อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย: “กุญแจไขความคิดของผู้ร่าง” (1)
อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย: “กุญแจไขความคิดของผู้ร่าง” (1)
อาดีลัน อุสมา
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
sarayut
Sun, 2026-08-09 - 23:09
การเมืองอินเดียกลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสื่ออีกครั้งจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับการเมืองภายใน ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงรัฐบาลของกลุ่มคน “Gen Z” ต่อปมปัญหาด้านการศึกษาจนนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดีย ภายใต้การจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหว “พรรคแมลงสาบ” (Cockroach Janta Party) ถ้าย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 พรรคภารติยะ ชนะตะ (Bharatiya Janata Party) หรือบีเจพี ชนะการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ โดยเฉพาะในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งบีเจพีถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่มีอุดมการณ์ฮินดูชาตินิยม ชัยชนะข้างต้นถือเป็นการสถาปนาอำนาจนำของบีเจพีในรัฐเบงกอลตะวันตกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์1 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สถิติใหม่ได้จารึกในประวัติศาสตร์การเมืองอินเดีย เมื่อนายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ผู้นำคนปัจจุบันจากบีเจพีได้ทำลายสถิตเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องนานที่สุดเป็นระยะเวลา 4,399 วัน ล้มสถิตของนายชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ในฐานะแชมป์เก่าที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4,398 วัน2 จำนวนวันในการดำรงตำแหน่งของโมดีสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศ ถ้าพิจารณาจากภูมิทัศน์ทางการเมืองของอินเดียในปัจจุบันพบว่า บีเจพีครองอำนาจทั้งในรัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งรัฐรวมถึงดินแดนสหภาพครอบคลุมพื้นที่และประชากรมากกว่าร้อยละ 70 ของประเทศ3
ภายใต้ภูมิทัศน์ทางการเมืองอินเดียทั้งในระดับชาติและระดับรัฐดังที่กล่าวมา มีคำถามที่แฝงไปด้วยความกังวลจากภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่า “ประชาธิปไตยอินเดีย” หลังจากนี้จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด บีเจพีจะ “กินรวบประเทศ” หรือไม่ สถานะและบทบาทของพรรคฝ่ายค้านตลอดจนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เมื่อพิจารณาว่า อินเดียเป็นสนามของการต่อสู้เพื่อนิยามความหมายของ “ความเป็นชาติ” (Battle of belonging) ระหว่างแนวคิดทางการเมือง 2 แบบ คือ “ชาตินิยมพลเมือง” (Civic nationalism) หรือในบริบทอินเดียอาจเรียกว่า “ชาตินิยมแบบฆราวาส” (Secular nationalism) ซึ่งสืบทอดมาจากอุดมการณ์ของขบวนการชาตินิยมที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษและพัฒนากลายเป็นอุดมการณ์หลักของชาติหลังได้รับเอกราชโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) กับ “ชาตินิยมเชิงศาสนาและวัฒนธรรม” (Religio-cultural nationalism) ภายใต้การนำของบีเจพี4 ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้มิได้มุ่งวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอินเดียโดยตรง แต่จะพาผู้อ่านไปสำรวจแนวคิด หลักการ และคุณค่าพื้นฐานที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตยของอินเดีย ผ่านการศึกษาอารัมภบท (Preamble) ของรัฐธรรมนูญอินเดีย เพื่อทำความเข้าใจว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมองตนเองอย่างไร และอยากเห็นสังคมของตนเป็นแบบใด การค้นหาความหมายและนัยที่ซ่อนอยู่ในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ อาจสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ อุดมการณ์ และวิสัยทัศน์ของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ (Founding Fathers)
ที่มาและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอินเดียและอารัมภบท
“...ขอให้เราระลึกอยู่เสมอว่า เรามิได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้แก่พรรคการเมืองใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่อยู่ที่นี่เพื่อคำนึงถึงอินเดียในฐานะองค์รวม และเพื่อคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนทั้งสี่ร้อยล้านคนซึ่งประกอบกันเป็นอินเดีย ในเวลานี้ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในขอบเขตหน้าที่ของตน สังกัดอยู่กับกลุ่มนี้หรือพรรคนั้น และเป็นที่คาดหมายได้ว่าเราจะยังคงดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้พรรคของตนต่อไป อย่างไรก็ตาม ย่อมมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความเป็นพรรคพวก และหันมาคิดถึงชาติ คิดถึงโลกอันกว้างใหญ่ซึ่งชาติของเราก็เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของโลกนั้นด้วย และเมื่อข้าพเจ้าพิจารณาถึงภารกิจของสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรจะพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะก้าวข้ามตัวตนตามปกติของเรา ก้าวข้ามข้อพิพาทระหว่างพรรคการเมือง และหันมาพิจารณาปัญหาอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเราด้วยมุมมองที่กว้างขวางที่สุด เปี่ยมด้วยความอดทนอดกลั้นที่สุด และมีประสิทธิผลที่สุด เพื่อให้สิ่งใดก็ตามที่เรารังสรรค์ขึ้นมานั้น สมควรคู่ควรกับอินเดียในฐานะองค์รวม และเป็นสิ่งที่ทำให้โลกยอมรับว่า เราได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างที่ควรจะเป็นในการผจญภัยอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรตินี้”5 (สุนทรพจน์ของนายชวาหะร์ลาล เนห์รู ในการนำเสนอ “ข้อมติว่าด้วยวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์” (Resolution Regarding Aims and Objectives) ต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1946)
ก่อนที่จะกล่าวถึงเนื้อหาในอารัมภบท ขอพาผู้อ่านไปสำรวจที่มาและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอินเดีย รัฐธรรมนูญอินเดียได้รับการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงเริ่มต้นประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 389 คน จากตัวแทนแคว้น (Provinces) ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษโดยตรง และตัวแทนจากรัฐมหาราชา (Princely States) ซึ่งเป็นรัฐกึ่งปกครองตนเอง สมาชิกสภาฯ (ส่วนใหญ่มาจากพรรคคองเกรส) มีภูมิหลังที่หลากหลายทั้งด้านศาสนา ความเชื่อ วรรณะ อุดมการณ์ทางการเมือง ฯ6 หลังจากเหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดีย (Partition of India) ในปี ค.ศ. 1947 จำนวนสมาชิกของสภาฯ ลดลงเหลือ 299 คน สภาฯ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการหลายชุดเพื่อทำหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการร่างรัฐธรรมนูญ มีการศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างการปกครองและ/หรือรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ประมาณ 60 ประเทศ7 เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ ฯลฯ หนึ่งในคณะกรรมาธิการสำคัญคือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (Drafting Committee) มีดร.บี. อาร์. อัมเบดการ์ (B. R. Ambedkar) เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ อัมเบดการ์มีพื้นเพจากครอบครัวที่เป็นคนนอกวรรณะ หรือ “ทลิต” (Dalit) (คนไทยนิยมเรียกว่า “จัณฑาล”) การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1946 ตลอดระยะเวลา 2 ปี 11 เดือน สภาฯ ได้ประชุมรวมทั้งหมด 167 วัน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญอินเดีย โดยผ่านการอ่าน อภิปราย และตรวจสอบทีละมาตรา8 การประชุมครั้งสุดท้ายของสภาฯ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1950 สภาฯ ได้ให้การรับรองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 เริ่มแรกรัฐธรรมนูญอินเดีย มี 395 มาตรา 22 ส่วน และ 8 ตารางแนบท้าย ต่อมาจำนวนมาตราเพิ่มขึ้นเป็น 448 มาตรา 25 ส่วน และ 12 ตารางแนบท้าย จากการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด 106 ครั้ง การแก้ไขครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 20239
อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย
ที่มา:https://www.facebook.com/photo/?fbid=1565538696981800&set=a.296929339286084
แม้จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมมากกว่า 100 ครั้ง อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญยังคงตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในอารัมภบท อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดียจึงเปรียบเสมือนเป็น “กุญแจสำคัญในการไขความคิดของผู้ร่าง”10 และ “เป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากกันมิได้ของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย”11 แรกเริ่มอารัมภบทมีจำนวน 81 คำ หลังจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับอารัมภบทในรัฐธรรมนูญ จำนวนคำเพิ่มขึ้นเป็น 85 คำ12อารัมภบทประกอบด้วยข้อความ 3 ส่วน ได้แก่ “ส่วนที่แสดงสิทธิ์” (Declaratory part) “ส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์” (Objective part) และ “ส่วนที่อธิบายลักษณะ” (Descriptive part) ส่วนแรกระบุถึงผู้จัดทำรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนที่สองระบุถึงที่มาและเหตุผลในการจัดทำเอกสาร ตลอดจนวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการบรรลุ ส่วนนี้มีการอภิปรายอย่างเข้มข้นในสภาฯ และส่วนสุดท้ายอธิบายถึงแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญบรรลุผลสำเร็จ13 สำหรับบทความชิ้นนี้ให้ความสำคัญกับการอธิบายและวิเคราะห์คำสำคัญ 9 คำ จากส่วนที่สองและสามในอารัมภบท ซึ่งสะท้อนหลักการและคุณค่าที่เป็นรากฐานของระบอบการปกครองของอินเดีย โดยสารัตถะของคำเหล่านี้ได้กระจายและแทรกอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ บทความตอนที่ 1 เป็นการอธิบายและวิเคราะห์เนื้อหาในส่วนที่สอง ส่วนเนื้อหาในส่วนที่สามจะนำเสนอในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบในลำดับต่อไป
อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)
“อำนาจอธิปไตย” เป็นคำสำคัญคำแรกที่อยู่ในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ สำหรับการอภิปรายในสภาฯ มีการถกเถียงว่า ควรจะใช้คำนี้คำเดียวเพื่อบ่งบอกความเป็นเอกราชของอินเดียหรือไม่ หรือควรจะเพิ่มคำว่า “เอกราช” (Independent) ต่อจากคำว่าอำนาจอธิปไตยเพื่อความชัดเจน เนื่องจากในข้อมติว่าด้วยวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่มาของอารัมภบทมีการระบุไว้ทั้งสองคำ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ดร.อัมเบดการ์ตัดคำว่า “เอกราช” ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าแนวคิดเรื่องเอกราชมีความหมายแฝงอยู่แล้วในคำว่าอำนาจอธิปไตย การเติมคำดังกล่าวจึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อน14
โดยทั่วไป อำนาจอธิปไตยหมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของความเป็นรัฐ ข้อสังเกตประการหนึ่ง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 จนกระทั่งมีการสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในปี ค.ศ. 1950 รัฐบาลอินเดียได้ใช้พระราชบัญญัติรัฐบาลอินเดีย ค.ศ. 1935 (Government of India Act, 1935) ที่ตราขึ้นโดยรัฐบาลสหราชอาณาจักร เป็นกรอบหลักในการปกครองและเป็นเอกสารพื้นฐานทางกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสภาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 ทำให้อินเดียมีสถานะความเป็นรัฐ มีอำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 26 มกราคมของทุกปีเป็นวันชาติ หรือวันสาธารณรัฐ (Republic Day) ของอินเดีย
สังคมนิยม (Socialism) และฆราวาสนิยม (Secularism)15
คำว่า “สังคมนิยม” และ “ฆราวาสนิยม” ไม่ปรากฏอยู่ในอารัมภบทตอนที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1950 การเพิ่มสองคำสำคัญดังกล่าวในอารัมภบทมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 ซึ่งหมายความว่า มีการเพิ่มเติมหลังจากผ่านไป 26 ปีนับตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ด้วยเหตุนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตั้งคำถามได้ว่า ทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่บรรจุคำว่าสังคมนิยมและฆราวาสนิยมในอารัมภบทตั้งแต่แรก? การเพิ่มในภายหลังมีเหตุผลและเกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองแบบใด? มีข้อท้าทาย หรือคำร้องให้มีการพิจารณาจากฝ่ายการเมือง หรือภาคประชาชนต่อกรณีการเพิ่มสองคำข้างต้นในอารัมภบทหรือไม่? และฝ่ายตุลาการมีบทบาทอย่างไรในการพิจารณาเรื่องนี้?
สำหรับคำว่าสังคมนิยม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการวางกรอบ หรือแนวคิดเฉพาะเจาะจงใด ๆ ทางเศรษฐกิจให้กับอินเดีย เนื่องจากตระหนักว่า จะเป็นการสร้างข้อจำกัดในการบริหารประเทศให้กับรัฐบาลในอนาคต และต้องการเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดอื่น ๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็น ทรัพยากร และทิศทางการพัฒนาของอินเดียในแต่ละยุคสมัย ที่สำคัญในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติ “หลักการที่เป็นของแนวนโยบายแห่งรัฐ” (Directive Principles of State Policy) ไว้แล้วในส่วนที่ 4 ซึ่งกำหนดให้รัฐบัญญัติกฎหมายและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมในสังคม ในที่ประชุมสภาฯ วันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1948 ดร.อัมเบดการ์ได้อภิปรายพร้อมชี้แจงเหตุผลข้างต้นต่อข้อเสนอของสมาชิกสภาฯ บางท่านที่ต้องการให้ปรับแก้และเพิ่มคำว่าสังคมนิยมในอารัมภบท โดยระบุว่า
“เหตุผลที่ข้าพเจ้าคัดค้าน … มีอยู่สองประการ ประการแรก … รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกลไกที่จัดทำขึ้นเพื่อกำกับและกำหนดการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐเท่านั้น มิใช่กลไกที่มีไว้เพื่อแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งให้เข้าดำรงตำแหน่ง ส่วนรัฐควรดำเนินนโยบายในทิศทางใด และสังคมควรได้รับการจัดระเบียบในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองตามกาลเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่อาจกำหนดตายตัวไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ เพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมเท่ากับเป็นการบั่นทอนหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง … ประการที่สอง เหตุผลที่ข้าพเจ้าคัดค้านเนื่องจากข้อเสนอแก้ไขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยสิ้นเชิง … นอกเหนือจากบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐาน [ส่วนที่ 3] ซึ่งเราได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว เรายังได้กำหนดบทบัญญัติอีกหมวดหนึ่งว่าด้วยหลักการที่เป็นของแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ด้วย หากเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติของข้าพเจ้าได้พิจารณาบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในส่วนที่ 4 ก็จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดพันธกรณีที่ชัดเจนไว้แก่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารในการกำหนดและดำเนินนโยบายของรัฐ …”16
นอกจากนี้ ในอารัมภบทมีการระบุถึงไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกในส่วนที่อธิบายลักษณะเกี่ยวกับ “การให้ความยุติธรรมทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง … สร้างความเท่าเทียมทางสถานภาพและโอกาสทางสังคม” ในปี ค.ศ. 2024 ศาลฎีกาอินเดีย (Supreme Court of India) ได้ระบุลักษณะสำคัญของสังคมนิยมแบบอินเดียว่า “สังคมนิยมในบริบทของอินเดียตั้งอยู่บนหลักการของการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความเสมอภาคด้านโอกาส ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมิได้ขัดขวางการดำเนินกิจการของภาคเอกชน ซึ่งยังคงมีบทบาทและเจริญเติบโตควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ”17 แสดงให้เห็นว่า สังคมนิยมแบบอินเดียเน้น “ความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร” และรับประกัน “ความเสมอภาคของโอกาส” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน แนวคิดนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของอินเดีย สะท้อนความเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยในแบบอินเดีย
คำว่าฆราวาสนิยม โดยทั่วไป หมายถึงการแยกการเมืองและรัฐออกจากศาสนา หรือการแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลักษณะของสังคมอินเดียที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรรม ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และแนวทางการปฏิบัติ ที่สำคัญ การบรรจุแนวคิดฆราวาสนิยมในรัฐธรรมนูญอินเดียนั้นมิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับศาสนา18 ฉะนั้น แนวคิดฆราวาสนิยมแบบอินเดียจึงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป ถึงแม้การเพิ่มคำนี้ในอารัมภบทเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 แต่สารัตถะของแนวคิดดังกล่าวแทรกอยู่ในส่วนต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการจัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก กล่าวคือ รัฐธรรมนูญอินเดียกำหนดให้รัฐไม่มีศาสนาประจำชาติ ห้ามรัฐดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองภายใต้เงื่อนไขเรื่องความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ วรรณะ เพศ หรือถิ่นกำเนิด (มาตรา 15 และ 16) กำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา (มาตรา 25-28) ฯ19Begum Aizaz Rasul สมาชิกสุภาพสตรีมุสลิมหนึ่งเดียวในสภาฯ กล่าวว่า “ลักษณะโดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการกำหนดให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาสอย่างสมบูรณ์”20 ขณะที่สมาชิกคนสำคัญอย่าง Sardar Vallabhbhai Patel กล่าวย้ำว่า “ข้าพเจ้าได้ยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญของอินเดีย อินเดียที่เป็นเอกราชและเป็นรัฐฆราวาส จะต้องไม่ถูกบิดเบือนด้วยบทบัญญัติใด ๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิแบ่งแยกตามศาสนาหรือชุมชน [Communalism] อีกต่อไป”21 นอกเหนือจากนี้ คติธรรมอินเดียโบราณมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ “สรวะ ธรรมา สัมภวะ” (Sarva Dharma Sambhava) ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติต่อทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม อันเป็นรากฐานของ “แนวคิดพหุนิยมทางศาสนาแบบอินเดีย” หากพิจารณาจากข้อความทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาสเพื่อมุ่งปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย และป้องกันไม่ให้รัฐมอบสิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มใหญ่ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้บุคคลหรือพรรคการเมืองใดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง22
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้มาจากบทบาทของศาลฎีกาอินเดียในการพิจารณาคดีแต่ละช่วงเวลา อันส่งผลต่อสถานะและความสำคัญของข้อความที่ปรากฏอยู่ในอารัมภบท คำพิพากษาศาลฎีกาในคดี Kesavananda Bharati Case v. State of Kerala ปี ค.ศ. 1973 ได้วางหลัก “โครงสร้างพื้นฐาน” (Basic Structure) โดยกำหนดไว้ว่า แม้รัฐสภาจะมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 368 แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญได้23 กล่าวคือ ในกรณีที่รัฐสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 368 และการแก้ไขนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลง หรือกระทบต่อโครงสร้างสร้างพื้นฐาน ถือว่าการกระทำนั้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นศาลยังมิได้ระบุชัดเจนว่าอะไรคือองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ต่อมาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี S.R. Bommai v. Union of India ในปี ค.ศ. 1994 ระบุว่า แนวคิดฆราวาสนิยมคือ โครงสร้างพื้นฐานหนึ่งของรัฐธรรมนูญอินเดีย24 ข้อสังเกตประการหนึ่ง การเพิ่มคำว่าสังคมนิยมและฆราวาสนิยมภายใต้การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอินทรา คานธีประกาศภาวะฉุกเฉิน (1975-77) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สถานะความเป็นประชาธิปไตยของอินเดียถูกตั้งคำถามมากที่สุด ดังนั้น จึงมีความพยายามจากประชาชนจำนวนหนึ่งในการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ (Writ petitions) เพื่อขอให้ศาลพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “สังคมนิยม” และ “ฆราวาสนิยม” ลงในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดียภายใต้ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 42) ค.ศ. 1976” ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท้ายที่สุด จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดี Balram Singh v. Union of India ปี ค.ศ. 2024 ได้ยืนยันว่าการเพิ่มเติมทั้งสองคำข้างต้นลงในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 42 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลได้ยกคำร้องที่โต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการยื่นคำร้องเกิดขึ้นขึ้นภายหลังเหตุการณ์ที่เป็นข้อพิพาทผ่านไปแล้วหลายทศวรรษ อีกทั้งสองคำดังกล่าวมิใช่หลักการที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการแก้ไขเพิ่มเติม แต่เป็นหลักการที่ดำรงอยู่แล้วตามเจตนารมณ์และคุณค่าพื้นฐานของรัฐธรรมนูญตั้งแต่เดิม25 ในแง่หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวถือเป็นเพียงการตอกย้ำแนวคิดเดิมที่มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน
ประชาธิปไตย (Democracy) และสาธารณรัฐ (Republic)
คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สาธารณรัฐ” คือคำสำคัญที่ปรากฏอยู่ในอารัมบทของรัฐธรรมนูญอินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 (เช่นเดียวกับคำว่า “อำนาจอธิปไตย”) ระบอบประชาธิปไตยอินเดียเป็นรูปแบบรัฐสภา มีตัวแทนประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รัฐบาล หรือฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 75 (3)) ในระดับรัฐ คณะมลรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบขึ้นตรงต่อสภาแห่งมลรัฐ (มาตรา 164 (2)) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนด “สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป” (Universal suffrage) ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนทุกคนที่เป็นพลเมืองโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางกายภาพ ทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องวรรณะ เพศ เชื้อชาติ สีผิว ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯ ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน (One person, One vote) บุคคลทุกคนที่มีสัญชาติอินเดีย มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง และไม่ขาดคุณสมบัติด้วยเหตุอื่นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด ๆ ที่ออกโดยสภา ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 326)
มีข้อมูลระบุว่า ในปี ค.ศ. 1947 ช่วงที่อินเดียได้รับเอกราช ประชากรประมาณร้อยละ 88 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ทว่าในเวลาต่อมา อัตราการรู้หนังสือ (Literacy rate) ของชาวอินเดียได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในช่วงได้รับเอกราช มาเป็นร้อยละ 77.7 ในปี ค.ศ. 202226 (75 ปี หลังได้รับเอกราช) ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นมิได้กำหนดเงื่อนไขเพื่อกีดกันสิทธิการเลือกตั้งของประชาชน และมิได้รอให้ประชาชนมีความพร้อมจึงจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ส่งผลให้ชาวอินเดียมีสิทธิเลือกตั้งบนหลักการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปนับตั้งแต่วันแรกที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของพัฒนาการประชาธิปไตยอินเดีย
อินเดียในฐานะสาธารณรัฐเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 วันที่ 26 มกราคมของทุกปีจึงเป็นวันชาติ หรือวันสาธารณรัฐ อันเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของรัฐชาติอินเดีย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้อินเดียมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมจากสมาชิกคณะผู้เลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ (มาตรา 52-62) ใช้ระบอบการปกครองในระบบรัฐสภา (มาตรา 79) มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร (มาตรา 74-75) ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะมอบอำนาจการบริหารประเทศให้แก่ประธานาธิบดี ทว่าในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีคือผู้ใช้อำนาจนั้นและเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของรูปแบบสาธารณรัฐคือ พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน หรือการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองบนพื้นฐานของความแตกต่างในด้านต่าง ๆ สำหรับอินเดียในฐานะสาธารณรัฐ ย่อมต้องให้ความคุ้มครองพลเมืองของตนเองโดย “ให้ความยุติธรรมทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ให้เสรีภาพทั้งในด้านความคิด การแสดงออก ความเชื่อ ความศรัทธา… สร้างความเท่าเทียมทางสถานภาพและโอกาสทางสังคม และส่งเสริมให้ภราดรภาพระหว่างประชาชนทั้งหลาย…” ซึ่งรายละเอียดและลักษณะสำคัญในส่วนนี้ จะนำเสนอต่อผู้อ่านในตอนต่อไป
บทสรุป
ข้อความทุกตัวอักษรในอารัมภบทผ่านกระบวนการอภิปรายและแก้ไขในสภาฯ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ๆ อารัมภบทจึงเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญของรัฐธรรมนูญอินเดีย สิ่งที่บรรจุในอารัมบทมีทั้งหลักการ แนวคิด และคุณค่าพื้นฐาน สะท้อนเจตนารมณ์รวมถึงวิสัยทัศน์ของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ประกอบกับประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมีพื้นเพมาจากคนนอกวรรณะ เมื่อทุกคนรวมตัวกันโดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดอนาคตและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พร้อมทั้งคำนึงถึงภาพรวมของอินเดียด้วยการโอบรับความแตกต่างหลากหลายเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าสภาพสังคมของอินเดียหลังได้รับเอกราชจะเป็นเช่นไร กลุ่มผู้ร่างก็ได้ร่วมกันสร้างชาติที่พวกเขาปรารถนาจะเห็นผ่านการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น กำหนดให้พลเมืองอินเดียมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปถึงแม้อัตราการรู้หนังสือของประชาชนอินเดียในเวลานั้นอยู่ในระดับต่ำ รับรองสิทธิความเป็นพลเมืองโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในด้านต่าง ๆ บรรจุแนวคิดฆราวาสนิยมในรัฐธรรมนูญของประเทศที่ประชาชนมีความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อ มีความเคร่งครัดและผูกพันกับศาสนาและความเชื่อของตนเองอย่างลึกซึ้ง27 สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านอารัมภบทและระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันแรกที่มีการประกาศใช้ ขณะที่ฝ่ายตุลาการก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ข้อความในอารัมภบท และรัฐธรรมนูญอินเดียโดยรวมเป็น “เอกสารที่มีชีวิต” (Living document)28 ที่สามารถเติบโตและปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ร่าง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ ที่สำคัญ ประชาชนอินเดียคือผู้ที่ทำให้ตัวอักษรในรัฐธรรมนูญออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้น ระบอบ “ประชาธิปไตยอินเดีย” ที่เข้มแข็งในวันนี้จึงมาจากการวางรากฐานที่ดีในวันวาน ผ่านการเรียนรู้และปรับแก้โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายตลอดระยะเวลาเกือบ 80 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดจะผูกขาดและรวบอำนาจในการปกครองประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาเพื่อชาติที่หมายถึงประชาชน!
เชิงอรรถ
1 รัฐเบงกอลตะวันตกเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดีย (มาร์กซิสต์) (Communist Party of India (Marxist)) ยาวนานต่อเนื่อง 34 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977-2011 ต่อมาก็ปกครองโดยพรรคการเมืองสายกลางอย่าง ตฤณมูลคองเกรส (Trinamool Congress) ภายใต้การนำของมามาตา บาเนอร์จี (Mamata Banerjee) ระหว่างปี ค.ศ. 2011-26 เป็นระยะเวลา 15 ปี
2 ThePrint, “Modi surpasses Nehru as India's longest-serving elected PM: Milestones & Challenges ahead,” YouTube video, June 10, 2026, https://www.youtube.com/watch?v=791ruU_QEgw (accessed June 12, 2026).
3 IndiaToday (@IndiaToday), “BJP’s Footprint: Party in Power Across India’s States & UTs,” X, May 4, 2026, https://x.com/IndiaToday/status/2051231998887534674 (accessed May 20, 2026).
4 ดูรายละเอียดใน Shashi Tharoor, The Battle of Belonging on Nationalism, Patriotism, and What It Means to Be Indian (New Delhi: Aleph Book Company, 2022), xiii–4.
5 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 1 13 Dec 1946,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/13-dec-1946/ (accessed June 12, 2026).
6 ดูรายละเอียดใน Subhash C. Kashyap, Concise Encyclopedia of Indian Constitution (New Delhi: Vision Books, 2015), 169–176; Subhash C. Kashyap, Our Constitution: An Introduction to India’s Constitution and Constitutional Law (New Delhi: National Book Trust, 2011), 37.
7 Kashyap, Our Constitution, 4–6, 38–40.
8 ดูรายละเอียดใน “Constituent Assembly Debates,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/constitution-assembly-debates/ (accessed June 12, 2026).
9 มาตราสุดท้ายในรัฐธรรมนูญยังคงเป็นมาตรา 395 เนื่องจาก การแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละครั้งจะแทรกกฎหมายใหม่เป็นมาตราย่อยแทนที่จะเพิ่มหมายเลขใหม่ต่อท้าย ตัวอย่างเช่น มาตรา 21A ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา หรือ มาตรา 51A ว่าด้วยหน้าที่พื้นฐาน เป็นต้น
10 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาอินเดียในคดี In Re: Berubari Union and Exchange of Enclaves Reference ปี ค.ศ. 1960 ระบุความสำคัญของอารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ศาลระบุสถานะของอารัมภบทว่า ยังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ และไม่สามารถใช้เป็นแหล่งที่มาของอำนาจสาระสำคัญ หรือข้อจำกัดต่ออำนาจนิติบัญญัติได้ ดูรายละเอียดใน “Supreme Court of India In Re: The Berubari Union Andexchange Of ... vs Reference Under Article 143(1) Of the ... on 1 April, 1959,” Indian kanoon, https://indiankanoon.org/doc/727445/ (accessed June 12, 2026).
11 คำพิพากษาของศาลฎีกาอินเดียในคดี Kesavananda Bharati Case v. State of Kerala ปี ค.ศ. 1973 ระบุสถานะของอารัมภบทว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญอินเดีย ถือเป็นการกลับคำพิพากษา (Overrule) ของศาลในคดี In Re: Berubari Union and Exchange of Enclaves Reference ปี ค.ศ. 1960 เกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของอารัมภบท ดูรายละเอียดใน “Supreme Court of India Kesavananda Bharati Sripadagalvaru ... vs State Of Kerala And Anr on 24 April, 1973,” Indian kanoon, https://indiankanoon.org/doc/257876/ (accessed June 13, 2026).
12 4 คำที่เพิ่มในอารัมภบทคือ ‘Socialist’, ‘Secular’, ‘Integrity’ และคำเชื่อม ‘and’
13 ดูรายละเอียดใน Aakash S. Rathore, Ambedkar’s Preamble: A Secret History of the Constitution of India (Haryana: Penguin Random House India, 2020), xviii–xix.
14 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 9 18 Sep 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/18-sep-1949/ (accessed June 20, 2026).
15 ผู้เขียนเลือกใช้คำแปลข้อความในอารัมภบทตามหนังสือ สุรัตน์ โหราชัยกุล, รัฐธรรมนูญอินเดีย (กรุงเทพฯ: ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564), 29.
16 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 7 15 Nov 1948,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/15-nov-1948/ (accessed June 20, 2026).
17 S.N. Sahu, “This Constitution Day, a secular, socialist gift from the Supreme Court of India,” Constitution Day Special 2024, The Leaflet, November 26, 2024, https://theleaflet.in/leaflet-specials/constitution-day-special-2024/this-constitution-day-a-secular-socialist-gift-from-the-supreme-court-of-india (accessed June 20, 2026).
18 Kashyap, Our Constitution, 66.
19 ดูรายละเอียดใน P.M. Bakshi, The Constitution of India (New Delhi: Universal Law Publishing, 2009), 3–4.
20 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 11 22 Nov 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/22-nov-1949/ (accessed June 25, 2026).
21 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 10 14 Oct 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/14-oct-1949/ (accessed June 25, 2026).
22 Kashyap, Our Constitution, 66–69.
23 Kashyap, Concise Encyclopedia, 78.
24 Bakshi, The Constitution of India, 4.
25 ดูรายละเอียดใน “Writ Petition (Civil) No 645 of 2020,” Supreme Court of India, https://api.sci.gov.in/supremecourt/2020/13773/13773_2020_1_39_57487_Judgement_25-Nov-2024.pdf (accessed June 30, 2026).
26 WION, “Gravitas Plus: India’s achievements @75,” YouTube video, August 13, 2022, https://www.youtube.com/watch?v=xZ-3BIKbjtE (accessed July 15, 2026).
27 อาดีลัน อุสมา, “สิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญอินเดีย: บทสำรวจเบื้องต้น,” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 12, ฉบับเพิ่มเติมที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2564): 142, tci-thaijo.org; Uday S. Mehta, “Constitutionalism,” in The Oxford Companion to Politics in India, eds. Niraja G. Jayal and Pratap B. Mehta (New Delhi: Oxford University Press, 2010), 20.
28 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาอินเดียในหลายคดีมีสาระสำคัญระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็น “เอกสาร” (Document) หรือ “องคาพยพ” (Organ) หรือ “เครื่องมือที่มีชีวิต” (Living instrument) เช่น คดี Justice K.S. Puttaswamy (Retd.) and Another vs. Union of India and Others ปี ค.ศ. 2017 คดี Balram Singh v. Union of India ปี ค.ศ. 2024 ฯ
* บทความ
* การเมือง
* ต่างประเทศ
* อาดีลัน อุสมา
* รัฐธรรมนูญอินเดีย
dlvr.it