ตอนนี้ความย่อยยับทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างยากที่จะบรรยายเป็นตัวอักษร จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เรารับรู้ตอนนี้ เครือข่ายการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงพื้นที่ 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว จากปริมาณกากอุตสาหกรรมที่พบ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การลักลอบทิ้งดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการดำเนินการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือต้องเชื่อมโยงตั้งแต่โรงงานต้นทาง การขนส่ง และปลายทางที่เป็นเจ้าของที่ดินเอกชน เพราะกากจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไม่มีทางลอย หรือเดินทางข้ามจังหวัดเองได้ ภาพความเน่าเหม็นของกากตรงหน้า กำลังตั้งคำถามกับผู้รับผิดชอบทั้งหมดในสมการนี้ เพราะผลแห่งความผิดและหายนะทางสิ่งแวดล้อมได้เกิดขึ้นกับผืนดิน และแหล่งน้ำเหล่านี้แล้ว อยู่ที่ว่ากรณีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่พบความเชื่อมโยงข้ามจังหวัดนี้ ระบบที่ติดตามตรวจสอบจะหาผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เกิดจุดลักลอบทิ้งเพิ่มเติมในจุดถัดไป อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผู้ว่าฯ สระแก้ว ตั้งจุดตรวจเข้ม สกัดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันนี้ (4 ส.ค.) ปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, เชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าฯ และสุเทพ ชัยวัฒน์ ปลัดจังหวัด สั่งการด่วนให้ทุกอำเภอและสถานีตำรวจ ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนย้ายและทิ้งขยะติดเชื้อ ของเสียอันตราย รวมถึงกากอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างเด็ดขาด สำหรับ​การปฏิบัติงานดังกล่าว เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง, ตำรวจ, กอ.รมน., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, สมาชิก อส. และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) กระจายกำลังตั้งจุดตรวจสกัดตามห้วงเวลาที่กำหนด โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ (30 ก.ค. 69) เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สำหรับ ​4 จุดตรวจสกัดหลัก ครอบคลุมเส้นทางสำคัญที่เป็นพื้นที่เข้าสู่ จ.สระแก้ว ทั้ง 4 มุมเมือง ประกอบด้วย ​จุดตรวจบ้านน้ำซับ ถนนสาย 359 เขาหินซ้อน-วัฒนานคร ,​จุดตรวจหน้า สภ.บ้านทับใหม่ , ​จุดตรวจสี่แยกจันท์ (ทางข้ามรถไฟเชื่อมเทศบาลเมืองสระแก้ว - บ้านเขาดิน ต.หนองบอน) และ​จุดตรวจบ้านแก้ง (ถนนสุวรรณศร) ​นอกจากนี้ ยังกำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน หากพบความผิดปกติให้เข้าดำเนินการทันที พร้อมทั้งเตือนภัยประชาชนให้ระวังกลุ่มนายหน้ามาขอเช่าพื้นที่เพื่อทิ้งขยะพิษ ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งประชาสัมพันธ์เตือนเจ้าของที่ดินว่า หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินปล่อยปละละเลยให้มีการนำขยะพิษมาทิ้ง จะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่สำคัญเจ้าของที่ดินจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะพิษทั้งหมดด้วยตนเอง * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ปราจีนเข้มแข็ง * ปราจีนบุรี * ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม * สระแก้ว * ฉะเชิงเทรา * มูลนิธิบูรณะนิเวศ

dlvr.it

ผู้หญิงจีนแห่เรียนอาชีพช่าง วิจัยชี้อาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงมีช่องว่างค่าจ้างแคบกว่า

ผู้หญิงจีนแห่เรียนอาชีพช่าง วิจัยชี้อาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงมีช่องว่างค่าจ้างแคบกว่า วิทยากร บุญเรือง auser15 Tue, 2026-08-04 - 09:29 กระแสผู้หญิงจีนหันมาเรียนอาชีพช่างกำลังขยายตัว ทั้งในเฉิงตูผ่านกลุ่ม Qiangji Women Workers ที่มีผู้สนใจสมัครกว่า 250,000 คน และในหางโจวผ่านกลุ่ม Mulan Build ขับเคลื่อนด้วยความต้องการของผู้หญิงที่อยู่คนเดียวซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 70 ล้านคนภายในปี 2030 แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านการยอมรับและการเลื่อนตำแหน่ง ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งจีนพบว่าอาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงมีช่องว่างค่าจ้างทางเพศแคบกว่าอาชีพที่ผู้หญิงครองสัดส่วนสูง สะท้อนว่าการย้ายไปทำงานสายช่างอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ * กระแสผู้หญิงจีนเรียนอาชีพช่างไฟฟ้ากำลังเติบโต ทั้งกลุ่ม Qiangji Women Workers ในเฉิงตูที่มีผู้สนใจสมัครกว่า 250,000 คนตั้งแต่เปิดตัวเดือนเมษายน 2024 และกลุ่ม Mulan Build ในหางโจว ขับเคลื่อนโดยความต้องการของผู้หญิงที่อยู่คนเดียวซึ่งรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่อมีช่างหญิงเข้าบ้าน * แม้ธุรกิจซ่อมบำรุงหญิงล้วนขยายตัวเร็ว แต่จำนวนช่างหญิงยังตามไม่ทันความต้องการ อย่างแพลตฟอร์ม Xiugou ที่มีช่างไฟฟ้าลงทะเบียนเพียง 138 คน จาก 3,000 คน และผู้เรียนยังเผชิญอุปสรรคด้านการยอมรับ ทั้งลูกค้าที่ไม่เชื่อฝีมือช่างหญิงและครูฝึกที่ไม่เคยเห็นผู้หญิงขอใบอนุญาตทำงานบนที่สูง * งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งจีนที่วิเคราะห์เรซูเม่กว่า 3.2 ล้านคน พบว่าอาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงมีช่องว่างค่าจ้างทางเพศแคบกว่าอาชีพที่ผู้หญิงครองสัดส่วนสูง โดยการเลือกปฏิบัติภายในอาชีพเดียวกันคือสาเหตุหลักของช่องว่างค่าจ้าง มากกว่าความแตกต่างระหว่างอาชีพ ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ทีมช่างผู้หญิงกลุ่มเล็ก ๆ พร้อมกล่องเครื่องมือกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนโฉมทั้งอุตสาหกรรมอย่างเงียบ ๆ และกำลังกลายเป็นกระแสที่ผู้คนบนโลกออนไลน์จับตามอง | ภาพจาก: China Insider News ในห้องเรียนเล็ก ๆ ที่เมืองเฉิงตู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กลุ่มผู้หญิงก้มหน้าก้มตาต่อวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือช่าง ฝึกประกอบและเดินสายไฟตลอด 10 วัน จากงานพื้นฐานอย่างการเดินสายโคมไฟ ไปจนถึงระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนในเครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงระบบไฟที่ใช้ขับเคลื่อนหุ่นยนต์ เมื่อจบหลักสูตรผู้เรียนจะได้ใบรับรองช่างไฟฟ้าระดับต้น ซึ่งเป็นใบเบิกทางเข้าสู่อาชีพที่ผู้ชายครองพื้นที่มานาน หลักสูตรนี้จัดโดย Qiangji Women Workers หรือที่รู้จักในชื่อ 38 Fix ก่อตั้งโดย หลี่ เสี่ยวเสี่ยว (Li Xiaoxiao) อดีตผู้บริหารบริษัทโฆษณาที่สังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงทำงานสายช่างน้อยมาก ตั้งแต่เปิดตัวหลักสูตรในเดือนเมษายน 2024 มีผู้สนใจสมัครเรียนราว 250,000 คน และคลาสแรกที่จัดในเดือนมิถุนายนเต็มภายใน 1 วัน โพสต์ประชาสัมพันธ์คลาสหนึ่งวันบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu มียอดกดถูกใจราว 2,500 ครั้ง พร้อมเสียงเรียกร้องให้เปิดหลักสูตรลักษณะเดียวกันในเมืองอื่นนอกเฉิงตู รูปแบบเดียวกันนี้ปรากฏในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีน ซึ่งกลุ่ม Mulan Build จัดคลาสไฟฟ้าให้ผู้หญิงล้วน ผู้เรียนฝึกปอกสายไฟและต่อวงจรไปจนไฟติดขึ้นทีละดวง เฉิน หนิง (Chen Ning) ผู้ก่อตั้งกลุ่มวัย 27 ปี ระบุว่าคนกำลังก้าวออกจากความคิดเดิมที่ผูกงานบางประเภทไว้กับเพศใดเพศหนึ่ง จากพนักงานออฟฟิศสู่ช่างไฟฟ้า (ซ้าย) เฟิง เยี่ยนหราน (Feng Yanran) ระหว่างเข้าอบรมหลักสูตรทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 (ขวา) แผนผังวงจรไฟฟ้าที่เฟิง วาดขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบ | ภาพจาก: Feng Yanran/Sixth Tone เฟิง เยี่ยนหราน (Feng Yanran) วัย 24 ปี เคยทำงานประชาสัมพันธ์ในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนที่บ้านเกิดเฉิงตู แต่สนใจงานไฟฟ้ามาตลอด หลังย้ายเข้าห้องเช่าแห่งแรกที่ไม่มีชั้นวางของ เธอซื้อโครงเหล็กมาประกอบเองและเรียนรู้การติดตั้งโคมไฟและสวิตช์ด้วยตัวเอง เธอเคยพยายามหาที่เรียนแต่พบว่าคอร์สออนไลน์เน้นทฤษฎีไม่มีภาคปฏิบัติ ขณะที่ช่างไฟฟ้ารุ่นเก่าบางคนปฏิเสธไม่รับลูกศิษย์ผู้หญิง เมื่อเห็นโฆษณาของ Qiangji Women Workers เฟิงจึงลาออกจากงานประจำมาสมัครคลาสระดับสูงที่มีผู้เรียนเพียง 20 คน ซึ่งเธอเป็นคนเดียวที่ยังทำงานประจำควบคู่ไปด้วย ถัน เจียซุน (Tan Jiasun) บรรณาธิการสื่อสังคมออนไลน์วัย 29 ปีในเฉิงตู สมัครคลาสไฟฟ้าแบบ 1 วันด้วยความอยากรู้ และได้ที่เรียนหลังมีผู้สมัครคนอื่นยกเลิกในนาทีสุดท้าย คลาสสอนโดยช่างไฟฟ้าหญิงจากโรงเรียนอาชีวะท้องถิ่น ครอบคลุมพื้นฐานวงจรไฟฟ้าทั่วไปพร้อมภาคปฏิบัติ ผู้เรียนแต่ละคนต่อวงจรขนานสำหรับโคมไฟและปลั๊กไฟจนสำเร็จภายในวันเดียว ที่หางโจว นักเรียนวัย 42 ปี จาง เสวี่ยเฟิน (Zhang Xuefen) เล่าว่าเพื่อนหลายคนของเธอถนัดงานช่างมาตั้งแต่เด็ก ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้ชาย และสามารถส่งต่อให้ผู้หญิงที่อยู่คนเดียวจำนวนมากในปัจจุบันเพื่อจัดการงานซ่อมแซมเล็ก ๆ ในบ้านได้ด้วยตนเอง ขณะที่ สวี เล่อหราน (Xu Leran) วัย 26 ปี กล่าวว่าการให้ผู้ชายเข้าบ้านคนเดียวทำให้รู้สึกกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่การมีช่างผู้หญิงทำให้รู้สึกสบายใจกว่าและสื่อสารกันง่ายกว่า อู๋ ซวง (Wu Shuang) หนึ่งในผู้สอนของ Mulan Build กล่าวว่าปัญหาของผู้หญิงที่อยู่คนเดียวเป็นเรื่องจริงและจับต้องได้ เสียงของพวกเธอถูกมองข้ามมานาน อุปสรรคยังคงมีอยู่ควบคู่กับความสนใจที่เพิ่มขึ้น เฉินกล่าวว่าการเข้าสู่วงการนี้ยากมากสำหรับผู้หญิง และแม้แต่ผู้ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้รับความเคารพเท่าที่ควร ด้าน หลี่ ผู้ก่อตั้ง 38fix ซึ่งบางรายงานเรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า Kale Li ระบุว่าทีมของเธอมักถูกลูกค้าตั้งคำถามมากกว่าปกติ รวมถึงลูกค้าผู้หญิงบางคนที่ไม่เชื่อว่าช่างหญิงมีฝีมือเทียบเท่าช่างชาย อู๋เสริมว่าแพลตฟอร์มหางานบางแห่งระบุตรง ๆ ว่าไม่รับช่างเทคนิคหญิง และผู้หญิงยังเจออุปสรรคเรื่องการเลื่อนตำแหน่งมากกว่า ระหว่างที่เรียนคลาสทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบผู้หญิงล้วน เฟิงเคยถามครูผู้ชายว่าจะเรียนเติมน้ำยาแอร์ได้หรือไม่ ครูตอบว่าต้องมีใบอนุญาตทำงานบนที่สูงเท่านั้น และเมื่อเฟิงถามวิธีขอใบอนุญาตดังกล่าว ครูตอบว่าไม่เคยเห็นผู้หญิงไปสอบมาก่อน ธุรกิจซ่อมบำรุงหญิงล้วนขยายตัวเร็วกว่าจำนวนช่างที่มี สมาชิก Qiangji Nugong ทีมซ่อมบำรุงหญิงล้วนในเฉิงตูที่ก่อตั้งโดยหลี่ในปี 2024 | ภาพจาก: China Insider News Qiangji Nugong ทีมซ่อมบำรุงหญิงล้วนในเฉิงตูที่ก่อตั้งโดยหลี่ในปี 2024 เริ่มต้นด้วยสมาชิก 2 คน ปัจจุบันขยายเป็นราว 10 คน ให้บริการทั้งซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและงานติดตั้งไฟฟ้าภายในบ้าน ทีมนี้เน้นรายละเอียดระหว่างให้บริการ เช่น การสวมผ้าคลุมรองเท้าก่อนเข้าบ้านลูกค้า ปูแผ่นรองพื้นป้องกันความเสียหาย และอธิบายขั้นตอนงานให้ลูกค้าฟังหลังซ่อมเสร็จทุกครั้ง นอกจากงานซ่อมแล้ว ทีมยังร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นและโรงเรียนอาชีวะฝึกอบรมผู้หญิงเพิ่มเติม จนถึงขณะนี้ช่วยให้ผู้หญิงมากกว่า 100 คน ได้รับใบรับรองช่างไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน นอกจาก Mulan Build และ 38fix แล้ว ยังมี Diandian Home Solution บริการงานประปาและประกอบเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้หญิงล้วน เปิดให้บริการในเมืองกว่างโจวและคุนหมิงทางตอนใต้ของจีน มีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu มากกว่า 30,000 คน ที่โพสต์คลิปช่างของทีมโชว์การใช้เครื่องมือ ส่วน หลิว ซิงหวิน (Liu Xingyun) ผู้ก่อตั้งทีม Shero สวมเสื้อผ้าสีชมพูและม่วงพร้อมสว่านไฟฟ้าสีชมพู ถอดชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศระหว่างออกให้บริการถึงบ้านลูกค้า เธอกล่าวว่าไม่อยากให้ใครถูกจำกัดด้วยเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย ก็อยากให้ทุกคนหลุดพ้นจากกรอบทางเพศและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ด้าน หยาง เมิ่งเฉิน (Yang Mengchen) หัวหน้าทีมซ่อมบำรุงและทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าหญิงล้วนอีกทีมหนึ่ง กล่าวว่าการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่อาชีพนี้มีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้หญิงโดยเฉพาะจากพื้นที่ชนบทหรือเมืองเล็กเดินทางเข้าเมืองใหญ่และสร้างอาชีพที่มั่นคงได้ง่ายขึ้น ความต้องการช่างหญิงสอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันวิจัยเป้ยเคอ (Beike Research Institute) สถาบันวิจัยเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จีนจะมีประชากรที่อยู่คนเดียวราว 150-200 ล้านคน โดยกลุ่มผู้ใหญ่วัย 20-39 ปีที่อยู่คนเดียวจะเพิ่มจาก 18 ล้านคน ในปี 2010 เป็นราว 70 ล้านคน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง หลี่ระบุว่าเมื่อจำนวนผู้หญิงโสดที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น หลายคนแสดงความกังวลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการให้ช่างผู้ชายเข้าบ้าน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน แม้ความต้องการเพิ่มขึ้น แต่จำนวนช่างหญิงยังตามไม่ทัน แพลตฟอร์ม Xiugou Everything House ที่ก่อตั้งโดยผู้ใช้นามสกุล เหลียว (Liao) พนักงานการเงินวัย 29 ปี เปิดให้บริการผ่านมินิโปรแกรมบนแอป WeChat ตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เชื่อมผู้ใช้กับช่างหญิงในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้ใช้ทุกคนต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริง และช่างต้องแสดงใบรับรองก่อนให้บริการ ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานหลักพันคนต่อวัน มียอดสั่งบริการสะสมมากกว่า 900 รายการ แต่มีเพียง 400 รายการที่รับงานและทำสำเร็จ ซึ่งทั้งหมดเป็นงานช่างไฟฟ้า จากช่างที่ลงทะเบียนไว้ 3,000 คน มีเพียง 138 คนที่เป็นช่างไฟฟ้า และส่วนใหญ่ทำงานแบบพาร์ตไทม์ เหลียวระบุว่าลูกค้าบางส่วนยังเชื่อว่าช่างชายมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า ผู้ที่เลือกใช้ช่างหญิงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกรู้สึกปลอดภัยกว่าเพราะอยู่คนเดียว และกลุ่มที่สองคาดหวังว่าจะจ่ายน้อยกว่า เพราะคิดว่าผู้หญิงควรคิดค่าบริการถูกกว่าผู้ชาย งานวิจัยชี้อาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงมีช่องว่างค่าจ้างแคบกว่า หลักสูตรฝึกอบรมช่างไฟฟ้า จัดโดย Qiangji Women Workers ณ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 (ภาพเล็กด้านล่างซ้าย) ภาพการ์ตูนแสดงความรู้สึกของเพื่อนร่วมชั้นหลังซ่อมปลั๊กไฟสำเร็จ | ภาพจาก: Tan Jiasun/Sixth Tone ข้อมูลเชิงสถิติจากงานวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งจีน (University of Electronic Science and Technology of China) ที่ตีพิมพ์บนคลังเอกสาร arXiv ให้ภาพเสริมต่อปรากฏการณ์นี้ในเชิงตัวเลข งานวิจัยใช้ข้อมูลเรซูเม่ผู้สมัครงานออนไลน์ในจีน 10,318,484 คน จากปี 2014-2015 หลังคัดกรองข้อมูลที่ครบถ้วนเหลือ 3,266,272 คน แบ่งเป็นชาย 1,957,747 คน และหญิง 1,308,525 คน โดยเน้นวิเคราะห์ 20 อาชีพที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุด ซึ่งรวมกันคิดเป็น 79.83% ของตัวอย่างทั้งหมด ทีมวิจัยใช้อัตราส่วนค่าจ้างหญิงต่อชาย หรือ rfm เป็นตัวชี้วัดหลักของช่องว่างค่าจ้างทางเพศ พบว่าอาชีพที่มีสัดส่วนพนักงานชายสูง เช่น งานวิศวกรรมและช่างเทคนิคสายอาชีพ มีค่า rfm สูงกว่า หมายถึงช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศแคบกว่า ขณะที่อาชีพซึ่งถูกมองว่าเป็นงานของผู้หญิงมากกว่า เช่น นักบัญชีและพนักงานออฟฟิศ กลับมีค่า rfm ต่ำกว่า ความสัมพันธ์นี้มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันอยู่ที่ 0.6558 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value ต่ำกว่า 0.01 งานวิจัยยังคำนวณดัชนี Ducan ซึ่งเป็นดัชนีวัดระดับการแบ่งแยกอาชีพตามเพศ พบว่าข้อมูลชุดนี้มีค่าดัชนีอยู่ที่ 0.398 ต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาที่ดัชนีลดจากราว 0.60 เหลือ 0.47 ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา และฟินแลนด์กับสวีเดนที่ยังอยู่ที่ระดับมากกว่า 0.40 ในปี 2020 ขณะที่ดัชนีเดียวกันซึ่งคำนวณจากสำมะโนประชากรจีนปี 2010 อยู่ที่เพียง 0.243 ต่ำกว่าข้อมูลเรซูเม่ในการศึกษานี้อีก ทีมวิจัยระบุว่าค่าดัชนีต่ำสะท้อนว่าการแบ่งแยกอาชีพตามเพศในจีนไม่รุนแรงมากนัก ทำให้ผู้หญิงเปลี่ยนไปทำงานในอาชีพที่ผู้ชายครองสัดส่วนสูงได้ไม่ยาก เมื่อแยกวิเคราะห์ด้วยวิธี Brown decomposition ทีมวิจัยพบว่าองค์ประกอบของช่องว่างค่าจ้างที่มาจากการเลือกปฏิบัติภายในอาชีพเดียวกัน (WD) คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดที่ 52.06% ขณะที่องค์ประกอบจากความแตกต่างของการกระจายตัวระหว่างอาชีพ (QD) มีสัดส่วนต่ำสุดที่ 2.18% เมื่อรวมองค์ประกอบภายในอาชีพเดียวกันทั้งหมดคิดเป็น 79.79% ของช่องว่างค่าจ้างทั้งหมด สะท้อนว่าการเลือกปฏิบัติระหว่างอาชีพมีบทบาทน้อยกว่าการเลือกปฏิบัติภายในอาชีพเดียวกันมาก เมื่อวิเคราะห์ต่อด้วยวิธี Blinder-Oaxaca ในแต่ละอาชีพ ทีมวิจัยพบว่าส่วนของช่องว่างค่าจ้างที่อธิบายได้ด้วยคุณสมบัติส่วนบุคคล เช่น การศึกษาหรือประสบการณ์ทำงาน มีเพียง 18.53% ขณะที่ส่วนที่อธิบายไม่ได้ ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นส่วนที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติ มีสัดส่วนสูงถึง 81.47% และในบางอาชีพค่าดังกล่าวสูงเกิน 100% ของช่องว่างค่าจ้างที่สังเกตได้จริง ทีมวิจัยยังพบว่ายิ่งอาชีพมีสัดส่วนพนักงานชายสูงเท่าใด สัดส่วนการเลือกปฏิบัติที่อธิบายไม่ได้ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันที่ 0.7544 ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคืออาชีพผู้ควบคุมเครื่องจักรกลและงานขนส่งทั่วไป ซึ่งมีสัดส่วนพนักงานชายสูงถึง 96% และมีค่า rfm อยู่ที่ 1.19 หมายความว่าค่าจ้างเฉลี่ยของผู้หญิงในอาชีพนี้สูงกว่าผู้ชาย แต่ส่วนของการเลือกปฏิบัติที่อธิบายไม่ได้กลับสูงเกิน 200% เมื่อดูข้อมูลการศึกษาของพนักงานในอาชีพนี้พบว่าพนักงานชายมากกว่า 75% จบระดับอนุปริญญา ขณะที่พนักงานหญิงมากกว่าครึ่งจบระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทีมวิจัยตีความว่าค่าจ้างที่สูงกว่าของผู้หญิงในอาชีพนี้มาจากการที่ผู้หญิงต้องมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าผู้ชายจึงจะได้ค่าจ้างเทียบเท่าหรือมากกว่า ที่มา: Jumping to male-dominated occupations: A novel way to reduce gender wage gap for Chinese women (Wei Bai, Zhongtao Yue, Tao Zhou, arXiv, 8 January 2022)  In Chengdu, Women Learn to Rewire a Trade Built for Men (He Qitong, Sixth Tone, 4 September 2024)  These women in China are taking over home repairs, and bookings are booming (China Insider, 24 March 2026)  Repairwomen in China smash stereotypes with power tools (The Straits Times, 17 July 2026)  * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * จีน * ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ * ช่างผู้หญิง

dlvr.it

เผยภาพอองซานซูจีพบผู้แทนกาชาดสากลระหว่างถูกกักบริเวณ

เผยภาพอองซานซูจีพบผู้แทนกาชาดสากลระหว่างถูกกักบริเวณ auser15 Tue, 2026-08-04 - 09:15 อองซานซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่กองทัพพม่าก่อรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ได้พบกับผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC ที่กรุงเนปิดอ ในวันนี้ (3 ส.ค. 69) นับเป็นการติดต่อกับบุคคลภายนอกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่เธอถูกควบคุมตัว โดยการเปิดเผยสภาพเป็นตายร้ายดีของอองซานซูจี เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ รวมถึงสมาชิกอาเซียน ขณะที่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย 6-7 สิงหาคมนี้ อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ และผู้นำพรรคเอ็นแอลดี พบตัวแทน ICRC ภาพถ่ายเมื่อ 3 ส.ค. 2569 | ภาพจาก: DVB  ICRC ระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้แทนขององค์กรได้เข้าเยี่ยมอองซานซูจีตามมาตรฐานและขั้นตอนสำหรับการเข้าเยี่ยมบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ โดยผู้แทน ICRC ได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว ตามแนวทางการทำงานของ ICRC การเข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวยังเปิดโอกาสให้บุคคลดังกล่าวแลกเปลี่ยนข่าวสารกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม ICRC ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพ สภาพความเป็นอยู่ หรือเนื้อหาการสนทนา โดยระบุว่า ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากการเข้าเยี่ยมจะถูกแจ้งต่อหน่วยงานที่ควบคุมตัวเป็นการเฉพาะและเป็นความลับ ICRC ระบุด้วยว่า องค์กรยังคงประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อรักษาและขยายการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวต่างๆ ภายในพม่า รัฐบาลทหารพม่ายังเผยแพร่ภาพถ่ายการพบปะดังกล่าวผ่านสำนักข่าวสารและการแถลงข่าวประธานาธิบดี ภาพแสดงให้อองซานซูจี วัย 81 ปี จับมือและพูดคุยกับอาร์โนด์ เดอ เบก ผู้แทนประจำประเทศและหัวหน้าคณะผู้แทน ICRC ประจำพม่า ภายในห้องที่ตกแต่งด้วยผนังไม้ รัฐบาลทหารไม่ได้เปิดเผยสถานที่ที่แน่นอนหรือรายละเอียดของการสนทนา แต่ระบุว่า การพบปะเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 3 สิงหาคม มีภาพอีกชุดหนึ่งแสดงให้อองซานซูจีกำลังตัดเค้กสีชมพูที่มีข้อความว่า “Happy Birthday Aunty Suu, 19.6.2026” ซึ่งคาดว่าถ่ายเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปีของเธอเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569  ในภาพ อองซานซูจีมีรอยยิ้มและดูผ่อนคลาย โดยไม่ปรากฏอาการเจ็บป่วยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินสุขภาพและสภาพร่างกายของเธอได้จากภาพถ่ายเหล่านี้ การเปิดเผยภาพและการเข้าเยี่ยมของ ICRC เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนานาประเทศ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเรียกร้องให้สามารถเข้าถึงหรือพูดคุยกับอองซานซูจี และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองในพม่า มีรายงานด้วยว่า พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีและผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เตรียมเยือนกรุงเทพฯ ระหว่าง 6-7 สิงหาคมนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศในอาเซียนเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากลาว โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย เดินทางไปเยือนอินเดียและจีนมาแล้ว ภายหลังจากรัฐบาลทหารพม่าจัดเลือกตั้งและพรรคที่สนับสนุนกองทัพพม่าชนะเลือกตั้ง คิม อาริส บุตรชายของอองซานซูจีซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน แสดงความยินดีต่อข่าวการพบปะ แต่ระบุว่ายังมีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและสภาพความเป็นอยู่ของมารดาที่ยังไม่ได้รับคำตอบ “แม้ข่าวนี้จะทำให้ผมมีความหวัง แต่ผมยังคงระมัดระวัง การพบปะที่มีรายงานเพียงครั้งเดียวไม่อาจตอบคำถามที่ครอบครัวของผมต้องเผชิญมาตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีได้” อาริสกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ก่อนหน้านี้ อาริสและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยชาวพม่าได้จัดการรณรงค์ “Proof of Life” เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระว่าอองซานซูจียังมีชีวิตอยู่ ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีสุขภาพแข็งแรง ด้านสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง หรือ AAPP ระบุว่า การที่ ICRC สามารถเข้าเยี่ยมอองซานซูจีได้ถือเป็นผลจากแรงกดดันร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ อาเซียน และเครือข่ายรณรงค์ในพม่า อย่างไรก็ตาม AAPP ชี้ว่า การเข้าเยี่ยมผ่านกลไกของ ICRC ยังสะท้อนว่ารัฐบาลทหารปฏิบัติต่ออองซานซูจีในฐานะผู้ถูกควบคุมตัวหรือนักโทษการเมือง พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอและนักโทษการเมืองทุกคนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข อองซานซูจีถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นวันที่กองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เธอถูกดำเนินคดีในการพิจารณาคดีที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะและเคยได้รับโทษจำคุกรวม 33 ปี ก่อนที่รัฐบาลทหารจะลดโทษบางส่วนหลายครั้ง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลทหารประกาศย้ายอองซานซูจีจากเรือนจำไปควบคุมตัวสถานที่ที่กำหนด พร้อมลดโทษของเธอและนิรโทษกรรมนักโทษประมาณ 1,500 คน จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้สังเกตการณ์อิสระ ครอบครัว หรือทนายความออกมายืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัว สุขภาพ และสภาพความเป็นอยู่ของอองซานซูจี   ที่มา:  Myanmar: ICRC visits Daw Aung San Suu Kyi, ICRC, 3 August 2026  Aung San Suu Kyi meets Red Cross official in rare publicized meeting since 2021 arrest during coup, DVB, 3 August 2026  Myanmar regime allows Aung San Suu Kyi to meet with International Committee of the Red Cross, DVB, 3 August 2026  * ข่าว * ต่างประเทศ * พม่า * อองซานซูจี * นักโทษการเมือง * AAPP * กักบริเวณ * รัฐบาลทหารพม่า

dlvr.it

สุรพศ ทวีศักดิ์: เมื่อศาสนาหมดหน้าที่ แล้วปรัชญาล่ะ

สุรพศ ทวีศักดิ์: เมื่อศาสนาหมดหน้าที่ แล้วปรัชญาล่ะ sarayut Tue, 2026-08-04 - 07:55 ในมุมมองแบบเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) นักปรัชญาและนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ศาสนาให้คำตอบที่ครอบคลุมทุกเรื่อง เช่นว่ามนุษย์ โลก จักรวาล และสรรพสิ่งมีที่มาและที่ไปอย่างไร ชีวิตที่ดี สังคม และการเมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร เป็นต้น แต่มีคำตอบเพียงน้อยนิดที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นจริงและมีเหตุผลควรยอมรับ วิทยาศาสตร์ให้คำตอบที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นจริงและมีเหตุผลสนับสนุนน่าเชื่อถือมากกว่าศาสนา แต่คำตอบหรือความรู้ที่ได้จากวิทยาศาสตร์ยังจำกัด หรือไม่ครอบคลุมทุกเรื่องที่สำคัญต่อชีวิต สังคม และโลก เพราะยังมีอีกหลายสิ่งในจักรวาลหรือในโลกที่วิทยาศาสตร์ยังให้คำตอบไม่ได้ หรือมีเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่องที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถจะให้คำตอบได้เลย เช่นเรื่องจิตวิญญาณ ศีลธรรม ความงาม หรือคุณค่านามธรรมอื่นๆ ที่มีความหมายต่อชีวิต สังคม และโลก รัสเซลล์เห็นว่าปรัชญา (philosophy) “อยู่กึ่งกลาง” ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ บทบาทของปรัชญา คือการวิเคราะห์ให้เห็นส่วนที่มีเหตุผล มีคุณค่า และความหมายที่ดีต่อชีวิตและสังคมในความเชื่อทางศาสนาต่างๆ และวิพากษ์ส่วนที่เป็นอำนาจครอบงำ ไร้เหตุผล และอันตรายในนามของศาสนาต่างๆ ขณะเดียวกันปรัชญาก็ทำหน้าที่ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และวิพากษ์วิทยาศาสตร์เพื่อให้เห็นทั้งด้านที่มีประโยชน์ และด้านที่อาจเป็นอันตรายเช่นกัน จากนั้นจึงพยายามให้ข้อเสนอว่าบทบาทของศาสนาและวิทยาศาสตร์ที่น่าจะมีความหมายต่อการลดความทุกข์นานา และเพิ่มความสุข หรือความเป็นธรรมแง่ต่างๆ แก่ชีวิต สังคม และโลกควรเป็นอย่างไร  ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) ผู้เขียนหนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind” คิดคล้ายกันกับรัสเซลล์ แต่เขาชี้ชัดลงไปว่าศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ ทั้งด้านศีลธรรม มนุษยธรรม ศิลปะ และการเชื่อมโยงผู้คนหลอมรวมเป็นสังคมที่มีความไว้วางใจและร่วมมือกัน แต่ศาสนาก็สร้างความเสียหายไว้มากมายด้วย (เช่นการล่าแม่มดพวกนอกรีต สงครามศาสนา สงครามระหว่างนิกายศาสนา การก่อการร้ายในนามศาสนา การเหยียดเพศ ฯลฯ) ปัจจุบันบทบาทศาสนาที่ยังเหลืออยู่ คือการมอบอัตลักษณ์ให้กับคนแต่ละกลุ่ม ซึ่งมักจะเป็นผลเสีย เพราะแทนที่จะสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในประชาคมโลก สิ่งที่ศาสนาก่อให้เกิดในตอนนี้คือเผ่าพันธุ์นิยมและชาตินิยม (tribalism and nationalism) ที่เป็นอุปสรรรคต่อการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ในระดับที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่า สำหรับแฮรารี ศีลธรรม (morality) และจิตวิญญาณ (spirituality) ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับศาสนา เพราะจริงๆ แล้ว ศีลธรรมเป็นเรื่องของการพยายามลดความทุกข์ร้อนในโลกใบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้น เพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่เราต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ และเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณมากกว่าการมีศาสนา เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ แฮรารีแยกว่าspirituality เป็นเรื่องของคำถาม religion เป็นเรื่องของคำตอบ กล่าวคือ จิตวิญญาณเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำถามใหญ่ๆ เช่น ความตระหนักรู้คืออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร คำถามเช่นนี้ทำให้เราออกเดินทางแสวงหาคำตอบ มีความกล้าและพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ได้ที่คำถามจะพาเราไป เพราะมันสำคัญสำหรับเรามาก ส่วนศาสนาเป็นเรื่องของคำตอบ คนอื่น (เช่น ศาสนจักร นักบวช ผู้เผยแพร่ศาสนา) บอกเราว่านี่แหละคือคำตอบ เราต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่เชื่อก็จะถูกแผดเผาในนรก หรือไม่เราก็อาจจะถูกจับเผาไฟเสียเอง (เหมือนที่เคยถูกเผาทั้งเป็นในยุคกลาง หรือการถูกเฆี่ยนในที่สาธารณะเพราะทำผิด “กฎหมายศาสนา” ในปัจจุบัน) วิถีแบบศาสนาจึงตรงกันข้ามกับจิตวิญญาณ เราจำเป็นต้องมี spirituality แต่ไม่จำเป็นต้องมี religion ก็ได้ และคำถามด้านจิตวิญญาณก็เป็น คำถามด้านปรัชญา ที่กลายมาเป็นคำถามในเชิงปฏิบัติไปแล้ว เช่น เจตจำนงเสรี (free will) และความหมายของความเป็นมนุษย์ ล้วนเป็นประเด็นที่เราถกเถียงทางปรัชญามายาวนาน และยังจำเป็นในโลกปัจจุบันและอนาคต (ความคิดของแฮรารีที่พูดถึงในบทความนี้อ้างอิงจาก https://anontawong.com/2020/12/24/harari-religion/?fbclid=IwY2xjawTZLRpleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFoOGZhSXJOWDM1TWQxaTR1c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHqCWcChLkDRH3U8-fTZzWc6HzaZXdQ-kq8WZrPSKswb4GYhkGy530mhKG6V0_aem_GA32urxUbCYDt7JOQm0gbw) น่าสังเกตว่า religion ที่แฮรารีพูดถึง คือ religion ในความหมายแบบตะวันตกที่นิยามว่า “ศาสนาคือความเชื่อในเทพหลายองค์หรือพระเจ้าองค์เดียว” ซึ่งเป็นนิยามที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศาสนาในอารยธรรมตะวันตก ขณะที่นักคิดตะวันตกมองว่า “พุทธศาสนาเป็นปรัชญาแบบหนึ่ง” เพราะไม่มีระบบความเชื่อที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้าเข้าด้วยกัน มนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้าองค์นั้นองค์นี้เพื่อประพฤติตนให้ดี ปรัชญาเป็นเรื่องของการตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง มากกว่าที่จะเชื่อพระเจ้า หรือคนอื่นๆ  แต่พระและชาวพุทธบ้านเราดูจะไม่เห็นด้วยที่นักคิดตะวันตกมองพุทธศาสนาเป็นปรัชญา พวกเขาพยายามที่จะยืนยันว่าพุทธศาสนา “ไม่ใช่ปรัชญา” แต่เป็น “ศาสนา” ที่เน้นการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ทั้งๆ ที่การตั้งคำถามใหญ่ๆ ในชีวิต และการออกเดินทางใช้ชีวิตแบบผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ที่สิทธัตถะทำให้เห็นนั่นแหละที่เป็น “ปรัชญาชีวิต” แบบหนึ่งในความหมายที่นักคิดตะวันตกชี้ให้เห็น ที่พระและชาวพุทธคิดเช่นนั้น อาจเป็นเพราะถูกครอบงำให้เชื่อโดยอิทธิพลของพุทธแบบไทย ที่เป็น “พุทธราชาชาตินิยม” ซึ่งเป็นศาสนาเชิงสถาบันที่รับใช้ “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” ที่ถือว่ากษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจนำทางการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งผลิตสร้างและผลิตซ้ำโดยชนชั้นนำ ซึ่งก็คือพุทธที่มีความเป็นศาสนาแบบที่แฮรารีเรียกว่าเป็น “ศาสนาที่ก่อให้เกิดเผ่าพันธุ์นิยมและชาตินิยม (tribalism and nationalism) ซึ่งเป็นอุปสรรรคต่อการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ในระดับที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่า” ไม่ใช่พุทธแบบปรัชญาที่เป็นพลังทางศีลธรรมและจิตวิญญาณในความหมายที่ชวนเราตั้งคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร เพื่อให้เรามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก ของมนุษย์ และพยายามมีส่วนร่วมลดความทุกข์ร้อนในโลกใบนี้ พุทธราชาชาตินิยมเน้นการโฆษณาชวนเชื่อให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปลุกระดมให้เราเชื่อว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้บุญมากกว่าบาป” และปลุกเร้าให้เราสนับสนุนการรบกับเพื่อนบ้าน มากกว่าที่จะเรียกร้องการเจรจาแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี อีกทั้งยังปลุกเร้าความเกลียดชังต่อฝ่ายคิดต่างทางการเมืองที่ต่อสู้เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย กระทั่งสาปแช่งนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกกดปราบด้วยมาตรา 112 อย่างขัดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย  ผมเห็นด้วยกับแฮรารีว่าศาสนาแบบที่มอบอัตลักษณ์ให้กับคนแต่ละกลุ่ม และก่อให้เกิดเผ่าพันธุ์นิยมและชาตินิยม แทนที่จะสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีกันในประชาคมโลกเป็นศาสนาที่สร้างปัญหา ซึ่งพุทธราชาชาตินิยมก็เป็นหนึ่งในศาสนาประเภทนี้อย่างชัดเจน และพุทธราชาตินิยมยัง หล่อหลอมให้ชาวพุทธบ้านเราให้มีทัศนคติแบบ “ด้อยค่าปรัชญา” โดยไม่ต้องเข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าปรัชญาคืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร ที่แย่ที่สุดคือ “พุทธปรัชญา” ก็ถูกกดทับด้วยเงามืดของพุทธราชาชาตินิยมมาตลอด ทำให้พุทธปรัชญาไม่สามารถเปล่งแสงสว่างเป็นพลังทางปัญญาที่ชวนให้เราตั้งคำถามถึงคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตและสังคมที่ดี หรือสังคมที่มีเสรีภาพ เท่าเทียม และเป็นธรรมอย่างสอดคล้องยุคสมัย แฮรารียังชี้ให้เห็นอีกว่าศาสนาทำสิ่งดีๆ และแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว แต่มันกำลังสูญเสียบทบาทที่เคยเป็นที่พึ่งของผู้คนไป สมัยก่อนเราเจ็บป่วยไปหานักบวช ฝนไม่ตกไปโบสถ์เพื่อสวดอ้อนวอน แต่ปัจจุบันเราไปหาหมอ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ดีกว่ามากแล้ว แต่ในโลกที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้า คำถามที่ว่า “แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไร” หรือคำถามด้านจิตวิญญาณและศีลธรรมในความหมายที่ช่วยให้เราเข้าใจความทุกข์ร้อนในด้านต่างๆ ของชีวิต สังคม และโลกอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะมีส่วนร่วมช่วยกันลดความทุกข์ร้อนต่างๆ เหล่านั้น ยังคงเป็นคำถามที่จำเป็น ซึ่งปรัชญาทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าศาสนา นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของอีลอน มัสก์เร็วๆ นี้ที่ว่า “อีก 5 ปี AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ และอีก 10 ปี มนุษย์จะไม่ใช่ผู้ควบคุมโลกอีกต่อไป” แน่นอนอีลอน มัสก์อาจดูน่ารังเกียจในแง่ที่เขาเป็นนายทุนใหญ่สนับสนุนอำนาจนิยมแบบโดนัล ทรัมป์ และทำอะไรหลายๆ อย่างขัดกับหลักความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย แต่คำทำนายของเขาก็น่าคิดว่าถ้าวันหนึ่งโลกของเรามีหุ่นยนต์ AI ทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด บทบาทของมนุษย์ก็จะเหลือเพียงการเป็นผู้บริโภค และการวางระบบจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริโภคที่เป็นธรรม ไม่ให้มีความอดอยากยากจนบนโลกใบนี้อีกต่อไป แปลว่าบทบาทที่เหลือของมนุษย์ จะเน้นหนักไปที่บทบาททางการเมืองและศีลธรรมในการลดความทุกข์ร้อนของโลกใบนี้ ด้วยการคิดเรื่องการวางระบบกระจายทรัพยากรเพื่อการบริโภคที่เป็นธรรมแก่คนทุกกลุ่ม ดังนั้น ปัญหาท้าทายในอนาคตยุคที่ AI เป็นแรงงานแทนมนุษย์ ก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรแก่ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของเราโดยตรง พูดอีกอย่างปัญหาด้านจิตวิญญาณซึ่งเป็นเรื่องของการตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่าและความหมายของชีวิตยังคงมีอยู่ เช่นจากที่เราเคยเชื่อว่าความหมายของชีวิตขึ้นอยู่กับการทุ่มเททำงานหนักเพื่อความมั่งคั่งและชื่อเสียง ฯลฯ เมื่อหุ่นยนต์ AI ทำงานแทนเราเกือบหมด แล้วความหมายของชีวิตเราคืออะไร ส่วนคำถามทางศีลธรรมที่เป็นเรื่องของการลดความทุกข์ร้อนนานาในชีวิต สังคม และโลก ก็ยังเป็นคำถามสำคัญในอนาคตเมื่อเราอาจต้องเผชิญหน้ากับระบบชนชั้นและความไม่เป็นธรรมที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมในยุคที่ AI ฉลาดกว่า และมันเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางของโลกได้มากกว่า ซึ่งอาจมีกลุ่มคนบางชนชั้นที่มีอำนาจควบคุม AI เหนือคนส่วนใหญ่ แน่นอนว่าศาสนาที่แม้แต่ปัจจุบันก็ยังตามความก้าวหน้าของโลกสมัยใหม่ไม่ทัน คงจะ “หมดหน้าที่” ในการชี้นำทางความคิด จิตวิญญาณ และศีลธรรมในโลกอนาคต (อาจจะ) โดยสิ้นเชิง  แต่ที่น่าเศร้าคือ ปัจจุบันนี้สังคมหลายๆ ที่ในโลกก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของศาสนาด้านที่ครอบงำด้วยการสร้างอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์นิยมและชาตินิยมเลย โดยเฉพาะในบ้านเรา พุทธราชาชาตินิยมยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะที่โลกอนาคตซึ่งเป็นโลกแบบที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลกยี และปรัชญาจำเป็นต่อการมีชีวิตและสังคมที่ดีมากกว่า กำลังไล่ล่าให้เราต้องเร่งปรับตัวทุกเวลานาที!      * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สุรพศ ทวีศักดิ์ * พุทธศาสนา * ปรัชญา * เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ * ยูวัล โนอาห์ แฮรารี * Yuval Noah Harari * พุทธราชาชาตินิยม

dlvr.it

ความจำเป็นของยูโทเปียในโลกจริง (Real Utopias)

ความจำเป็นของยูโทเปียในโลกจริง (Real Utopias) ไมเคิล บูราวอย เขียน ภาคิน นิมมานนรวงศ์ แปล   sarayut Tue, 2026-08-04 - 06:58 เอริค โอลิน ไรท์ (Erik Olin Wright) เป็นผู้บุกเบิกฟื้นฟูแนวคิดมาร์กซิสต์ งานของเขาเกี่ยวกับตำแหน่งของชนชั้นที่ขัดแย้งกันเองภายใน (contradictory class locations) ซึ่งสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ทาบทับกันระหว่างชนชั้นหลักๆ ตามแนวคิดของมาร์กซ์ พัฒนากลายเป็นโครงการในระดับโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้กับการวิเคราะห์ชนชั้นทั่วโลก ไรท์ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรากฐานเชิงตรรกะและความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ของชนชั้นตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ผลงานสำคัญของเขาได้แก่ Classes (1985), Class Counts (1997) และหนังสือเล่มสุดท้าย Understanding Class (2015) นักวิชาการส่วนใหญ่อาจพอใจกับโครงการระดับโลกใหญ่ๆ ระดับนี้สักแค่หนึ่งโครงการ แต่นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ไรท์ก็ได้ริเริ่มโครงการระดับโลกโครงการที่สอง นั่นคือ “โครงการยูโทเปียในโลกจริง” (Real Utopias Project) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบสังคมนิยมที่มีอยู่ในสหภาพโซเวียตและประเทศบริวารล่มสลาย จีนเปลี่ยนผ่านสู่รัฐทุนนิยม ขณะที่เสรีนิยมใหม่ก็กำลังเฟื่องฟู เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้หลายคนประกาศว่ามาร์กซิสม์สิ้นสุดลงแล้ว แต่ไรท์มองมุมกลับ เขามองว่านี่เป็นโอกาสในการฟื้นฟูมาร์กซิสม์ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นรูปธรรมถึงอนาคตแบบสังคมนิยมที่แท้จริง โดยเป็นอิสระจากสายสัมพันธ์กับรัฐแบบพรรคการเมืองของทั้งโซเวียตและจีน เขาเห็นว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวลงหลักปักฐานอยู่ในสถาบันที่มีอยู่เดิม ซึ่งเติบโตขึ้นจากรอยแยกของทุนนิยมหรืองอกเงยจากการที่ทุนนิยมต้องพึ่งพาแรงงาน ไรท์สร้างสถาปัตยกรรมทางทฤษฎีอันซับซ้อนสำหรับยูโทเปียในโลกจริงไว้ในผลงานชิ้นเอก Envisioning Real Utopias (2010) และต่อมานำเสนอความคิดของตนในรูปแบบแถลงการณ์ชื่อว่า How to be an Anticapitalist in the 21st Century (2019) ซึ่งตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 13 ภาษาหลังจากที่เขาเสียชีวิต ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง เขาเป็นแรงบันดาลใจไม่เพียงกับนักวิชาการ แต่รวมถึงสาธารณชนในวงกว้างที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม บทสนทนากับบรรดาผู้สร้างยูโทเปียในโลกจริงทำให้ไรท์วิเคราะห์หลักการพื้นฐาน ความขัดแย้งภายใน รวมถึงเงื่อนไขของการดำรงอยู่และการเผยแพร่ยูโทเปียเหล่านี้ออกไป เขาจัดสัมมนาทั้งในภาควิชาที่เขาสังกัดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และในพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของยูโทเปียในโลกจริง สัมมนาเหล่านี้ได้กลายเป็นหนังสือชุดที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Verso แม้จะสร้างความก้าวหน้าไว้มากมาย แต่ไรท์ก็ทิ้งภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นไว้ให้กับเรา ในการประสานยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียวในฐานะโครงการการต่อต้านทุนนิยม ในหนังสือ Envisioning Real Utopias ไรท์ระบุลักษณะที่เป็นอันตรายของทุนนิยมที่ยูโทเปียในโลกจริงมุ่งแก้ไข และอ้างว่ารากฐานของความพยายามเหล่านี้ก็คือภาคประชาสังคม (civil society) เขาพยายามฟื้นฟู สังคมให้กับสังคมนิยม ใน How to be an Anticapitalist in the 21st Century ไรท์วางรากฐานยูโทเปียในโลกจริงบนค่านิยมที่พวกเขายึดถือ ได้แก่ ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย ความยุติธรรมทางสังคม และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (solidarity) ซึ่งล้วนเป็นค่านิยมที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับทุนนิยม แต่สามารถเป็นจริงได้เพียงบางส่วนภายใต้ระบบทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนนักว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังยูโทเปียในโลกจริง และพวกเขาต่อต้านทุนนิยมในแง่ไหน ในบทความสั้นๆ นี้ ผมจะเสนอว่าคำตอบหนึ่งสำหรับคำถามเหล่านี้สามารถพบได้ในหนังสือ The Great Transformation (1944) ของคาร์ล โพลานยี (Karl Polanyi) ทว่าแนวคิดของโพลานยีก็มีข้อจำกัดในตัวเอง จึงจำเป็นต้องเติมเต็มด้วยทฤษฎีมาร์กซิสต์เกี่ยวกับพลวัตของทุนนิยม วงจรจะสมบูรณ์เมื่อเราตระหนักว่าทฤษฎีมาร์กซิสต์ต้องอาศัยแนวทางของไรท์ในการเปลี่ยนยูโทเปียในจินตนาการไปสู่ยูโทเปียในโลกจริง ค้นหาเอกภาพของยูโทเปียในโลกจริง โครงสร้างของหนังสือ Envisioning Real Utopias ของไรท์นั้นเรียบง่ายแต่ลงตัว ประกอบด้วยการวิพากษ์ทุนนิยม (ข้อวินิจฉัย) ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากทุนนิยม (ทางออก) และปัญหาของการเปลี่ยนแปลง (การรักษา) ไรท์วิพากษ์ทุนนิยมทั้งหมด 11 ประเด็น กล่าวโดยสรุป เขาเห็นว่าทุนนิยมสืบทอดความทุกข์ทรมานของมนุษย์ที่ไม่จำเป็น ขัดขวางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล ละเมิดหลักความเท่าเทียม ไร้ประสิทธิภาพในแง่มุมสำคัญๆ โน้มเอียงไปทางบริโภคนิยม ทำลายสิ่งแวดล้อม คุกคามค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือ ส่งเสริมลัทธิทหารนิยมและจักรวรรดินิยม กัดกร่อนชุมชน และจำกัดประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นข้อวิจารณ์ที่รุนแรงไม่น้อยเลย แม้องค์ประกอบเหล่านี้จะเชื่อมโยงใกล้ชิดกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เห็นแก่นที่เป็นเอกภาพหรือเป็นหัวใจหลักของการวิพากษ์แต่อย่างใด หากจะมีอะไรที่เป็นเอกภาพ สิ่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในการวิพากษ์ทุนนิยม แต่อยู่ที่ทางออก หรือก็คือการเสริมพลังให้กับประชาสังคมในการเผชิญหน้ากับระบบเศรษฐกิจและรัฐ เป็นการฟื้นฟูความเป็นสังคมให้กับสังคมนิยม ไรท์ละทิ้งแนวคิดยูโทเปียในจินตนาการ (imaginary utopia) ที่เคยครอบงำประวัติศาสตร์สังคมนิยม และออกค้นหา “ยูโทเปียในโลกจริง” (real utopias) ซึ่งหมายถึง การรวมตัวที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันในลักษณะสถาบันหรือกลุ่มองค์กรที่มีลักษณะต่อต้านทุนนิยม ซึ่งเติบโตขึ้นจากช่องวางของทุนนิยมหรือเกิดขึ้นควบคู่ไปกับพัฒนาการของทุนนิยม ตัวอย่างของยูโทเปียในโลกจริงที่เขาชื่นชอบ อาทิ เงินอุดหนุนรายได้พื้นฐาน (basic income grant) สหกรณ์ (cooperatives) วิกิพีเดีย การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และเศรษฐกิจเชิงสังคม (social economy) โครงการของไรท์คือการทำงานร่วมกับนักปฏิบัติในการสร้างแนวคิดยูโทเปียในโลกจริงในทางทฤษฎี และวิเคราะห์เงื่อนไขการดำรงอยู่ การเผยแพร่ รวมถึงความขัดแย้งภายใน ยูโทเปียในโลกจริงเป็นการต่อต้านทุนนิยมในแง่ที่มันท้าทายลักษณะอันตรายอย่างน้อยหนึ่งประการของทุนนิยม ไรท์สร้างชุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านทั้งแบบพึ่งพาอาศัย (symbiotic) แบบแทรกตัว (interstitial) แบบถอนตัว (exit) และแบบแตกหัก (rupture) แต่ค่อนข้างระมัดระวังในการระบุว่าใครคือผู้กระทำการ (agents) ของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาไม่ได้เชื่อมโยงยูโทเปียที่เป็นจริงเหล่านี้เข้ากับทฤษฎีพลวัตของทุนนิยม ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เขาไม่ได้เชื่อมโยงยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้เข้ากับทฤษฎีพลวัตของทุนนิยม ซึ่งอาจอธิบายการเกิดขึ้นและความท้าทายที่มีต่อทุนนิยมได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงหันไปพึ่งแนวคิดของคาร์ล โพลานยี และมาร์กซ์เพื่อกอบกู้โครงการของไรท์ จากไรท์สู่โพลานยี โพลานยีเองก็หลงใหลในยูโทเปียในโลกจริง ทั้งแนวคิดชุมชนนิยมของโรเบิร์ต โอเว่น การเติบโตของสหกรณ์ และจุดกำเนิดของสังคมนิยมแบบกิลด์หรือสมาคมวิชาชีพ (guild socialism) ทั้งหมดนี้ฝังรากอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ซึ่งต่อต้านการทำให้แรงงานเป็นสินค้าแบบไร้การควบคุม เราจะเห็นกันต่อไปว่ายูโทเปียในโลกจริงของไรท์ก็สามารถมองได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือความสัมพันธ์ของพวกมันกับระบบทุนนิยมเป็นอย่างไร โพลานยีมองว่าฟาสซิสม์ สตาลินิสม์ และสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่นำโดยรัฐต่อการทำให้เป็นตลาดแบบไร้การควบคุม (state-led reactions to unregulated marketization) แต่อะไรคือความเชื่อมโยงทางตรรกะระหว่างแนวคิดตลาดเสรีแบบสุดขั้ว (market fundamentalism) ที่ปรากฏขึ้นเป็นระยะกับระบบทุนนิยม คำใบ้อยู่ในแนวคิดชื่อดังเรื่องปฏิทรรศน์ของโพลานยี (Polanyi Paradox) ซึ่งหมายถึงการที่เขาไม่สามารถคาดการณ์ถึงการเติบโตครั้งที่สามของการทำให้เป็นตลาดที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1970 ซึ่งเรารู้จักกันในนามลัทธิเสรีนิยมใหม่ ผมเรียกมันว่าการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สาม (third-wave marketization) เพราะโพลานยีเองอธิบายไว้ว่าการทำให้เป็นตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีทั้งหมดสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยเน้นหนักไปที่ปฏิกิริยาต่อการทำให้แรงงานเป็นสินค้า และครั้งที่สองเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งขับเคลื่อนโดยการทำให้เงิน (ทุนการเงิน) เป็นสินค้า คลื่นลูกแรกของการทำให้เป็นตลาดนำไปสู่ปฏิกิริยาของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คลื่นลูกที่สองนำไปสู่ปฏิกิริยาของรัฐ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่ก้าวหน้าและส่วนที่เป็นภัยต่อสังคม โพลานยีระมัดระวังเป็นพิเศษกับการตอบโต้แบบฟาสซิสต์ โพลานยีเชื่อว่ามนุษยชาติจะไม่มีวันกล้าทดลองกับความเป็นตลาดสุดขั้วอีก มนุษย์คงจะไม่ยอมเสี่ยงกับหายนะของตลาดที่ไร้การควบคุม ซึ่งสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “สินค้าจอมปลอม” ประกอบด้วยแรงงาน เงิน และธรรมชาติ อันเป็นสินค้าที่มูลค่าใช้สอยถูกทำลายลงเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนโดยไร้การควบคุม แต่เขาคิดผิด การทำให้เป็นตลาดรอบใหม่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นความเป็นไปได้นี้ ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขามีแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับความเป็นตลาดสุดขั้ว ซึ่งเขามองว่าเป็นยูโทเปียอันน่าหวาดกลัว ซึ่งผลิดอกออกผลจากความคิดของนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่หลงผิด แนวคิดเชิงอุดมคติของโพลานยีปรากฏในทัศนะเชิงลบที่เขามีต่อการวิเคราะห์ทุนนิยมของมาร์กซ์ เขาไม่เห็นด้วยกับกฎเรื่องพัฒนาการของทุนนิยมและผลที่ตามมาอย่างการต่อสู้ทางชนชั้น ในมุมมองของโพลานยี มาร์กซ์ประเมินความเป็นไปได้ของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยการขูดรีดสูงเกินไป ที่จริงแล้ว คำอธิบายของมาร์กซ์ขัดแย้งในตัวเองอยู่ เพราะการต่อสู้ทางชนชั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อการขูดรีดไม่ได้ชัดเจนแต่กลับถูกบดบังไว้ และเมื่อคนงานต่างได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุจากการขยายตัวสูงสุดของทุนนิยม แต่แทนที่จะจัดการกับความย้อนแย้งของแนวคิดแบบมาร์กซ์ โพลานยีกลับมองว่า เราจะเข้าใจความแปลกแยกภายใต้ทุนนิยมได้ดีกว่าผ่านมุมมองของการทำให้เป็นสินค้า ไม่ใช่มุมมองของการผลิต ในขณะที่มาร์กซ์มองว่าการทำให้เป็นสินค้าทำหน้าที่ปิดบังการขูดรีดในกระบวนการผลิต โพลานยีแย้งว่า ผลเสียหายของการทำให้เป็นสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของ “สินค้าจอมปลอม” ทั้งหลาย ก่อให้เกิดการปล้นชิง (dispossession) และความไม่พอใจ (disaffection) แต่การละทิ้งพลวัตแบบมาร์กซิสต์และการมุ่งเน้นที่การทำให้เป็นสินค้าแทนการขูดรีด เน้นตลาดแทนการผลิต ทำให้โพลานยีขาดทฤษฎีเกี่ยวกับพลวัตแบบทุนนิยม ทฤษฎีเกี่ยวกับการสะสม(และสลาย)ทุน ดังนั้น เขาจึงมองไม่เห็นรากเหง้าของการทำให้เป็นตลาดที่ปรากฏในการขยายตัวที่ขัดแย้งกันของทุนนิยมเอง สิ่งนี้ทำให้เราต้องกลับไปหามาร์กซ์ จากโพลานยี กลับสู่มาร์กซ์ การทำให้เป็นสินค้าไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของทุนนิยม ซึ่งสร้างขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่หลงผิด แต่มันคือวิธีการที่ทุนนิยมจัดการกับวิกฤตของการผลิตที่ล้นเกิน (overproduction) และวิกฤตของความสามารถในการทำกำไร (profitability) ที่เกิดขึ้นภายในระบบทุนนิยมเอง การผลิตที่ล้นเกิดถูกชดเชยด้วยการแสวงหาตลาดใหม่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงต้นๆ ของทุนนิยม แต่ยังสืบเนื่องต่อไปเรื่อยๆ และเราอาจมองได้ด้วยว่ากระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงไม่น้อยทีเดียว เราอาจมองจักรวรรดินิยมเป็นกระบวนการสกัดวัตถุดิบที่เกิดขึ้นได้จากการสร้างแรงงานราคาถูกในประเทศใต้อาณานิคม ซึ่งส่งผลให้เกิดตลาดผู้บริโภคใหม่ขึ้นมาด้วย พูดอีกอย่างก็คือ ทุนนิยมผ่านพ้นวิกฤตที่มันสร้างขึ้นได้ด้วยคลื่นของการทำให้เป็นตลาด หรือการขยายตัวของการทำให้เป็นสินค้าในแต่ละระลอกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าจึงนับเป็นการท้าทายทุนนิยม การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าคือการต่อต้านทุนนิยมรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น หากเราเผชิญความเสียหายอันเนื่องมาจากคลื่นของการทำให้เป็นสินค้าแต่ละระลอกของระบอบทุนนิยม การทำให้เป็นสินค้าก็น่าจะเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในการต่อกรกับทุนนิยมได้ มาร์กซ์เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับพลวัตของทุนนิยม ซึ่งช่วยให้เราเห็นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าการทำให้เป็นสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของทุนนิยม อย่างไรก็ตาม มาร์กซ์มองเห็นการต่อต้านทุนนิยมเฉพาะที่เกิดจากการต่อสู้ในกระบวนการผลิต เขามองไม่เห็นว่าการทำให้เป็นตลาดหรือกระบวนการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้านี่เองที่สามารถเป็นแหล่งที่มาอันทรงพลังกว่าที่ช่วยให้เราร่วมมือกันต่อสู้กับทุนนิยม ถ้ามาร์กซ์เสนอทฤษฎีวัตถุนิยมเกี่ยวกับความจำเป็นของคลื่นการทำให้เป็นตลาดภายใต้ระบอบทุนนิยม โพลานยีก็เสนอทฤษฎีการต่อต้านทุนนิยมที่เกิดขึ้นจากการทำให้เป็นตลาด เมื่อนำแนวคิดของโพลานยีและมาร์กซ์มาอ่านข้อเสนอของไรท์ เราก็สามารถได้มองว่า ยูโทเปียในโลกจริงของไรท์เป็นโครงการต่อต้านการทำให้เป็นสินค้านั่นเอง เงินอุดหนุนรายได้พื้นฐานท้าทายการทำให้แรงงานเป็นสินค้า การทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมและธนาคารสาธารณะท้าทายการทำให้ทุนเป็นสินค้า วิกิพีเดียต่อต้านการทำให้ความรู้เป็นสินค้า สหกรณ์ในชนบทคุกคามการทำให้ที่ดินและแรงงานเป็นสินค้า ดังนั้น ผมจึงเสนอว่า การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าคือกรอบที่รวมยูโทเปียในโลกจริงอันหลากหลายของไรท์เข้าด้วยกัน ยูโทเปียในโลกจริงเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่โพลานยีเรียกว่า ขบวนการโต้กลับ (counter-movement) คำถามเรื่องผู้กระทำการ มาร์กซ์สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับแนวคิดมาร์กซิสม์เพราะไม่ยอมสอดแทรกเนื้อหาเชิงสถาบันเข้าไปในแนวคิดเกี่ยวกับคอมมิวนิสม์ ทำให้ระบอบหรือขบวนการใดๆ ก็สามารถอ้างตังว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ได้ ไรท์เสนอวิธีแก้ไขปัญหานี้ด้วยยูโทเปียในโลกจริง แต่ตัวอย่างเหล่านี้จำเป็นต้องหลอมรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว ข้อวิพากษ์ของโพลานยีเกี่ยวกับการทำให้กลายเป็นสินค้าสร้างความเป็นเอกภาพ แต่ก็ละเลยความเชื่อมโยงระหว่างพลวัตของทุนนิยมกับคลื่นระลอกต่างๆ ของการทำให้เป็นตลาด แม้ว่ามาร์กซ์จะประเมินความเสียหายของการทำให้เป็นสินค้าต่ำเกินไป แต่เขาก็มอบจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมการสะสมทุนกับการทำให้เป็นตลาดเข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การสังเคราะห์ทางทฤษฎีนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมา ข้อแรก ดังที่โพลานยีชี้ไว้ การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้า หรือที่เรียกว่าขบวนการโต้กลับ อาจหล่อเลี้ยงระบอบอำนาจนิยมและฟาสซิสต์ในท้ายที่สุด ทำให้ขบวนการเหล่านี้ต้องเสียลักษณะอันเป็นประชาธิปไตยของยูโทเปียของไรท์ไป แล้วอะไรจะการันตีว่าทางออกจากการทำให้เป็นตลาดจะเป็นหนทางแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ข้อที่สอง โพลานยีสันนิษฐานว่าเมื่อการทำให้เป็นสินค้าคุกคามสังคม สังคมจะตอบโต้กลับ แต่สมมติฐานนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่เพียงต้องกังวลกับรูปแบบของขบวนการโต้กลับว่าจะเป็นอำนาจนิยมหรือเป็นประชาธิปไตย แต่ยังต้องกังวลด้วยว่า ขบวนการโต้กลับจะเป็นไปได้ไหมตั้งแต่ต้น ข้อที่สาม เมื่อการต่อต้านการทำให้เป็นสินค้ากลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำลายความเป็นสินค้า (de-commodification) มันก็อาจกลายเป็นยุทธศาสตร์ในการดูดซับ[ผลเสียของทุนนิยม]ที่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น การสร้างรัฐสวัสดิการจึงอาจทำให้เรายินยอมต่อระบบทุนนิยม แทนที่จะก้าวข้ามมันไป คำถามคือ ภายใต้สถานการณ์ใดที่การต่อต้านการทำให้เป็นสินค้าจะกลายเป็นการต่อต้านทุนนิยม ข้อที่สี่ การทำให้เป็นตลาดอาจไปไกลกว่าแค่การทำให้เป็นสินค้า มันอาจขับไล่ไสส่งสินค้าจอมปลอมหรือปัจจัยการผลิตออกจากตลาดโดยสิ้นเชิง กล่าวคือเป็นกระบวนการสร้างของเสีย (production of waste) หรือที่ผมเรียกว่า การขับไล่ความเป็นสินค้า (ex-commodification) การทำให้เป็นสินค้าอาจนำไปสู่การทำลายแรงงาน ที่ดิน เงิน ความรู้ สิ่งแวดล้อม สิ่งนี้เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สามในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ข้อที่ห้า ความท้าทายในปัจจุบันคือการยกระดับขบวนการโต้กลับไปสู่ระดับโลก ขบวนการโต้กลับยังคงอยู่ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติโดยไม่ได้ปะทะกับกรอบการทำให้เป็นสินค้าในระดับโลก เรายังคงยึดติดกับการตอบสนองต่อการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สอง ในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางการทำให้เป็นตลาดคลื่นลูกที่สาม คำถามทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามที่น่าปวดหัวเกี่ยวกับผู้กระทำการ กล่าวคือ ใครจะเป็นผู้สร้างพลังขับเคลื่อนร่วมเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากทุนนิยม นี่คือปริศนาที่มาร์กซ์ โพลานยี และไรท์ ทิ้งไว้ให้เราแก้.   หมายเหตุ: แปลจาก “The Necessity of Real Utopias” โดย Michael Burawoy (https://globaldialogue.isa-sociology.org/articles/the-necessity-of-real-utopias) * บทความ * การเมือง * เศรษฐกิจ * ไมเคิล บูราวอย * ภาคิน นิมมานนรวงศ์ * เอริค โอลิน ไรท์ * Erik Olin Wrigh * คาร์ล โพลานยี

dlvr.it

กวีประชาไท: แด่ฮลุน โซโล่

กวีประชาไท: แด่ฮลุน โซโล่ ธุลีดาวหาง    sarayut Mon, 2026-08-03 - 19:21 ฝันให้ไกลไปให้ถึงซึ่งขอบฟ้า สุดแสงสายัณห์จันทราดาราสมัย ตราบบรรลุแสงอรุโณทัย เก็บเอาไปใฝ่ฝันบรรณาการ เก็บทุกสิ่งทุกอย่างตามทางที่พบ ใส่เป้ครบตามพลังแห่งสังขาร เพื่อไปฝากผองเกลอทะเยอทะยาน แรงบันดาลใจให้ไม่ต้องกลัว ลงยูทูปลูบหน้าจอก็ได้เห็น โลกซ่อนเร้น" ฮรุน "ค้นด้นไปทั่ว สัมผัสใจผู้คนผองไม่หมองมัว ถึงก้นครัวชนเผ่าเขาก็ไป ฝันเดินทางรอบโลกอันโศก,สุข เบิกบั่นบุกรู้ทุกข์ของยุคสมัย ไปเยี่ยมหาสามัญชนผจญภัย เที่ยวแนวใหม่ไปดูเรียนรู้ชีวิต เห็นดาวโลกแจ่มชัดมหัศจรรย์ ออกจากฝันพบความจริงสิงสถิต ทุกชาติมีน้ำใจเห็นความเป็นมิตร ชวนให้คิดถึงสันติภาพตราบนิรันดร์ ขณะโลกร้อนรนกันแข่งขันอาวุธ และไม่หยุดปีศาจอาจยิ้มหยัน เด็ก ๆ ปาเลสไตน์ตายทุกวัน เด็กอาฟริกันกินอะไรเขาไปดู โลกคงจะรู้เห็นใครเป็นตาย? แสนเสียดายชายหนุ่มทุ่มเทอยู่ ฝันจะเปิดโลกให้คนไทยรู้ หนุ่มไทยผู้พยายามถามโลกร้าย! ความฝันใฝ่ใช่มากมายของชายหนุ่ม กี่คนทุ่มเทเร่ร่อนแรมรอนหมาย ไปคนเดียวเปล่าเปลี่ยวไหมไม่เปล่าดาย เขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้โลกแล้ว.     * บทความ * การเมือง * วัฒนธรรม * กวีประชาไท * ฮลุน โซโล่ * ธุลีดาวหาง

dlvr.it