Prachatai Feeds

@prachataifeeds.bsky.social

อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม (Libertarian Authoritarian) คืออะไร

อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม (Libertarian Authoritarian) คืออะไร

อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม (Libertarian Authoritarian) คืออะไร เควิน คาร์สัน เขียน ภาคิน นิมมานนรวงศ์ แปล   sarayut Tue, 2026-08-11 - 23:22 ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Offended Freedom: The Rise of Libertarian Authoritarianism ไบรอัน โดเฮอร์ตีจากนิตยสาร Reason สรุปว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับ “ผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจทางวิทยาศาสตร์”  เขาแย้งว่าคำคำนี้เป็นคำที่ย้อนแย้งในตัวเอง และตั้งคำถามว่า “‘อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม’ คืออะไรกันแน่วะ” มาดูกันว่าผมจะช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้ไหม ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Offended Freedom: The Rise of Libertarian Authoritarianism ไบรอัน โดเฮอร์ตีจากนิตยสาร Reason สรุปว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับ “ผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจทางวิทยาศาสตร์”  เขาแย้งว่าคำคำนี้เป็นคำที่ย้อนแย้งในตัวเอง และตั้งคำถามว่า “‘อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม’ คืออะไรกันแน่วะ” มาดูกันว่าผมจะช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้ไหม ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง Offended Freedom: The Rise of Libertarian Authoritarianism ไบรอัน โดเฮอร์ตีจากนิตยสาร Reason สรุปว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับ “ผู้คนที่เดิมทีเคยเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่ง ‘ครั้งหนึ่งเคยมุ่งมั่นที่จะปลอดปล่อยสังคมด้วยการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่มีอยู่เดิม’ แต่ต่อมากลับหันมาเป็นปฏิปักษ์กับการเปิดรับชาวต่างชาติและโลกภายนอก อีกทั้งยังโกรธเคืองกับสิ่งที่ถูกนำเสนอในฐานะสิทธิอำนาจทางวิทยาศาสตร์”  เขาแย้งว่าคำคำนี้เป็นคำที่ย้อนแย้งในตัวเอง และตั้งคำถามว่า “‘อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยม’ คืออะไรกันแน่วะ” มาดูกันว่าผมจะช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้ไหม แนวโน้มอันถาโถมของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาที่ปรากฏไม่เพียงแต่ในบทความแสดงความคิดเห็นตามวารสารสำคัญๆ ของขบวนการฯ แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศทั้งหมดของบล็อก ช่องแสดงความคิดเห็น กระดานสนทนา เมลลิสต์ และพอดแคสต์ทั้งเล็กใหญ่ของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา คือเมื่อใดก็ตามที่เกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่า พวกเขามักตอบสนองโดยอัตโนมัติด้วยการเข้าข้างนายจ้างหรือเจ้าของที่ดิน แม้อิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาจะมักกล่าวอย่างลอยๆ ว่าสิ่งที่ตนสนับสนุนคือตลาดเสรี มิใช่ภาคธุรกิจหรือคนร่ำรวย และมิใช่ระบบเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันตราบเท่าที่ระบบนั้นถูกบิดเบือนด้วยสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ทุนนิยมพวกพ้อง” (crony capitalism) แต่ในทางปฏิบัติ จุดยืนตั้งต้นของพวกเขามักเข้าข่าย “อิสรเสรีนิยมครึ่งๆ กลวงๆ” (Vulgar Libertarianism) คือปกป้องคนรวยในฐานะ “ผู้สร้างงาน” มองว่ากำไรของภาคธุรกิจเป็นผลตอบแทนอันชอบธรรมจากการสร้างคุณค่า และถือเอาระบบทุนนิยมบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบันว่าเป็นตัวแทนของ “ตลาดเสรี” ดังที่คูล แฮนด์ ลุคกล่าวไว้ “เจ้านายแก่ๆ ผู้น่าสงสารพวกนั้นคงต้องการความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะหาได้” โดยสรุป อำนาจนิยมแบบอิสรเสรีนิยมในระดับหนึ่งจึงกินความครอบคลุมถึงอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาแทบทั้งหมดนั่นเอง ชัดนะไบรอัน. หมายเหตุ: แปลจาก Kevin Carson, “What’s a ‘Libertarian Authoritarian’?,” C4SS, 16 September 2025.   * บทความ * การเมือง * ต่างประเทศ * เควิน คาร์สัน * ภาคิน นิมมานนรวงศ์ * อำนาจนิยม * เสรีนิยม

dlvr.it

นักปรัชญาชายขอบ: กปปส.-พรรคส้ม-รัฐพันลึก

นักปรัชญาชายขอบ: กปปส.-พรรคส้ม-รัฐพันลึก

นักปรัชญาชายขอบ: กปปส.-พรรคส้ม-รัฐพันลึก นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Tue, 2026-08-11 - 23:02 ฝ่ายที่เชียร์พรรคประชาชนหรือพรรคส้มเสนอว่าเราควรเลิกพูดถึง “การโหวตอนุทิน” ได้แล้ว เพราะพรรคส้มก็ออกมา “ขอโทษ”แล้ว เราจึงควร “มองไปข้างหน้า” ว่าจะต่อสู้เอาชนะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้อย่างไร การวิจารณ์พรรคส้มเป็นการวิจารณ์ “ไม่ตรงเป้า” เพราะเป้าหมายที่เราต้องวิจารณ์และตรวจสอบเพื่อเอาชนะให้ได้ คือระบอบสีน้ำเงิน  แต่ที่จริงการขอโทษของพรรคส้ม ก็เป็นเพียงการขอโทษต่อ “ความผิดพลาดทางเทคนิค” เท่านั้น เช่น ประเมินสถานการณ์ผิด ไม่คาดคิดว่าพรรคน้ำเงินจะหักหลัง หรือจะส่งผลให้ระบอบสีน้ำเงินเรืองอำนาจมากขึ้น ขอโทษที่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ฯลฯ ทั้งหมดนั้นไม่ใช่การแสดง “ความรู้สึกผิด” ใน “ความผิดที่แท้จริง” คือการที่พรรคส้ม “ทำการเมือง แบบไม่เลือกวิธีการ” ซึ่งขัดแย้งกับการประกาศ “เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย” อย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาการโหวตอนุทิน ไม่ใช่ปัญหาที่มองได้เพียง “มิติเดียว” เท่านั้น คือมิติความผิดพลาดทางเทคนิค หรือการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองผิดพลาด ดังที่พรรคส้มและกองเชียร์พยายามอธิบายต่อสาธารณะ เพราะยังมี “ปัญหาที่ใหญ่” กว่านั้น คือ “การทำการเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” ของพรรคส้ม ซึ่งมีความสอดคล้องกับการเมืองแบบ กปปส. และรัฐพันลึกใน “บางด้านที่สำคัญ” ที่ควรวิจารณ์อย่างถึงราก เพื่อเป็น “บทเรียน” ไม่ให้เกิด “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ขึ้นอีก เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ คือ กปปส. ชูวาทกรรม “ปฏิรูปประเทศ” ให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ ปราบโกง แต่กลับขวางเลือกตั้งเพื่อสร้างเงื่อนไขไปสู่ “รัฐประหารโดยรถถัง” ผลลัพธ์คือได้ “ระบอบประยุทธ์” ส่วนพรรคส้มชูวาทกรรม “เปลี่ยนแปลงประเทศ” แต่ร่วมมือกับ “รัฐประหารเงียบ” ของรัฐพันลึกที่ใช้กลไกอำนาจนอกระบบเอาพรรคแดงลง เพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาล โดยพรรคส้มโหวตให้ครบทุกเสียง ผลลัพธ์คือ ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” (ซึ่งสืบทอดระบอบประยุทธ์) เรืองอำนาจมากขึ้น  จริงอยู่ กปปส. กับพรรคส้ม “คิดต่างกัน” ใน “ประเด็นสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย” เพราะ กปปส.เห็นพ้องกับแนวทางการรักษาและเพิ่มอำนาจของสถาบันกษัตริย์ตามที่คณะรัฐประหารทำมาตลอด แต่พรรคส้มเห็นไปในแนวทางปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย ทว่าเพื่อจะเอาชนะทักษิณ ชินวัตรและพรรคแดงแล้ว ทั้ง กปปส.และพรรคส้ม ต่างได้ใช้ “การเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” เช่นกัน และทั้งสองฝ่ายต่าง “เห็นตรงกัน” กับรัฐพันลึกในเรื่องสำคัญทางการเมืองบางเรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ชาว กปปส. จะแสดงออก “ตรงไปตรงมา” มากกว่าว่าพวกเขาเห็นด้วยกับรัฐพันลึกที่ใช้วิธีการ “รัฐประหารโดยรถถัง” ล้มรัฐบาลพรรคแดง ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 แกนนำ กปปส.จัด “ปาร์ตี้ฉลองชัย” กันอย่างเอิกเกริก ขณะที่พรรคส้ม “เหนียมอาย” มากกว่า แสดงออกเหมือนไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบ ใช้กลไกอำนาจนอกระบบสอยนายกฯ พรรคแดง และเบรกพรรคแดงยุบสภา แต่ก็ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบของรัฐพันลึก ย้อนกลับไป ณ ตอนคลิปอังเคิลถูกปล่อย พรรคส้มออกมาเรียกร้องให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร “ยุบสภา” ทันที มีเสียงท้วงติงจากอีกฝ่ายว่าการที่พรรคฝ่ายค้านกดดันให้ยุบสภา และพวก กปปส.เก่าประกาศชุมนุมกดดัน ระวังจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร ปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาแสดงความเห็นสวนทันทีว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เคยเกิดรัฐประหารในอดีต จึงไม่น่าจะเกิดรัฐประหารขึ้นได้ แต่ที่จริงปิยบุตรที่พูดเรื่อง “นิติสงคราม” บ่อยๆ ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าหลังเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา รัฐพันลึกเป็นฝ่ายคุมเกมว่าจะให้พรรคไหนเป็นหรือไม่เป็นรัฐบาลก็ได้ อย่างที่ปิยบุตรเรียกว่า “ออกใบอนุญาตที่ 2” ดังนั้น รัฐพันลึกจึงไม่จำเป็นที่ต้องใช้กองทัพออกมาทำรัฐประหารให้เอิกเกริกเหมือนเดิม เพราะสามารถทำ “รัฐประหารเงียบ” โดยใช้นิติสงครามสอยนายกฯ ยุบพรรคการเมือง หรือเปลี่ยนรัฐบาลก็ได้   แต่ทันทีที่พรรคส้มเห็นรัฐพันลึกใช้กลไกอำนาจนอกระบบสอยนายกฯ และเบรกพรรคแดงยุบสภา เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคแดงเป็นพรรคน้ำเงิน แทนที่พรรคส้มจะต่อต้านรัฐประหารเงียบ กลับรีบประโดดเข้าร่วมมือกับรัฐประหารเงียบทันที ด้วยการ “ทำดีลโหวต” อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี  การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ เป็นการสะท้อนว่าพรรคส้ม “เห็นตรงกัน” กับรัฐพันลึกว่า “เคสปล่อยคลิปอังเคิล” ทำให้รัฐบาลพรรคแดง “หมดความชอบธรรม” ที่จะเป็นรัฐบาลอีกต่อไป (พรรคส้ม, กองเชียร์ และม็อบ กปปส.เก่าจึงประสานเสียงกดดันให้รัฐบาลพรรคแดงยุบสภาทันที) แต่กลับเห็นว่า “เคสต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” ซึ่งเป็น “ความผิดร้ายแรงมากกว่า” ยังมี “ความชอบธรรม” สมควรให้เป็นรัฐบาล พูดอีกอย่างคือ เพราะรัฐพันลึกเห็นว่าเคสปล่อยคลิปอังเคิลหมดความชอบธรรม จึงทำรัฐประหารเงียบโดยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบสอยนายกฯ พรรคแดงและเบรกพรรคแดงยุบสภา และเห็นว่า “เคสต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” มีความชอบธรรมที่ควรให้เป็นรัฐบาลมากกว่า และเพราะพรรคส้ม “เห็นตรงกัน” กับรัฐพันลึกในสองเคสนี้ จึงร่วมมือกับรัฐประหารเงียบโหวตให้พวกต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.เป็นรัฐบาลครบทุกเสียง แม้ว่า “เป้าหมายทางการเมือง” ของรัฐพันลึกกับพรรคส้มจะต่างกันมากก็ตาม ถ้าเพียงแต่พรรคส้ม “เห็นแย้งอย่างแท้จริง” กับรัฐพันลึกในสองเคสดังกล่าว ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคส้มจะโหวตให้ฝ่ายต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นรัฐบาล ดังนั้น การที่พรรคส้มเห็นตรงกันกับรัฐพันลึกว่าเคสปล่อยคลิปอังเคิลทำให้หมดความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป แต่เคสต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. ซึ่งเป็น “ความผิดร้ายแรงมากกว่า” กลับมีความชอบธรรมสมควรโหวตให้เป็นรัฐบาล จึงเป็น “ปัญหาใหญ่” ของพรรคส้มที่ถูกมองข้าม   ที่น่าเศร้าคือ ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้ม ต่างแสร้งมองไม่เห็น "พรรคส้มร่วมมือกับ รปห.เงียบ" ไม่ต่างอะไรกับปัญญาชนที่เชียร์ กปปส. แสร้งมองไม่เห็น “กปปส.ร่วมมือกับ รปห.รถถัง” ซึ่งสะท้อนปัญหาที่เป็นมายาวนานว่า “ความถูกต้องอยู่ที่ความเป็นฝ่ายเดียวกัน" มากกว่าจะอยู่ที่ความซื่อตรงต่อหลักการ แน่นอน พรรคส้มอาจโต้แย้งว่าเราไม่ได้โหวตอนุทิน เพราะเห็นว่าฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. “มีความชอบธรรม” ที่จะเป็นรัฐบาล แต่ที่โหวตเช่นนั้น เพราะเรา “ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งสะท้อนว่าพรรคส้มมี “เจตนาดี” อยากแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แต่ชาว กปปส. ก็อ้างได้ทำนองเดียวกันว่าเราก็มี “เจตนาดี” ต้องการปราบโกง ไม่ใช่เห็นว่ารัฐประหารมีความชอบธรรม ทว่าการอ้างเจตนาดีเช่นนั้น มันลบล้าง “การกระทำที่รับรองความชอบธรรม” ของรัฐประหารโดยรถถังและรัฐประหารเงียบไปแล้วไม่ได้เลย ประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกคือ เวลาที่พรรคส้มและกองเชียร์อ้าง “เจตนาดี” เหมือนกำลังอ้างราวกับว่าการมีเจตนาดีสามารถ “ลบล้าง” การทำผิดหลักการได้ เช่น ลบล้างการ “ประเมินแบบบิดเบี้ยว” ว่าเคสปล่อยคลิปอังเคิลหมดความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป ส่วนเคสต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. มีความชอบธรรมที่ควรจะเป็นรัฐบาลมากกว่าจึงโหวตให้ แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคแดงอ้าง “เจตนาดี” บ้างว่าที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยการเอาพรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาล หลังเลือกตั้ง 2566 และพรรคแดงร่วมรัฐบาลกับพรรคน้ำเงิน หลังเลือกตั้ง 2569 ก็เพราะต้องการนำนโยบายหาเสียงไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน แทนที่จะปล่อยให้อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือฝ่ายรัฐพันลึกเท่านั้น พรรคส้มและกองเชีย์ก็จะ “เย้ยหยัน” เจตนาดีเช่นนั้นทันทีว่าเป็นเพียง “ข้ออ้างเพื่อแบ่งเค้ก” ในการร่วมรัฐกันเท่านั้นเอง กลายเป็นว่าถ้าจะให้ “ถูกต้อง” พรรคแดงต้องไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลในปี 2566 ต้องรอ 10 เดือนเพื่อโหวตให้พรรคส้มเป็นรัฐบาลให้ได้ และไม่ควรร่วมรัฐบาลกับพรรคน้ำเงินหลังเลือกตั้ง 2569 อีก ซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันว่า “ความถูกต้องคือการทำแบบที่ชาวส้มเห็นว่าถูกต้องเท่านั้น” และหากพรรคส้มถูกวิจารณ์ว่า “ทำผิด” เช่น กรณีการโหวตอนุทิน ชาวส้มก็จะอ้างว่า “ที่จำเป็นต้องโหวตแบบนั้น ก็เพราะต้นเหตุมาจากพรรคแดงตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ฯลฯ”    ผมสนับสนุนพรรคส้มมาตลอด ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ เพิ่งสังเกตเห็น “วิธีคิดที่ยึดฝ่ายตนเองเป็นศูนย์กลางของความถูกต้อง” ของชาวส้มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ผมเริ่มวิจารณ์การโหวตอนุทินเป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบัน ยิ่งเห็น “ตรรกะของทัวร์ด้อมส้ม” ที่มีวิธีคิดแบบนั้นชัดเจนขึ้น และเมื่อกลับไปทบทวนความคิดและบทบาทของ “คณะก้าวหน้า” และ “แกนนำพรรคส้ม” ก็ยิ่งเห็นวิธีคิดแบบนั้นชัดเจนขึ้น  ประเด็นคือ ถ้าฝ่ายตนเองถูกต้องจริง ก็ไม่มีใครว่าอะไรที่จะยืนยันว่ามันถูกต้อง เพราะนั่นคือสิ่งที่ควรต้องทำ เช่น การยืนยันว่าที่โหวตอนุทินเพราะ “ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ” ผมไม่เคยพูดเลยว่าความต้องการเช่นนี้ หรือ “เจตนาดี” เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิด แต่ชาวส้มจะอ้างเจตนาดีหรือเป้าหมายที่ดีใดๆ มาลบล้าง “การกระทำที่ผิดหลักการ” ที่ทำลงไปแล้วไม่ได้  โดยเฉพาะ “การประเมินแบบบิดเบี้ยว” ว่าเคสปล่อยคลิปอังเคิลหมดความชอบธรรม ปล่อยให้เป็นรัฐบาลต่อไปไม่ได้ แต่เคสต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.มีความชอบธรรมสมควรโหวตให้เป็นรัฐบาลได้ ซึ่งเป็น “ความเห็นตรงกัน” กับรัฐพันลึกที่ทำรัฐประหารเงียบ จนกระทั่งทำให้พรรคส้มและกองเชียร์ “ไม่รู้สึกผิด” ใดๆ เลยกับการโหวตแบบร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ แค่รู้สึกผิดที่ “ไม่สมหวัง” หรือทำให้ประชาชน (ฝ่ายที่สนับสนุน) ผิดหวังเท่านั้นเอง วันนี้พรรคส้มประกาศ “วาระ 2 ปี พรรคประชาชน กับภารกิจสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่า สร้างประเทศไทยให้ก้าวไกล เพื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” ผมเห็นว่าทำตามที่ประกาศหาเสียงไม่สำเร็จหรอก ถ้าไม่สามารถแยกการสร้างประชาธิปไตยออกจาก “การเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรกสุด!  ว่ากันว่ามีแนวคิดของชาวกรีกโบราณ ที่เรียกว่า “hubris - ความเย่อหยิ่งทรนง/อวดดี” และมีนักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวโทษว่า “การล่มสลายของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ มาจากความเย่อหยิ่งอวดดีของชาวเอเธนส์เอง” ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าสองทศวรรษของความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา ส่วนสำคัญหนึ่งมันคือ “ความขัดแย้งที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเย่อหยิ่งทรนง/อวดดีแบบชนชั้นกลางในเมือง” ที่มักจะโชว์ว่าอ่านมากกว่า รู้มากกว่า เข้าใจปัญหาการเมืองในประเทศและของโลกมากกว่าชาวบ้านทั่วไป แล้วดูถูกชาวบ้านว่าไร้การศึกษา ไม่รู้เรื่องการเมือง เป็น “ควายแดงที่เลือกไม่เป็น” ผมนึกว่ายุคของการดูถูกประชาชนผู้เลือกจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ล่าสุดยังมี “หมอรุ่นใหม่” คนหนึ่งโพสต์ว่า “รัฐบาลที่พวกมึงเลือกมามีแต่ปัญญาอ่อน” และปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าก็แชร์โพสต์นี้กันมากในโซเชียล วิธีคิดที่ยึดฝ่ายตนเองเป็นศูนย์กลางของความถูกต้อง คือภาพสะท้อนความเย่อหยิ่งอวดดีว่าพวกตนอ่านมากกว่า รู้มากกว่า มีปัญญาสูงส่งกว่าคนอื่น ก้าวหน้ากว่า มีจุดยืนทางการเมืองถูกต้องกว่า เลือกข้างถูกต้องกว่า ทำให้พวกเขา "ดูถูก" คนคิดต่างที่ตั้งคำถามและวิจารณ์ตรงไปตรงมาได้ง่ายๆ ที่แย่กว่านั้นคือทำให้ทนงตนว่าเมื่อฝ่ายเราเป็นฝ่ายถูกกว่าใครๆ เสมอ แม้จะทำการเมืองแบบไม่เลือกวิธีการก็ไม่ผิด! ไปๆ มาๆ ก็เอาแต่วิจารณ์ฝ่ายอื่น โดยลืมดูความเป็นจริงว่าฝ่ายตนเองก็ “ทำอะไรผิดในเรื่องแบบเดียวกัน” กับที่วิจารณ์ฝ่ายอื่นๆ เช่น กรณีล่าสุดวิจารณ์วิมล ไทรนิ่มนวลที่แชร์กันในโซเชียลว่า “ไม่เชื่อหนังสือที่ตนเองเขียน” ซึ่งก็ “น่าจะจริง” แต่คำถามคือ การที่พรรคส้มเขียน “วิสัยทัศน์พรรค” ไว้ว่า “จะไม่ทำการเมืองที่มุ่งทำลายพรรคคู่แข่งโดยไม่เลือกวิธีการ” ทว่ากลับโหวตอนุทินแบบร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ บนการตัดสินอย่างบิดเบี้ยวว่าพรรคที่ถูกโจมตีเรื่องคลิปอังเคิลหมดความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป แต่พรรคที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.มีความชอบธรรมสมควรโหวตให้เป็นรัฐบาลมากกว่า นี่ถือว่ายัง “เชื่อวิสัยทัศน์พรรคที่ตนเองเขียน” อยู่หรือไม่  ผมคิดว่าหากชาวส้มต้องการจะสร้าง “พรรคมวลชน” เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สำเร็จ จำเป็นต้องลดความเย่อหยิ่งอวดดีแบบที่ยึดฝ่ายตนเป็นศูนย์กลางความถูกต้อง และลดการมองเห็นแต่ “ด้านร้าย” ของฝ่ายอื่นในความหมายว่า “ไม่ใช่เราล้วนเทาหมด” ลงบ้าง เพราะเป็นไปไม่ได้หรอกที่วิถีการเมืองแบบ “ไม่เอาใครเลย”  (โดยเฉพาะการด่วนถีบพวกที่คิดต่างและวิพากษ์วิจารณ์ชาวส้มตรงไปตรงมาให้เป็นฝ่ายอื่นง่ายๆ) จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง!     * บทความ * การเมือง * นักปรัชญาชายขอบ * กปปส. * พรรคส้ม * รัฐพันลึก * พรรคประชาชน

dlvr.it

'เอกชัย' ถูกส่งตัวจาก รพ.ราชทัณฑ์ กลับเรือนจำคลองเปรม 112WATCH พบข้อจำกัดการรักษา

'เอกชัย' ถูกส่งตัวจาก รพ.ราชทัณฑ์ กลับเรือนจำคลองเปรม 112WATCH พบข้อจำกัดการรักษา

'เอกชัย' ถูกส่งตัวจาก รพ.ราชทัณฑ์ กลับเรือนจำคลองเปรม 112WATCH พบข้อจำกัดการรักษา Pazzle Tue, 2026-08-11 - 19:39 "เอกชัย หงส์กังวาน" ผู้ต้องขังคดี ม.110 ที่แอดมิทอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้ถูกส่งตัวกลับเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 ทั้งที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์จากแพทย์ ต้องรอลุ้นผลตรวจชิ้นเนื้อที่ช่องท้องและชิ้นเนื้อที่หัวที่ถูกส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี 112WATCH แสดงความกังวลต่อสภาวะสุขภาพที่เสื่อมโทรมลงอย่างหนักของเอกชัย เนื่องจากเขามีภาวะน้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ปวดท้องเรื้อรัง และมีความเสี่ยงที่โรคฝีในตับจะกำเริบซ้ำ 112WATCH ชี้ โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีอุปสรรคในการรักษา เนื่องจากไม่มีแพทย์เฉพาะทางและอุปกรณ์ในการวิเคราะห์โรคซับซ้อน ทำให้ต้องส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อทั้งหมดไปตรวจวิเคราะห์ที่โรงพยาบาลอื่น จนเกิดความล่าช้า   11 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่า "เอกชัย หงส์กังวาน" ผู้ต้องขังคดี ม.110 ที่แอดมิทอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้ถูกส่งตัวกลับเรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2569 แม้สุขภาพของเขายังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้เอกชัยต้องแอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อตรวจอาการปวดท้อง และน้ำหนักลดเรื้อรัง ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 โดยสถานการณ์ด้านสุขภาพของเอกชัยพบว่าเขายังต้องรอผลตรวจชิ้นเนื้อที่ช่องท้องและชิ้นเนื้อที่หัว โดยชิ้นเนื้อทั้งสองดังกล่าว ได้ถูกส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี คาดว่าจะรู้ผลในวันที่ 21 ส.ค. 2569 ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ เอกชัย วัย 50 ปี ถูกคุมขังจากข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ม.110 จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ให้ลงโทษจำคุกเขาสูงถึง 21 ปี 4 เดือน โดยที่เขาไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเรื่อยมา112WATCH ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสภาวะสุขภาพที่เสื่อมโทรมลงอย่างหนักของเอกชัย ระบุ จากการเข้าเยี่ยมของทีมทนายความ ณ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 ภาพสะท้อนทางกายภาพของเอกชัยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตสุขภาพที่น่าวิตก ร่างกายของเขาน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและผิดปกติ จากเดิม 72–73 กิโลกรัม เหลือเพียง 64–65 กิโลกรัม ใบหน้าซูบตอบอย่างเห็นได้ชัด โครงกระดูกคิ้วและซี่โครงโปนขึ้นมาอย่างทรุดโทรม นอกจากนี้ เขายังเผชิญกับอาการวูบ ท้องอืด และปวดท้องเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2569 เอกชัยเคยถูกส่งตัวเข้ารักษาด่วนเนื่องจากอาการปวดบริเวณแผลเก่าที่เคยรักษาโรคฝีในตับ แม้ผลอัลตราซาวด์ในขณะนั้นจะไม่พบสิ่งผิดปกติที่ตับ แต่แพทย์ระบุว่าเขายังคงมีความเสี่ยงที่โรคฝีในตับจะกำเริบซ้ำ อีกทั้งยังพบอาการต่อมลูกหมากโตและกระบังลมอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2569 อาการปวดท้องและน้ำหนักตัวที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลราชทัณฑ์ต้องรับตัวเขาเข้าแอดมิทตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 เพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร ในการตรวจส่องกล้องเบื้องต้น แพทย์พบรอยแดงคล้ายผื่นกระจายตัวภายในกระเพาะอาหาร จึงได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพิสูจน์ (Biopsy) เพื่อคัดกรองภาวะมะเร็งระยะเริ่มต้นและโรคในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เอกชัยยังต้องเข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรบริเวณศีรษะด้านซ้าย ซึ่งต้องเย็บถึง 3 เข็ม เพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจพิสูจน์หาสาเหตุเช่นเดียวกัน อุปสรรคสำคัญที่สะท้อนถึงโครงสร้างสาธารณสุขในเรือนจำไทย คือการที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีแพทย์เฉพาะทางและอุปกรณ์ในการวิเคราะห์โรคซับซ้อน ทำให้ต้องส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อทั้งหมดไปตรวจวิเคราะห์ภายนอก ณ โรงพยาบาลราชวิถี ส่งผลให้กระบวนการฟังผลตรวจชิ้นเนื้อต้องใช้เวลารอคอยนานเกือบ 1 เดือน (มีกำหนดฟังผลชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารในวันที่ 14 ส.ค. และชิ้นเนื้อที่ศีรษะในวันที่ 21 ส.ค. 2569) ซึ่งในระหว่างนี้ เอกชัยจำต้องถูกคุมขังอยู่ในสภาพผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลราชทัณฑ์โดยไม่มีความแน่ชัดในคำวินิจฉัย แม้ว่าก่อนหน้านี้ในวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทีมทนายความจะเคยยื่นคำร้องขอประกันตัว พร้อมแนบความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนจากเวชระเบียนว่า เอกชัยควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมภายนอกเรือนจำ ทว่าในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลฎีกากลับมีคำสั่งยกคำร้อง โดยอ้างเหตุผลว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว 112WATCH ขอชี้แจงว่า สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม เท่าเทียม และทันท่วงที (Right to Health) ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากล การคุมขังผู้ต้องหาที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาไว้ในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิต โดยปราศจากการเข้าถึงการแพทย์เฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ แต่ยังเข้าข่ายการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 112WATCH ขอเรียกร้องต่อศาลยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาคืนสิทธิในการประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน รวมถึงนักโทษความคิดและผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน เพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานก่อนที่สถานการณ์จะสายเกินแก้     * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * 112WATCH * เอกชัย หงส์กังวาน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * โรงพยาบาลราชทัณฑ์ * คดี ม.110

dlvr.it

หวั่น ตม.ผลักดัน 28 ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในไทย ไปเผชิญอันตรายนอกประเทศ

หวั่น ตม.ผลักดัน 28 ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในไทย ไปเผชิญอันตรายนอกประเทศ

หวั่น ตม.ผลักดัน 28 ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในไทย ไปเผชิญอันตรายนอกประเทศ ภาพปก: สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพชรบุรี (ที่มา: เว็บไซต์ phetchaburi imm) XmasUser Tue, 2026-08-11 - 17:27 จากรณีที่เมื่อ 9 ส.ค. 69 เจ้าหน้าที่จังหวัดเพชรบุรีควบคุมตัวชาวกะเหรี่ยง 28 คนที่ไม่มีเอกสารทางสถานะ ส่ง ตม. สร้างความกังวลให้ชาวบ้านอาจถูกผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย เหตุคนที่ถูกควบคุมตัวเป็นชาวบ้านที่อาศัยที่บ้านป่าละอู-ป่าเด็ง มาหลายสิบปี โดยมีญาติยืนยันข้อเท็จจริง เด็กบางคนเกิดในไทย และอยู่ระหว่างพิสูจน์สถานะฯ หากมีการผลักดันไปพม่า ที่ชาวบ้านไม่มีเอกสารทะเบียน และกำลังมีสงครามระหว่างกองทัพพม่า-KNU อาจทำให้พวกเขาเผชิญอันตราย   11 ส.ค. 2569 เว็บไซต์สื่อ สำนักข่าวชายขอบ รายงานวันนี้ (11 ส.ค.) กรณีความคืบหน้า จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินปฏิบัติการ “ฟ้าสางป่าเด็งใต้” โดยสนธิกำลังหลายฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวม 135 ราย เข้าตรวจค้นพื้นที่บริเวณบ้านป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และบ้านป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันในผืนป่าแก่งกระจาน โดยเป็นปฏิบัติการภายใต้นโยบายกำจัดผู้มีอิทธิพลกลุ่มจีนเทา และตรวจสอบบุคคลต่างชาติที่อาจเข้ามาสวมสิทธิทางทะเบียน  ในปฏิบัติการดังกล่าวเจ้าหน้าที่มีการควบคุมตัวชาวกะเหรี่ยง รวม 28 คน ไปที่ สภ.แก่งกระจาน ในจำนวนนี้มีเด็ก 8 คน โดยเป็นเด็กที่มีอาการป่วย 1 คน และหญิงตั้งครรภ์ 2 คน ทั้งหมดถูกควบคุมตัวในห้องขัง  แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่เริ่มตั้งด่าน และตรวจสอบในชุมชนตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นเวลาที่ชาวบ้านจะเริ่มเดินทางออกไปทำงาน หรือออกไปทำไร่ โดยเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจค้นบ้านพัก และตรวจสอบเอกสารประจำตัวของชาวบ้าน หากไม่สามารถแสดงเอกสารยืนยันตัวตนได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวไปสอบสวน   แหล่งข่าวเผยว่า ผู้ที่ถูกควบคุมส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันสถานะบุคคล แต่บางรายอาศัยในชุมชนบ้านป่าเด็ง บ้านป่าละอู และบ้านปกาเกอะญอ มานานหลายสิบปี มีญาติอาศัยอยู่ในพื้นที่ยืนยันได้ เด็กบางคนเกิดในไทยและกำลังรอการดำเนินการพิสูจน์สถานะบุคคลทั้งหมด ไม่ได้เป็นคนที่หลบหนีจากภัยสงคราม หรือขบวนการยาเสพติด ตามที่เจ้าหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลก่อนหน้านี้  ต่อมา ในวันที่ 10 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติและสถานะบุคคลจนเสร็จสิ้น ก่อนส่งตัวทุกคนให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพชรบุรี ดำเนินการต่อ ซึ่งอาจเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือกระบวนการทางศาล ที่ชาวบ้านที่ไม่มีบัตรฯ อาจถูกผลักดันออกนอกประเทศไทย “ชาวบ้านที่ถูกจับกุมและญาติ มีความกังวลว่าหากถูกผลักดันออก กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะส่งตัวชาวบ้านให้กับทหารพม่า เท่ากับส่งชาวบ้านให้ไปเจออันตราย เพราะชาวบ้านไม่มีบัตรประชาชนพม่า ไม่เคยมีข้อมูลทางทะเบียนพม่า ตอนนี้ทหารพม่ากำลังมีการสู้รบกับกองกำลังกะเหรี่ยง KNU และทหารพม่ามีการโจมตีชาวบ้านและทำลายหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้เมื่อ 1-2 เดือนก่อนเคยมีการจับชาวบ้านแบบครั้งนี้ มีการส่งชาวบ้านประมาณ 10 กว่าคนให้ทหารพม่ารับตัวไป ซึ่งจนตอนนี้ญาติก็ติดต่อชาวบ้านกลุ่มนั้นไม่ได้เลย” แหล่งข่าวระบุ ณ ตอนนี้ แหล่งข่าวระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการผลักดันเมื่อใด  แหล่งข่าวกล่าวว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการในพื้นที่ป่าเด็ง-ป่าละอู ซึ่งมีทั้งการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดและการตรวจสอบสถานะบุคคล อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการดำเนินการทั้ง 2 กรณีเป็นปฏิบัติการเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่ยืนยันว่าเป็นการจับกุมคนละกรณี โดยชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ถูกควบคุมตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดแต่อย่างใด * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ชาวกะเหรี่ยง * เพชรบุรี * บ้านป่าเด็ง * บ้านป่าละอู * ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง * อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

dlvr.it

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตามเดิม ศาลปกครองให้ 'ประกันสังคม ก้าวหน้า' ชนะคดี

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตามเดิม ศาลปกครองให้ 'ประกันสังคม ก้าวหน้า' ชนะคดี

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตามเดิม ศาลปกครองให้ 'ประกันสังคม ก้าวหน้า' ชนะคดี Pazzle Tue, 2026-08-11 - 17:26 "ษัษฐรัมย์" เผยศาลปกครองกลางพิพากษาให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า "ชนะคดี" ศาลระบุ ประกาศคำสั่งชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่มีเหตุจำเป็นและขัดต่อกฎหมาย ส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องกลับมาดำเนินตามเดิมในวันที่ 27 ก.ย. 2569   11 ส.ค. 2569 กรรมกรข่าว  The Reporters ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษา คดีที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้ายื่นโดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน หัวหน้าทีมประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นฟ้องขอเพิกถอน ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ที่มีมติชะลอการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้า เห็นว่า กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมทำเกินกว่าเหตุ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลือกตั้งตามกำหนดการเดิม 27 ก.ย. 2569 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทุเลาการบังคับใช้ประกาศชะลอการเลือกตั้ง จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษาวันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ฝ่ายผู้ยื่นฟ้อง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ พร้อมทีมประกันสังคมก้าวหน้า เข้าฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง คือ สำนักงานประกันสังคม มอบให้ผู้แทนกองกฎหมายของสำนักงานประกันสังคมเข้าฟังคำพิพากษา และรับคำตัดสิน ต่อมาเวลา 15.35 น. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ออกจากห้องพิพากษา ก่อนมาประกาศกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการว่า “ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะคดี” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี หัวหน้าทีมประกันสังคมก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า "ชนะคดี" โดยมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศ คำสั่งชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งต้องกลับมาดำเนินตามปฏิทินเดิม โดยศาลมีข้อวินิจฉัยที่สำคัญ ว่า กรณีอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการประกาศชะลอ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เข้าข้อยกเว้นความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด ซึ่งก็สามารถเทียบเคียงได้ว่าสำนักงานประกันสังคมเอง ได้มีการของบประมาณไว้แล้ว 275 ล้านบาท พร้อมกันนั้น ถ้าต้องใช้งบประมาณเพิ่ม ก็ยังสามารถขอจากคณะกรรมการประกันสังคมได้ เพราะฉะนั้น คำสั่งชะลอการเลือกตั้ง จึงไม่มีเหตุจำเป็น และขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ ต้องดำเนินการสู่การเลือกตั้งตามปกติ ตามคำของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ศาลได้คงคำสั่งทุเลาไว้ ซึ่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศในการชะลอ นั่นหมายความว่าสำนักงานประกันสังคมไม่สามารถที่จะออกประกาศที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้ ”ตอนนี้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ปฏิทินการเลือกตั้งตามปกติ และการออกคำสั่ง ออกประกาศที่ผ่านตรงนั้น ถือว่าเป็นเป็นการออกประกาศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” อ.ษัษฐรัมย์ กล่าว เมื่อถามถึงประเด็นที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าสื่อสารมาตลอดว่าประกาศชะลอดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมทำเกินกว่าเหตุ ศาลมีการวินิจฉัยประเด็นนี้ด้วยหรือไม่ อ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เป็นไปตามลักษณะที่ตนได้ชี้แจงไปว่า สำนักงานประกันสังคมเองก็มีความสามารถและมีการตระเตรียมการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องงบประมาณ และวิธีการจัดการเลือกตั้งไว้แล้ว ดังนั้น การที่มีคำสั่งชะลอโดยที่ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลา ก็เป็นไปตามที่ได้มีการชี้แจงไว้ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกันก็คือเป็นสิ่งที่เกินกว่าเหตุ เมื่อถามว่าประเด็นการใช้สิทธิ์ของผู้ประกันตน ความชัดเจนตอนนี้คือ ทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ได้หรือเฉพาะคนที่ลงทะเบียน อ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม ก็ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล ที่มีคำพิพากษาออกมาแล้ว เดิมทีนั้นได้มีการเตรียมบัตรเลือกตั้งกว่า 7 ล้านใบไว้เรียบร้อย ดังนั้น ถ้าต้องมีการเพิ่มจำนวนบัตรเลือกตั้งเข้าไป ก็อาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ว่าในขณะเดียวกัน เรื่องการของบประมาณก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดอะไร เมื่อคำพิพากษาออกมาแล้ว ในส่วนของ กกต. ของสำนักงานประกันสังคมต้องออกมารับผิดชอบกับประกาศชะลอหรือไม่นั้น อ.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า คิดว่าการรับผิดชอบโดยพื้นฐาน ก็คือแสดงว่าคำสั่งหรือประกาศเรื่องการชะลอการเลือกตั้งที่มีมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถือว่าไม่มีแล้ว การรับผิดชอบเบื้องต้นตอนนี้คือ จัดการเลือกตั้งให้ได้ตามปฏิทินเดิม เมื่อถามถึง กรณีเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคม ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีการเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ยึดกำหนดเดิม 27 ก.ย.นั้น เหมือนเป็นการพลิกลิ้นกับประกาศชะลอ มองอย่างไรบ้าง อ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ในการพิจารณาคดี การให้การและการไต่สวน เราจะเห็นได้ตามเงื่อนไขซึ่งก็สอดคล้องไปกับคำพิพากษาของศาลด้วยเช่นเดียวกัน เห็นได้ว่า การเลือกตั้งที่มีการชะลอออกไป นอกเหนือจากใช้คำสั่งชะลอที่อาจจะเป็นสิ่งที่เกินกว่าเหตุ ขัดต่อกฎหมาย แล้วการที่ให้คณะกรรมการประกันสังคมอยู่ในอำนาจรักษาการที่ยาวนาน ซึ่งนับ ณ ตอนนี้ก็เป็นระยะเวลาเกือบ 6 เดือนแล้ว ก็วิเคราะห์ได้ว่าอาจจะสร้างความเสียหายระยะยาวต่อการบริหารประกันสังคม เพราะฉะนั้นด้านหนึ่ง ตนคิดว่าตอนนี้ สิ่งที่ สปส.ต้องโฟกัสเลยก็คือ เดินหน้าจัดการเลือกตั้ง ”การเลือกตั้งหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการที่จะเปลี่ยนองค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศให้กลับเข้าสู่มือของประชาชนอีกครั้ง เงินของคนหาเช้ากินค่ำ เงินที่จะเป็นเงินของเด็ก 1.2 ล้านคน เงินของคนท้อง 2 แสนคน คนแก่ที่รับเงินบำนาญอยู่ประมาณ 9 แสนคน คนที่เจ็บป่วยอีกนับล้านคน ข้อกังวลของผมคือ การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องเป็นการจัดการเลือกตั้งตามปฏิทินเดิม และอยากฝากถึงพี่น้องประชาชน ว่า พวกเราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุด และมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากที่สุด ขอให้ช่วยกันจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำให้ประกันสังคมเป็นหลักพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง“ อ.ษัษฐรัมย์ กล่าวทิ้งท้าย   * ข่าว * การเมือง * แรงงาน * ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี * ประกันสังคม * ประกันสังคมก้าวหน้า * เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม * ศาลปกครองกลาง

dlvr.it

'ฟ้า พรหมศร' อดอาหารวันที่ 41 เรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย

'ฟ้า พรหมศร' อดอาหารวันที่ 41 เรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย

'ฟ้า พรหมศร' อดอาหารวันที่ 41 เรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย Pazzle Tue, 2026-08-11 - 15:38 “ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้วกว่า 41 วัน โดยฟ้าเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ ขณะที่แม่ที่มีอาการซึมเศร้า ฟ้ายังได้ทราบข่าวจากทางบ้านว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งก่อนหน้านี้สถานการณ์ของพ่อเขาที่อาการไม่ค่อยดีนัก ฟ้าถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อปี 64 โทษจำคุกในคดีนี้ของเขาอยู่ที่ 2 ปี 10 เดือน ทางทนายความได้มีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 4 ครั้ง    11 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน วันที่ 10 ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ที่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลครอบครัว โดยพ่อของเขาป่วยโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคต่าง ๆ รวมถึงแม่ที่มีอาการซึมเศร้า ฟ้าอยู่ในชุดยูนิฟอร์มเดิมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ แต่วันนี้เสื้อที่สวมดูตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเขาผอมลงไปอีก ท่าทางของฟ้าดูโรยแรง และซีดเซียว เขาขอนั่งพักสักพักใหญ่ ระหว่างนั้นก็ดมยาดม หลับตา และสูดหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนทำสัญญาณให้พูดคุยได้ ฟ้าอัปเดตว่า เมื่อเช้ากินเกลือแร่ 1 ซอง และทานกาแฟดำผสมน้ำผึ้งซึ่งได้จากเจ้าหน้าที่ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาถูกนำตัวไปให้น้ำเกลือที่ห้องพยาบาลอีกครั้งด้วย ช่วงนี้ ค่าน้ำตาลวัดมากสุดฟ้าบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 85 ส่วนความดันมากสุดจะอยู่ที่ 100 อัตราการเต้นของหัวใจฟ้ารู้สึกว่าต่ำลงเรื่อย ๆ โดยแต่ละสัปดาห์ผ่านไป ก็ค่อนข้างแย่ลงเรื่อย ๆ อาการท้องมีเสียงโกรกกาก เหมือนแก๊สดันขึ้นมา รวมทั้งยังมีอาการเวียนหัว และปวดท้องจนเป็นเรื่องปกติ  รวมทั้งมีบางเวลาที่ปวดจุกมาก เขาพยายามกินยาธาตุน้ำขาวช่วยบรรเทา  ฟ้าให้ข้อมูลว่าตั้งแต่เขาอดอาหาร ไม่ได้มีนักโภชนาการหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาพูดคุย มีแต่เพียงแพทย์เวรหรือผู้ช่วยพยาบาลที่มาดูอาการ ดูแล้วต่างจากสถานการณ์ของนักกิจกรรมที่อดอาหารที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อนหน้านี้ โดยตอนนี้มีเพื่อนผู้ต้องขังที่มาคอยช่วยดูอยู่ด้วย เพราะกลัวจะวูบล้มไป ฟ้าเล่าว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกเหนื่อยมาก จนแทบไม่มีแรงลุกไปหาหมอเวร ภาพทุกอย่างรอบตัวดูช้าไปหมด ทั้งวันหมดไปกับการนอนเฉย ๆ ไม่ค่อยได้ลุกมาทำกิจกรรมอะไร ไม่ได้ไปห้องสมุดหรือหาหนังสือมาอ่านอีก แต่ในทุกวัน เขายังพยายามสวดอธิษฐานถึงผลการต่อสู้อดอาหารในครั้งนี้ของเขา “บางทีฟ้าก็อยากรู้ว่าการสู้ของฟ้าจะเป็นผลไหม แต่ตอนนี้ฟ้าไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ครอบครัวที่เป็นเรื่องประเสริฐของชีวิต” ฟ้าบอกไว้ ฟ้ายังอัปเดตข่าวจากทางบ้าน ว่าทราบว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล และได้ฝากข้อความห่วงใยมาถึงฟ้าด้วย รวมทั้งก่อนหน้านี้ได้ทราบสถานการณ์ของพ่อที่อาการไม่ค่อยดีนัก ทำให้รู้สึกเศร้าจนน้ำตาร่วงออกมา ก่อนหน้านี้ ฟ้ายังย้ำถึงเรื่องภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ว่าเป็นเรื่องที่เขาอยากดู เพราะน่าจะมีเรื่องราวของวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล ที่เขามีส่วนเติบโตมา ฟ้าบอกว่าเขาทัน “ก๋ง” ที่มาจากเมืองจีน แม้จะไม่นานนัก และยังสนิทกับอาม่า เขายังเรียนรู้ภาษาจีนแต้จิ๋ว และอาหารจีนต่าง ๆ  เขามีทั้งความเป็นจีน ไทย และลาวปนกัน เติบโตมากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม “ปกติก๋งเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอาหาร แต่ฟ้าที่อยู่ในวัยเด็ก และเป็นเด็กทานยาก ก๋งจะยอมทำกับข้าวให้ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก เป็นความทรงจำที่มีต่อก๋ง นึกมองย้อนกลับก็เป็นความทรงจำที่น่ารักเหลือเกิน ในความทรงจำของฟ้าหลังจากที่เขาเสีย ฟ้าก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่เริ่มมาสนใจในตอนหลัง ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อชอบพาไปปักกิ่ง ไปซัวเถา ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยเจริญ แต่พ่อก็พาไป เพราะพ่อบอกว่าก๋งเคยอยู่ที่นั่น คงอยากให้ไปเรียนรู้รากเหง้า พอศึกษามากขึ้น เราก็รู้สึกขอบคุณที่เราเป็นตัวเราในวันนี้” ฟ้าบอกเล่าถึงภูมิหลังของเขา เขายังแต่งบทกลอนฝากออกไปสื่อสารในครั้งนี้ด้วยว่า “เธอคือ ผู้ร้อยเรียง ความรัก คือศรศัก ปักหัวใจ เธอคือ ความหมาย ทุกสิ่งไป คือไฟ ในวิญญาณ เธอคือชีพ คือชีวิต คือดวงจิต คือทุกอย่าง จากนี้ ในชาติใด ไม่ปล่อยวาง ขอตามข้าง ทุกคราไป” ฟ้ายังย้ำถึงการต้องถูกนำตัวไปศาลอาญา ในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ในการสืบพยานคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งอยากให้เพื่อน ๆ มาติดตามคดี  วันนี้ฟ้าหยุดพูดเพื่อพักเหนื่อยถี่ขึ้นกว่าทุกครั้งที่เยี่ยม เขาพยายามพูดสิ่งที่คิดได้แบบเร็ว ๆ และต่อเนื่องให้จบ จากนั้นก็จะหยุดพักสูดหายใจเข้า-ออก ยาวๆ พร้อมกับดมยาดมเป็นระยะ   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ฟ้า พรหมศร * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * พรหมศร วีระธรรมจารี * คดี ม.112 * สิทธิประกันตัว

dlvr.it

'พีมูฟ' ประกาศตามหา 'อนุทิน-ปกรณ์-สุขสมรวย'ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

'พีมูฟ' ประกาศตามหา 'อนุทิน-ปกรณ์-สุขสมรวย'ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

'พีมูฟ' ประกาศตามหา 'อนุทิน-ปกรณ์-สุขสมรวย'ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน แมวส้ม ภาพ/เรื่อง Pazzle Tue, 2026-08-11 - 13:49         11 ส.ค. 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของวัน โดยเคลื่อนขบวนมายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมปราศรัยและจัดกิจกรรมติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน  ระหว่างการชุมนุมเพื่อรอผลการประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. ผู้ชุมนุมมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ฌาปนกิจรูปภาพของรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์” เพื่อแสดงออกคัดค้านกรณีที่ปกรณ์ได้เสนอให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569 กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมวางดอกไม้จันทร์บนโลงศพสีน้ำเงิน รวมถึงนำกรงหนูและกาวดักหนูมาประกอบกิจกรรม ก่อนที่จะมีการจุดไฟเผารูปภาพดังกล่าว  การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก พีมูฟปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนในหลายกรณีที่ยังค้างคา โดยเฉพาะปัญหาสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พีมูฟออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่อง “หอบเอาหวังประชาชน สู่การพิจารณา ครม.” ระบุว่า การประชุม ครม. ในวันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ถือเป็นนัดสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้หรือไม่ และจะมีผู้ใดขัดขวางดังเช่นรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ อีกหรือไม่  พีมูฟยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน พร้อมระบุว่า การดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อกลไกดังกล่าว กำลังทำให้ความหวังของประชาชนในการมีสิทธิชุมชนเพื่อจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ลดน้อยลง    ในแถลงการณ์ พีมูฟระบุว่า โฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถูกยกเลิกไปเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะที่ธนาคารที่ดินกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งพีมูฟมองว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม พีมูฟยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพีมูฟเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งหมด และขอให้มีหลักประกันว่าธนาคารที่ดินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ รวมถึงทวงคืนกลไกโฉนดชุมชน  พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยการเคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาลและการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันรัฐบาลระหว่างรอผลการประชุม ครม. ซึ่งเครือข่ายยังคงจับตาว่าจะมีความคืบหน้าต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนหรือไม่       * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * พีมูฟ * ปกรณ์ นิลประพันธ์ * อนุทิน ชาญวีรกูล * สุขสมรวย วันทนียกุล * ธนาคารที่ดิน * โฉนดชุมชน * ป่าไม้ที่ดิน

dlvr.it

คนงานยานภัณฑ์ผิดหวัง เรียกร้องเงินชดเชยเลิกจ้างเกือบ 2 ปี ศาลให้นายจ้างจ่ายเยียวยา 9 พัน

คนงานยานภัณฑ์ผิดหวัง เรียกร้องเงินชดเชยเลิกจ้างเกือบ 2 ปี ศาลให้นายจ้างจ่ายเยียวยา 9 พัน

คนงานยานภัณฑ์ผิดหวัง เรียกร้องเงินชดเชยเลิกจ้างเกือบ 2 ปี ศาลให้นายจ้างจ่ายเยียวยา 9 พัน ภาพปก: ภาพการชุมนุมหน้า สน.ดุสิต ของยานภัณฑ์ และ P-move เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จากการฝ่าฝืนประกาศคำสั่งห้ามชุมนุมรอบทำเนียบฯ ในรัศมี 50 เมตร (ถ่ายโดย ไข่แมวชีส) XmasUser Tue, 2026-08-11 - 13:13 เมื่อ 5 ส.ค. 69 ศาลจังหวัดสมุทรปราการ อ่านคำพิพากษาให้ ‘ยานภัณฑ์’ ชดเชยค่าเสียหายคนงาน 663 คน คนละ 9,076 บาท ทั้งที่คำนวณค่าชดเชยจริงควรได้คนละ 200,000 บาทขึ้นไป อัยการไม่อุทธรณ์ต่อ ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดลง ส่วนคดีแพ่ง อยู่ระหว่างนำทรัพย์สินนายจ้างขายทอดตลาด แต่คนงานประเมินว่าน่าจะยังไม่พอจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างให้คนงานทั้งหมดอยู่ดี    11 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ มาลี เตวิชา ประธานสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป และ ธนพร วิจันทร์ สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน อัปเดตความคืบหน้าคดีความอาญา กรณีบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอะไหล่ และชิ้นส่วนรถยนต์ เลิกจ้างคนงานจำนวน 859 ราย โดยไม่ยอมจ่ายเงินชดเชย รวมมูลค่า 244 ล้านบาท ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. 2567  ไทม์ไลน์ 2 ปี การต่อสู้ของคนงานยานภัณฑ์ สำหรับบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ เบรก ครัช และอื่นๆ และเป็นซัปพลายเออร์อะไหล่ให้กับยี่ห้อรถชื่อดังอย่าง โตโยตา และอีซูซุ ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2495  จนกระทั่ง 26 พ.ย. 2567 บริษัท ยานภัณฑ์ ต้องปิดตัวอย่างกะทันหัน โดยทางนายจ้างเคยชี้แจงในศาลว่า บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เนื่องจากซัปพลายเออร์ยุติการสั่งออเดอร์ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กับทางโรงงาน ทำให้คนงานจำนวน 859 ชีวิตตกงานทันที โดยไม่มีการจ่ายเงืนค่าชดเชย 244 ล้านบาท ในอีก 3 วันถัดมา เมื่อ 29 พ.ย. 2567 มีการเจรจาตกลงกันระหว่างนายจ้าง และคนงาน โดยนายจ้างจะขอแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด ได้แก่  * งวดที่ 1 จ่ายเงินชดเชย 70% ภายใน 20 ธ.ค. 2567 * งวดที่ 2 จ่ายเงินชดเชย 20% ภายใน 27 ธ.ค. 2567 * งวดที่ 3 จ่ายเงินชดเชย 10% ภายใน 27 ม.ค. 2568  อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2567 หรือกำหนดจ่ายเงินค่าชดเชยงวดที่ 1 กลับไม่มีเงินโอนเข้าบัญชีของลูกจ้าง ทำให้คนงานตัดสินใจปักหลักชุมนุมหน้าโรงงานตั้งแต่ 23 ธ.ค. 2567 เพื่อกดดันให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชย และกังวลว่าทางนายจ้างจะแอบมาขนทรัพย์สินในโรงงานหนีออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่จ่ายเงินให้คนงาน  คนงานมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงต้นปี 2568 มีการเดินทางมายื่นหนังสือทั้งในคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงแรงงาน และที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความช่วยเหลือในการตามเงินชดเชยจากนายจ้าง ภาพบรรยากาศการชุมนุมของยานภัณฑ์ ที่อาคาร ก.พ.ร. แฟ้มภาพ เมื่อ 18 มี.ค. 2568 ถ่ายโดย iLaw TH ข้อเสนอของทางคนงาน คืออยากให้รัฐบาลเบิกงบประมาณรายจ่ายกลางมาจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างให้คนงานก่อน และให้รัฐบาลไปติดตามเงินจากนายจ้างเอาเอง ส่วนทรัพย์สินที่กรมบังคับคดียึดมาจากนายจ้างจะตกมาเป็นของภาครัฐทั้งหมด ภาครัฐสามารถนำทรัพย์สินของนายจ้างขายทอดตลาด และนำรายได้จากการขายเก็บกลับเข้ามาในคงคลัง  เหตุที่คนงานเลือกเสนอวิธีดังกล่าว เนื่องจากหากรอให้นายจ้าง หรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ติดตามเงินจากทางนายจ้าง อาจใช้เวลานานจนเกินรอ ขณะที่ผลกระทบต่อคนที่ตกงานเกิดขึ้นทุกวัน คนส่วนใหญ่ที่ถูกเลิกจ้างมักเป็นคนอายุประมาณ 30-40 ปีขึ้นไป ทำให้การหางานใหม่ค่อนข้างยาก หลายคนจึงหวังว่าถ้าได้เงินชดเชย อาจจะพอไปตั้งตัวใหม่ได้ โดยนำไปลงทุนเพื่อประกอบกิจการส่วนตัว หรือซื้ออุปกรณ์ทำงานรับจ้างอื่นๆ  ส่วนอีกข้อเสนอคือการจัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้าง” โดยระหว่างที่ประกอบกิจการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องเอาเงินมาใส่ไว้ในกองทุน และเมื่อใดก็ตามที่มีการเลิกจ้าง ก็จะได้เอาเงินจากกองทุนฯ มาจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้าง กองทุนฯ ตัวนี้คือเครื่องรับประกันว่า คนงานจะได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง โดยไม่ต้องลุ้นว่าจะโดนเบี้ยวเงินค่าชดเชยหรือไม่   ต่อมา เมื่อ 11 มี.ค. 2568 คนงานยานภัณฑ์ได้เดินทางมาปักหลักที่อาคารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล โดยหวังให้รัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้อง นำเรื่องเบิกงบกลางบรรจุเข้าที่ประชุม ครม. พิจารณาเบิกงบกลางช่วยเหลือคนงาน และในวันถัดมา 12 มี.ค. 2568 ตัวแทนคนงานหญิงของยานภัณฑ์ 7 คนได้ประกาศอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือแรงงานที่ถูกลอยแพ  แฟ้มภาพ ตัวแทนยานภัณฑ์ที่อดอาหารประท้วงเกือบ 1 เดือน คนงานอดอาหารประท้วงจนถึงวันที่ 8 เม.ย. 2568 รวมระยะเวลาเกือบ 1 เดือน หลังทราบข่าวว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะบรรจุวาระพิจารณาเบิกงบกลางเข้าที่ประชุม ครม. เร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ทางคนงานยังปักหลักชุมนุมต่อ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการช่วยเหลือคนงาน แต่ในท้ายที่สุด การช่วยเหลือคนงานทั้งในส่วนการเบิกจ่ายงบกลาง และข้อเสนอเชิงนโยบายในจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงฯ ก็ไม่เคยเกิดขึ้น  แกนนำคนงานยังคงปักหลักชุมนุม จนกระทั่ง 16 พ.ย. 2568 แกนนำแรงงานยานภัณฑ์ จึงประกาศยุติการปักหลักชุมนุมที่อาคาร ก.พ.ร. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล สิริรวมระยะเวลาทั้งสิ้น 10 เดือน และ 23 วัน ทางแกนนำประกาศว่าจะเปลี่ยนจากการชุมนุมปักหลักอยู่กับที่ กลับไปขับเคลื่อนขั้นตอนทางกระบวนการยุติธรรมทั้งในส่วนของคดีอาญา และคดีแพ่ง  คนงานผิดหวัง ได้ค่าเยียวยาคนละ 9,076 บาท  ความคืบหน้าล่าสุด ทางด้านคดีความอาญาของยานภัณฑ์ ธนพร วิจันทร์ สส.พรรคประชาชน แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า ศาลจังหวัดสมุทรปราการ อ่านคำพิพากษาเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ระบุว่า นายจ้างจะจ่ายค่าชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้คนงาน 663 คน ตกคนละ 9,076.92 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,018,000 บาท  (ยังไม่ใช้เงินชดเชยจากการเลิกจ้าง)  เมื่อนายจ้างมีการจ่ายเงินแล้วก็ไม่มีโทษทางอาญาในกรณีนี้  ทั้งนี้ ธนพร ระบุว่า แต่เดิมคนงานจะได้เยียวยาคนละ 8,000 บาท จากแรงงานจำนวน 800 กว่าคน แต่เนื่องจากวันพิพากษา มีผู้มารับสิทธิเงินเยียวยาค่าเสียหาย 663 คน ทำให้คนงานได้รับเงินเยียวยาค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 9,076 บาท   ขณะที่มาลี เตวิชา ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป ระบุว่า อัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ดังนั้น สำหรับคดีอาญาถือว่าจบลงแล้ว แต่ในส่วนของคดีแพ่ง ยังอยู่ในกระบวนการ โดยเธออัปเดตว่าตอนนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ยึดทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อรอขายทอดตลาด ซึ่งต้องมาดูว่าจะได้เงินเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม เธอประเมินว่าคนงานอาจจะไม่ได้เงินค่าชดเชยเลิกจ้างเลยสักคนเดียว เพราะหนี้ที่บริษัทติดค้างเจ้าหนี้มีจำนวนมาก จนไม่พอที่จะเหลือเอามาจ่ายให้คนงาน  มาลี เตวิชา (แฟ้มภาพ เมื่อ ก.พ. 2568) ต่อประเด็นที่สื่อสอบถามว่า คิดยังไงกับคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ มาลี เผยว่า หลายคนก็ผิดหวัง และเสียใจ เพราะว่าเงินชดเชยที่คนงานควรได้จะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาทขึ้นไป แต่ตอนนี้ได้มาแค่ 9,000 บาทเท่านั้น อีกทั้ง บางคนก็รู้สึกว่าทำไมศาลไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับลูกจ้างที่ถูกลอยแพ โดยเฉพาะในช่วงไต่สวนคดีไกล่เกลี่ยกับนายจ้าง เมื่อ 26 พ.ค. 2569  สำหรับข้อเสนอถึงภาครัฐ มาลี ในฐานะอดีตคนงานจากบริษัทยานภัณฑ์ มองว่า เธออยากให้ภาครัฐมีบทบาทในการช่วยแรงงานมากกว่านี้ เพราะว่าเราเห็นหลายๆ บริษัทพนักงานโดนเลิกจ้าง เราไม่อยากให้คนโดนลอยแพ ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว เราอยากให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์กว่านี้ และควรที่จะมีทนายความดูแลคดีละเมิดสิทธิแรงงานให้กับตัวแรงงาน โดยที่ตัวแรงงานไม่ต้องร้องรอ เข้าถึงได้  "อย่างเคสยานภัณฑ์ไม่มีทนาย ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเลย เราต้องเป็นขอไปหาเอง น่าจะมีการตั้งเป็นกลุ่มทนายช่วยเหลือประชาชน และช่วยเหลือแรงงาน" มาลี กล่าว  ช่วงชีวิตตอนนี้ของมาลี อดีตแรงงานยานภัณฑ์ เธอไม่ได้ทำงานโรงงานอีกแล้ว กลับบ้านมาเป็นแม่ค้าเร่ขายของ เพราะว่าคนอายุ 40 ปีขึ้นไป การจะหางานใหม่เป็นเรื่องที่ยาก และเธอต้องกลับมาดูแลแม่ที่ตาบอดด้วย  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ยานภัณฑ์ * มาลี เตวิชา * ธนพร วิจันทร์ * กระทรวงแรงงาน * ศาลจังหวัดสมุทรปราการ * เลิกจ้างลอยแพ

dlvr.it

เอ็มพาวเวอร์ทวง ‘อนุทิน’ เร่งรับรองกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ส่งปากกาด้ามยักษ์แทนเสียงคนทำงาน

เอ็มพาวเวอร์ทวง ‘อนุทิน’ เร่งรับรองกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ส่งปากกาด้ามยักษ์แทนเสียงคนทำงาน

เอ็มพาวเวอร์ทวง ‘อนุทิน’ เร่งรับรองกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ส่งปากกาด้ามยักษ์แทนเสียงคนทำงาน แมวส้ม ภาพ/รายงาน Pazzle Tue, 2026-08-11 - 12:09 “พวกเราพร้อมแล้ว แล้วนายกฯ พร้อมเซ็นหรือยัง?” เอ็มพาวเวอร์ทวง ‘อนุทิน’ เร่งรับรองกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ส่งปากกาด้ามยักษ์แทนเสียงคนทำงาน    11 ส.ค. 2569 เวลา 10.00 น. บริเวณข้างประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ พร้อมกลุ่มพนักงานบริการ และเครือข่าย จัดกิจกรรม “รอฉัน รอเธออยู่ รอนายกเซ็นรับรองกฎหมายเราอยู่” เพื่อติดตามและทวงถามความคืบหน้า พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเซ็นรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ พ.ศ. … ของนายกรัฐมนตรี หลังร่างกฎหมายถูกพิจารณาให้เป็นร่างกฎหมายการเงิน และอยู่ระหว่างรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป  กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทุกยุคก็มีเรา” โดยมีพนักงานบริการจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานของผู้ให้บริการทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเรีกยร้องให้รัฐยกเลิกการกำหนดความผิดทางอาญาและสร้างระบบคุ้มครองสิทธิของคนทำงานอย่างเป็นรูปธรรม  หนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมคือการเปิดม่าน “ทุกยุคก็มีเรา” ผ่านละครจำลองเรื่องเล่าชีวิตของพนักงานบริการ ถ่ายทอดประสบการณ์ของคนทพงานหลากหลายยุค ตั้งแต่บ้านสาว คาราโอเกะ คาเฟ่ อาบอบนวด อะโกโก้ บาร์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยพนักงานบริการจากทั้ง 3 จังหวัด ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน ความฝัน อุปสรรค การถูกตีตรา และการทำงานภายใต้กฎหมายที่ยังทำให้ผู้ให้บริการทางเพศถูกมองในฐานะ “ผู้กระทำผิด” มากกว่าคนทำงานที่ควรได้รับการคุ้มครอง  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ปูพรมแดงต้อนรับพนักงานบริการ” โดยตัวแทนพนักงานบริการจากพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมส่งเสียงสะท้อนว่า ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปกี่ยุค ผู้ให้บริการทางเพศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและระบบเศรษฐกิจ  อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ “ปากกายักษ์ด้ามโปรดของพนักงานบริการ” ซึ่งตัวแทนพนักงานบริการเตรียมนำไปมอบให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนเสียงของคนทำงานที่รอคอยการลงนามรับรองร่างกฎหมายมาเป็นเวลานาน พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า  “พวกเราพร้อมแล้ว แล้วนายกฯ พร้อมเซ็นหรือยัง?”  มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ระบุว่า การผลักดันให้ยกเลิกความผิดทางอาญากับผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมายาวนานกว่า 40 ปี และมีความเข้มข้นขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการผลักดันและยกร่างกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเอ็มพาวเวอร์จะจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน พ.ศ. 2567 และรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,293 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อรัฐสภา  อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 ก.ค.​ 2569 ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาให้เป็นร่างกฎหมายการเงิน ส่งผลให้ต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติได้ ขณะที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการลงนามรับรอง  ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 มีการเผยแพร่สรุปมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับข้อสังเกตของคณะกรรมการตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี โดยมีประเด็นให้เร่งรัดการยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณี ซึ่งมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เห็นว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาการจับกุม การตีตรา หรือการถูกปฏิเสธสิทธิด้านแรงงาน  เอ็มพาวเวอร์จึงเห็นว่า การลงนามรับรองของนายกรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ร่างกฎหมายกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เปิดทางให้เกิดการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อไป และเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม     * ข่าว * การเมือง * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ * มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ * อนุทิน ชาญวีรกูล * พนักงานบริการ

dlvr.it

องค์กรคริสต์ฮ่องกง วิจารณ์รัฐบาล ไม่ยอมเปิดบัญชีหนังสือต้องห้าม หลังจับกุมร้านหนังสือหลายแห่ง

องค์กรคริสต์ฮ่องกง วิจารณ์รัฐบาล ไม่ยอมเปิดบัญชีหนังสือต้องห้าม หลังจับกุมร้านหนังสือหลายแห่ง

องค์กรคริสต์ฮ่องกง วิจารณ์รัฐบาล ไม่ยอมเปิดบัญชีหนังสือต้องห้าม หลังจับกุมร้านหนังสือหลายแห่ง ภาพจากเฟซบุ๊กของ 田園書屋 Greenfield Book Store ร้านหนังสือที่ตำรวจฮ่องกงเข้าจับกุมเจ้าของร้านเมื่อ 15 ก.ค.2569  admin666 Tue, 2026-08-11 - 09:12 รัฐบาลฮ่องกงปฏิเสธที่จะเผยแพร่ลิสต์รายชื่อหนังสือที่สั่งห้าม หลังจากที่มีการจับกุมร้านหนังสืออิสระหลายราย ทำให้เอ็นจีโอคริสต์อนุรักษ์นิยม The Society for Truth and Light วิจารณ์รัฐบาลว่า "ใช้อำนาจโดยมิชอบ" และบั่นทอนหลักนิติธรรม นอกจากนี้ การกวาดจับร้านหนังสือในฮ่องกง ยังส่งผลให้ร้านหนังสือ Greenfield ปิดตัวลงไปอีกหนึ่งราย ในช่วงที่ผ่านมามีร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงหลายร้านเผชิญกับการบุกตรวจค้นโดยตำรวจความมั่นคงฮ่องกงรวมถึงมีการจับกุมเจ้าของร้านกับคนทำงาน โดยอ้างว่าพวกเขามีหนังสือที่ "ปลุกระดม" ไว้ในครอบครอง แต่การตั้งข้อหาเช่นนี้ก็นำมาสู่ปัญหาที่ว่า ทางการฮ่องกงไม่ได้มีรายชื่อหนังสือต้องห้ามออกมาอย่างชัดเจนว่า หนังสือเล่มใดที่เข้าข่ายมีความผิดด้านความมั่นคงบ้าง ปัญหาดังกล่าว ทำให้กลุ่มเอ็นจีโอคริสต์สายอนุรักษ์นิยมที่ชื่อ The Society for Truth and Light ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์การปราบปรามร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงทั้งที่ไม่มีรายชื่อหนังสือต้องห้ามที่ชัดเจน โดยระบุว่าเป็น "การใช้อำนาจโดยมิชอบ" และบั่นทอนหลักนิติธรรม อีกทั้งยังยืนยันในแถลงการณ์ว่ารากฐานของ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ต้องตั้งอยู่บน "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ชอยจีซัม เลขาธิการใหญ่ของ The Society for Truth and Light กล่าวว่า "ประชาชนไม่ควรจะะต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวหรือมีสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้ถูกระบุห้ามจากศาลว่าผิดกฎหมาย" แถลงการณ์ของกลุ่มชาวคริสต์กลุ่มนี้ ออกมา 2 สัปดาห์หลังจากที่มีกรณีตำรวจความมั่นคงฮ่องกงบุกค้นและจับกุมร้านหนังสืออิสระ 2 แห่งคือ Have a Nice Stay และ Greenfield Bookstore โดยอ้างว่าทั้งสองร้านต้องสงสัยว่าจะฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง ที่เรียกว่า มาตรา 23 ในข้อหา "กระทำการโดยมีเจตนาปลุกระดม หรือทำในสิ่งที่มีเจตนาปลุกระดม" เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ร้านหนังสือฮ่องกงถูกตำรวจบุกค้น หลังประกาศจะปิดตัวด้วยเรื่องการเงินและความเสี่ยงจาก 'กฎหมายที่ไม่ชัดเจน' ถึงแม้ทางการจะอ้างว่าตำรวจได้ตรวจพบหนังสือที่อาจจะเข้าข่ายมีเจตนากระตุ้นความเกลียดชังต่อรัฐบาล แต่พวกเขาก็ไม่มีการเผยแพร่บัญชีรายชื่อหนังสือต้องห้ามต่อสาธารณะ โดยที่รัฐมนตรีความมั่นคงของฮ่องกง คริส ถัง ก็ประกาศว่าทางการจะไม่มีการเผยแพร่ลิสต์รายชื่อหนังสือต้องห้าม ถัง แถลงข่าวในเรื่องนี้ว่ากฎหมายความมั่นคงฮ่องกงไม่ได้จงใจตั้งเป้าหมายเล่นงานร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งโดยเฉพาะ แต่บริษัทหรือกิจการใดก็ตามที่ทำผิดกฎหมายทางการก็จะจับกุมและดำเนินคดีถ้าหากมีหลักฐานมากพอ ก่อนหน้านี้ถังก็เคยอ้างว่าเรื่องภาระความรั่บผืดชอบควรตกอยู่กับคนขายหนังสือเอง ว่าจะต้องไม่ขายหนังสือที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ชอย บอกว่า การที่ภาครัฐไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อหนังสือต้องห้ามถือเป็นการ "การใช้อำนาจโดยมิชอบและเป็นการกระทำที่บั่นทอนเจตจำนงของหลักนิติธรรม" ชอย มองว่าธุรกิจต่างๆ ต้องมีกรอบทางกฎหมายไว้อ้างอิงเพื่อที่จะประกอบธุรกิจได้โดยไม่เป็นปัญหา แทนที่จะมีการตัดสินว่าอะไรผิดกฎหมายผ่านทางดุลยพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมายเอง กรณีร้านหนังสือ Have A Nice Stay มีการประกาศจะปิดตัวมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีการบุกค้นและจับกุม ในขณะที่ Greenfield มีการประกาศปิดตังหลังเหตุการณ์ถูกจับกุมได้ 2 สัปดาห์ ในเหตุการณ์จับกุมมีการยึดหนังสือของกลางที่ทางการอ้างว่ามีเจตนา "ปลุกระดม" ทำให้เกิดความเกลียดชังต่อทางการฮ่องกง ต่อตุลาการ และต่อหน่วยงานบังคับกฎหมาย และมีการควบคุมตัวพนักงาน 2 ราย Greenfield ประกาศว่าพวกเขาจะปิดตัวเมื่อหมดสัญญาเช่า แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าสัญญาเช่าจะหมดตอนไหน ทำให้ Greedfield เป็นร้านหนังสือรายที่ 3 แล้วที่ประกาศปิดตัวหลังจากมีการบุกจับจากทางการ ก่อนหน้านี้ก็มีร้านหนังสืออีกรายหนึ่งที่ถูกบุกค้นและจับกุมจนกระทั่งปิดตัวลงคือ Elmbook ที่เคยถูกหนังสือพิมพ์รัฐบาลฮ่องกงกล่าวหาว่าขายหนังสือที่ส่งเสริมการเรียกร้องเอกราชฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีร้านหนังสืออื่นๆ ที่ยังไม่ปิดตัวแต่ก็เคยถูกจับกุมในลักษณะเดียวกันคือ Hunter Bookstore และ Book Punch ที่มีการยึดหนังสือชีวประวัติของ จิมมี ไหล เจ้าของสื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแอปเปิลเดลี ที่เพิ่งถูกตัดสินลงโทษจำคุกคดีความมั่นคงเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา Greenfield ระบุผ่านหน้าโซเชียลมีเดีย 2 สัปดาห์หลังจากที่ถูกจับกุมว่า "ร้านของพวกเราจะปิดตัวลงหลังจากหมดสัญญาเช่า ขอบคุณที่เดินทางร่วมกับพวกเรา ฝ่าฟันลมฝนมาด้วยกันโดยตลอดเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่ที่พวกเราเปิดร้าน" นอกจากนี้ในหน้า Instagram ของร้าน Greenfield ยังมีข้อความเกี่ยวกับการปิดร้านอีกว่า "เมื่อไม่มีทุ่งเขียวขจี (green fields) แล้ว ดอกไม้จะเบ่งบานที่ไหนได้อีก" ซึ่งสื่อ Hong Kong Free Press ระบุว่าน่าจะเป็นข้อความที่สื่อถึงหนังสือ Let Only Red Flowers Bloom: Identity and Belonging in Xi Jinping’s China ที่แปลตรงตัวว่า "ขอแค่ให้มีแต่ดอกไม้แดงที่เบ่งบาน: อัตลักษณ์และความเป็นส่วนหนึ่งในจีนภายใต้สีจิ้นผิง" ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือที่ตำรวจยึดไปจากร้านตอนที่บุกค้น   เรียบเรียงจาก * Gov’t refusal to release banned book list following independent bookstore arrests is ‘abuse of power,’ Christian NGO says, HKFP, 03-08-2026 * 50-year-old Greenfield Bookstore to close following arrests, national security raid, HKFP, 29-07-2026   Tags : ข่าว, ต่างประเทศ, สิทธิมนุษยชน,  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น * ร้านหนังสือ * Greedfield * The Society for Truth and Light * คริสต์ * บัญชีหนังสือต้องห้าม * กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง * คดีปลุกระดม * ฮ่องกง * จีน

dlvr.it

ปาฐกถานิธิ 69 : ‘พวงทอง’ ชี้ปม ธุรกิจกองทัพไทยกับความชอบธรรม ที่ถูกท้าทายในโลกสมัยใหม่

ปาฐกถานิธิ 69 : ‘พวงทอง’ ชี้ปม ธุรกิจกองทัพไทยกับความชอบธรรม ที่ถูกท้าทายในโลกสมัยใหม่

ปาฐกถานิธิ 69 : ‘พวงทอง’ ชี้ปม ธุรกิจกองทัพไทยกับความชอบธรรม ที่ถูกท้าทายในโลกสมัยใหม่ admin666 Tue, 2026-08-11 - 08:29 ในงานปาฐกถานิธิ ปี 69 'พวงทอง' ชี้ปัญหาปมธุรกิจกองทัพไทยในโลกสมัยใหม่ ทั้งการปล่อยเช่าคลื่นวิทยุโทรทัศน์ การขายไฟฟ้าและปล่อยเช่าพื้นที่ EEC ที่เป็นเพียงการหาประโยชน์ของผู้นำกองทัพแต่ไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติอีกต่อไป แม้กระทั่งการแบ่งปันผลประโยชน์ในกองทัพก็ยังขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้ประโยชน์ ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทำให้กองทัพขาดความชอบธรรม กระทบความมั่นคงของชาติ เมื่อ 7 ส.ค. 2569 ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ความชอบธรรมของกองทัพกับความมั่นคงของชาติ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พวงทองเริ่มจากกล่าวว่าประเด็นเรื่องกองทัพก็เป็นหัวข้อที่นิธิให้ความสำคัญมากและเคยมีบทความถึง 25 ชิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กองทัพก็ยิ่งตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมหลายเรื่อง แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มประกาศสนับสนุน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่ง คสช.อยู่นานก็ยิ่งเจอกันต่อต้านจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ออกมาต่อต้านก็จะถูกกดปราบทำให้เงียบหรือหนีออกประเทศไป แต่พูดได้ว่ากองทัพสูญเสียความชอบธรรมในการควบคุมทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ  พวงทองกล่าวต่อว่า กองทัพนอกจากถูกต่อต้านโดยขบวนการเยาวชนในช่วงปี 2563 แล้ว กองทัพเองก็มีประเด็นปัญหาทั้งการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นปัญหาซื้อมาแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาความมั่นคงของไทยได้  เช่น การซื้อเรือดำน้ำ ซื้อเรือบินที่เอาไปใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ที่ใช้งานไม่ได้จริง การจัดซื้อที่มีปัญหาเหล่านี้ไม่เคยได้รับคำตอบจากกองทัพว่าทำไมเรือดำน้ำถึงไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้หรือไม่มีการฟ้องร้องบริษัทที่ขาย GT200 ทั้งที่ประเทศอื่นมีการฟ้องร้องกันเรียกค่าเสียหายกัน เรื่องเหล่านี้ถึงกองทัพไม่ตอบแต่ประชาชนก็ไม่ได้เลิกสงสัยหรือมีคำถาม กระทั่งเรื่องที่เราตกอยู่ภายใต้กับดักของรัฐธรรมนูญ 2560 ของระบอบสีน้ำเงินนี้ ประชาชนก็เข้าใจได้เองว่ามาจากระบอบรัฐประหาร 2557 ที่ทำให้สังคมไทยตอนนี้ตกอยู่ในวงจรหลุมลึกที่ไม่สามารถออกไปได้เสียที กองทัพคือสถาบันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความชอบธรรม และกองทัพที่ความชอบธรรมอ่อนแอก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างแน่นอน พวงทองกลับไปกล่าวถึงการให้คำนิยามของความมั่นคงของชาติตามที่รัฐไทยนิยามคือ สภาวะที่ประเทศปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบทำให้รัฐสามารถรักษาเอกราชและบูรณภาพเหนือดินแดนและผลประโยชน์ของชาติไว้ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ตามคำนิยามนี้บทบาทของกองทัพก็คือรั้วของชาติมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและดินแดนจากภัยคุกคามภายนอก แต่นิยามนี้ประชาชนในชาติก็มีความสำคัญเช่นกันและต้องดำรงชีวิตอย่างปกติสุขและยั่งยืน ฉะนั้นความมั่นคงของชาติจึงไม่ใช่เรื่องทางทหารเท่านั้น แต่ต้องมีมิติของมนุษย์ด้วยรัฐจึงจะได้รับการยอมรับ แรงสนับสนุนและความร่วมมือจากประชาชน รัฐที่มั่นคงต้องมีความเป็นอันเดียวกันระหว่างรัฐกับประชาชน มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่าความแข็งแกร่งภายในที่จะทำให้ประเทศนั้นรับมือกับภัยคุกคามหรือวิกฤติขนาดใหญ่ได้อย่างมั่นคง ทั้งชนชั้นนำและกองทัพไทยให้ความสำคัญกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความสามัคคีของคนในชาติมานานแล้ว แต่วิธีการที่พวกเขาใช้เป็นคนละอย่างกับสิ่งที่เธอคิดว่าควรจะเป็น แต่พวกเขาถนัดการใช้สงครามจิตวิทยาและการจัดตั้งมวลชนและมองคนที่คิดต่างว่าเป็นภัยคุกคาม ขยายนิยามความมั่นคง ขยายงานกองทัพ ประเด็นเรื่องความชอบธรรม คือ Max Weber กล่าวว่าความชอบธรรมเป็นหัวใจสำคัญของระเบียบของสังคมการเมือง แม้ว่ารัฐจะมีสิ่งที่เรียกว่าอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายและบังคับผู้คนหรือมีอำนาจในทางอาวุธก็ตาม แต่การใช้อำนาจดิบแบบนี้มันต้องมีความชอบธรรมรองรับด้วยไม่เช่นนั้นการใช้อำนาจของรัฐก็จะขาดสิทธิธรรมหรือคุณภาพ และเวเบอร์ก็อธิบายว่าความชอบธรรมมี 3 แบบ แบบแรก คือความชอบธรรมจากจารีตประเพณีที่มาจากการสืบสายเลือดหรือสืบราชสมบัติหรือความเชื่อกับผู้นำทางศาสนา  แบบสองคือ ความชอบธรรมที่มาจากภาวะผู้นำบารมีของผู้นำ เช่น การพูดโน้มน้าวคนเก่ง  แบบสามคือ ความชอบธรรมจากฐานทางกฎหมายที่สร้างมาอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัยว่าอะไรคือความสมเหตุสมผล เช่นปัจจุบันที่เชื่อในสิทธิเสรีภาพกฎหมายที่ออกมาก็จะมีประเด็นเหล่านี้ด้วย ความชอบธรรมทั้ง 3 แบบนี้ ถ้าเป็นรัฐหรือผู้นำที่เก่งก็จะใช้ทั้ง 3 อย่างควบคู่กันไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแบบที่ 3 ความชอบธรรมที่มาจากระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นมาอย่างสมเหตุสมผล เป็นความชอบธรรมของโลกในปัจจุบัน แต่ในสังคมไทยที่ผ่านมาเราก็รู้กันดีว่ากฎหมายไทยไม่สมเหตุสมผลอย่างไร รวมถึงการบังคับใช้จนพูดไม่สามารถพูดได้ว่า Rule of Law มีอยู่จริงแต่เป็น Rule by Law มากกว่า พวงทองกล่าวถึง ความพยายามของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD แต่ทาง OECD เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความชอบธรรมด้วยเพราะปัจจุบัน OECD ไม่ได้เป็นแค่องค์กรความร่วมมือทางการค้าเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสากลด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองและสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย  OECD มีเกณฑ์ที่จะไม่รับประเทศเผด็จการหรือมีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศอย่างกว้างขวาง ไม่รับประเทศที่ทำธุรกิจโดยการใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์หรือมีการคอรัปชั่น เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและยังส่งผลร้ายต่อประชาชน พวงทองกล่าวว่า คำถามอย่าง “ทหารมีไว้ทำไม” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นคำถามที่ท้าทายความชอบธรรมของกองทัพ เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้รวมถึงผู้คนบนโลกนี้ด้วยก็คือทหารไว้ปกป้องดินแดนของชาติ แต่คงจะมีน้อยคนมากที่กล้าบอกว่าทหารมีไว้ทำรัฐประหารล้มล้างระบบประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีคนเชื่อแบบนี้จริงๆ แต่ก็เชื่อว่าเขาจะไม่กล้าออกมายืนยันบทบาทนี้ของทหาร  แม้ว่าจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในหลายประเทศทหารจะมีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงภายในด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ยิ่งเป็นเผด็จการมากเท่าไหร่บทบาทด้านนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เช่น พม่า ซูดาน ไนเจอร์  ปากีสถาน อียิปต์ หรือไทยเอง พวงทองกล่าวว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยภารกิจด้านความมั่นคงภายในอย่างภัยพิบัติใหญ่ รัฐบาลสามารถเอาทหารเข้ามาช่วยเหลือได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลพลเรือนเท่านั้นเมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ต้องกลับเข้ากรมกองไป กองทัพไม่สามารถมีอำนาจอิสระในการจะออกมาเมื่อไหร่ก็ได้  ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับภารกิจความมั่นคงภายในของกองทัพไทยที่มีอย่างกว้างขวาง เพราะปัญหาความมั่นคงภายในทั้งเรื่องทางเศรษฐกิจ การเมือง ปัญหายาเสพติด ปัญหาค้ามนุษย์ หรือทรัพยากรธรรมชาติ แต่ถ้าเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีการหรือมุมมองแบบทหาร ก็มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แก้ไม่ได้มา 21 ปี การแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการทำสงครามจิตวิทยา เอามวลชนมาปะทะกัน แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยความรู้ความเข้าใจและใจที่เปิดกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พวงทองกล่าวว่าในการปาฐกถาครั้งนี้ประเด็นที่ต้องการจะพูดคือเรื่องธุรกิจกองทัพและแผนการจัดซื้อของกองทัพที่ส่งผลต่อแผนความมั่นคงของไทย สารพัดธุรกิจตั้งแต่รับลอยอังคารถึงสนามกอล์ฟ เรื่องแรกธุรกิจกองทัพนั้นส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในหลายประเด็น และตอนนี้ไม่สามารถใช้เรื่องความมั่นคงของชาติมาเป็นเหตุผลในการให้ความชอบธรรมแก่กองทัพทำธุรกิจต่อไปได้ และเรื่องธุรกิจกองทัพยังเชื่อมโยงอยู่กับประเด็นทหารเกณฑ์อยู่ด้วย  พวงทองกล่าวถึงสิ่งที่พบจากการทำงานร่วมกับ “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม” (เรียกกันว่า กมธ.ธุรกิจกองทัพฯ) มีอยู่ 3 หมวดคือ  * ธุรกิจที่รายได้เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการทหาร 390 กิจการ มีการตรวจสอบภายในแต่ถ้ามีการร้องเรียนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็จะเข้าไปตรวจสอบได้ แต่ก็พบว่าการตรวจสอบอ่อนแอและแทบจะไม่ถูกตรวจสอบจากองค์กรภายนอก  * กิจการที่รายได้เข้าไปที่เงินนอกงบประมาณ เช่นวิทยุโทรทัศน์ กิจการโรงพยาบาล ใช้ากรตรวจสอบภายใน * กิจการที่ลงทุนในบริษัทจำกัด ส่วนนี้ไม่มีข้อมูล พวงทองยกตัวอย่างธุรกิจกองทัพเช่น บริการล้างรถที่เอาพลทหารมาทำ รถพุ่มพวงทั้งปลูกทั้งขาย จนถึงห้องจัดเลี้ยงของกองทัพที่พระราม 9 ที่สร้างมา 3,500 ล้านบาทแล้วไม่ได้ใช้ มีบริการลอยเรืออังคารที่เอาพลทหารมาขับเรือและทำพิธีด้วย  พอกองทัพมีธุรกิจจำนวนมากก็ต้องใช้กำลังพลจำนวนมากเข้าไปจัดการ แค่เฉพาะทหารที่เข้าไปเป็นกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการที่มีไม่ต่ำกว่า 50 กองทุนถ้ารวมทุกเหล่าทัพ กองบัญชาการกองทัพไทยและสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมเฉพาะคนที่เข้ามาบริหารกองทุนไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 คน และคนที่จะเข้ามานั่งเป็นกรรมการได้ต้องเป็นระดับนายพันขึ้นไปด้วย  “สภาวะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศนี้อนุญาตให้ทหารจำนวนมากขนาดนี้ใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการทหาร ประชาชนสามารถตั้งคำถามได้ว่าทหารส่วนใหญ่จะมีความสามารถทำหน้าที่ตามทหารอาชีพได้จริงหรือเพราะเอาเวลามาดูแลธุรกิจมากมายขนาดนี้ ทางกองทัพก็อ้างว่าขวัญกำลังใจของทหารที่เสียสละเพื่อชาติก็ต้องมีความมั่นคงในชีวิตด้วยและเขาอ้างเสมอว่ามีไว้สำหรับทหารชั้นผู้น้อย แต่จริงหรือเปล่า?” นอกจากนั้นกองทัพยังให้เหตุผลยังต้องมีสนามกีฬาเพื่อสุขภาพของกำลังพลที่แข็งแรง ทำให้มีสนามกอล์ฟอยู่ 60 กว่าแห่งเป็นของกองทัพบก 40 กว่าแห่ง และยังรวมถึงสนามมวยสนามยิงปืน และธุรกิจกองทัพยังมีเพื่อความมั่นคงของชาติด้วยในกรณีประเทศประสบภัยสงครามขึ้นมา ธุรกิจกองทัพบางกิจการยังตอบทั้ง 3 เป้าหมายนี้ด้วย เช่น สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ ที่มีการเสนอว่าจะยกคืนให้ อบจ.ปทุมธานีนำไปใช้เป็นสวนสาธารณะ แต่กองทัพก็บอกว่าไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ทางผ่านของเครื่องบินและเมื่อเกิดเป็นสงครามขึ้นมาก็จะเป็นพื้นที่สำหรับตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน แล้วก็มีไว้เพื่อให้นายทหารไปเล่นกอล์ฟเพื่อสุขภาพ และยังมีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี  “ความมั่นคงของชาติเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดก็ว่าได้พอกองทัพอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติขึ้นมารัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ก็ไม่ตั้งคำถามราวกับว่าเป็นสัจธรรมที่ไม่ต้องพิสูจน์ ทั้งที่เราอยู่ในยุคที่ต้องตั้งคำถามได้กับทุกเรื่อง ทุกกิจการที่สร้างขึ้นมาจากงบประมาณของประชาชน สร้างขึ้นมาจากทรัพยากรของรัฐ ที่ดินของรัฐ แล้วก็ใช้กำลังคนมากขนาดนี้แล้วก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและประชาชน ต้องถูกตั้งคำถามได้”  คลื่นวิทยุโทรทัศน์ และ ททบ. 5  พวงทองกล่าวต่อถึงกิจการวิทยุโทรทัศน์ของกองทัพว่ามีอยู่ 169 สถานี โทรทัศน์มี 1 ช่องคือ ททบ.5 ที่ขาดทุนมาตลอดแต่ยังมีกำไรจากรายได้จากการให้เช่าสถานีมักซ์ 2 สถานีที่รัฐบาล คสช.ให้สิทธิ์มาแล้วให้บริษัทเอกชนมาเช่าคลื่นจาก ททบ. 5 แต่เมื่อ กมธ. ขอรายงานงบการเงินจาก ททบ. 5 มาตั้งแต่ปี 2567 เธอก็เพิ่งได้เมื่อ 2 วันก่อนมาปาฐกถานี้ พบว่ารายได้จากการให้บริษัทเอกชนเช่าสถานีมักซ์มีอยู่ประมาณ 1 พันล้านบาทเข้าไปที่รายได้ส่วนเงินนอกงบประมาณ เดิมทีรัฐบาลยุคจอมพลสฤษดิ์ตั้งช่อง 5 ขึ้นมาด้วยเหตุผลความมั่นคงของชาติเพื่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์และการสร้างชาติจำเป็นต้องมีช่องทางการสื่อสารหลักกับประชาชนเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐ นอกจากนั้นยังรวมถึงโฆษณาชวนเชื่อ ควบคุมอุดมการณ์ ความรู้และความคิดของประชาชนด้วย พวงทองกล่าวว่า ในอดีตการครอบครองสื่อแบบนี้อาจจะไม่ถูกตั้งคำถามมากนักแต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากไม่มีรัฐเผด็จการไหนในโลกแม้กระทั่งประชาเทศจีนที่รัฐจะผูกขาดช่องทางการสื่อสารไว้ได้เบ็ดเสร็จเพราะทุกคนในสังคมมีช่องทางสื่อสารที่หลากหลายและน่าสนใจกว่าสื่อของรัฐมาก ทำให้น่าสงสัยว่าคนรุ่นใหม่จะมีสักกี่คนที่จะยังเปิดดูช่องของกองทัพอีก เพราะแม้กระทั่งเธอเองก็ไม่ได้เปิดโทรทัศน์มาจะ 20 ปีแล้วแต่รับสื่อผ่านคอมพิวเตอร์แทน  เรื่องนี้สะท้อนผ่านเรตติ้งของช่อง 5 ที่อยู่เกือบต่ำสุดของสถานีโทรทัศน์ในประเทศคืออยู่อันดับรองสุดท้ายเท่านั้น และจากการสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติคนไทย 78.7% ฟังรายการผ่าน streaming เช่น apple music spotify และถ้าเฉพาะวัยรุ่น 93.1% ฟังเพลงผ่าน streaming ยิ่งคนฟังวิทยุ AM ยิ่งมีน้อยก็คือ 2.5% เท่านั้น แต่กองทัพมีวิทยุ AM อยู่ 150 สถานี อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพเองให้เหตุผลว่า จำเป็นจะต้องมีสิทธิ์ในการครอบครองคลื่นยามฉุกเฉิน เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสงครามขึ้นมา แต่เราก็รู้อยู่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติขนาดใหญ่ขึ้นมาเช่น โควิด น้ำท่วม ไฟป่า เราก็ไม่ได้เปิดช่อง 5 หรือวิทยุฟังแล้ว แต่รอฟังจากสื่อโซเชียลมีเดียหรือช่องทางใหม่ๆ ที่เร็วกว่าและให้ข้อมูลละเอียดกว่า  อีกทั้งในความเป็นจริงเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้นมาก็ยังมีกฎอัยการศึกที่จะให้ทหารเข้าไปควบคุมสถานีต่างๆ ทำงานร่วมกับรัฐได้ เช่น ตอนรัฐประหารเองก็เอาทหารเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็เคยทำ แม้ว่าอำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกควรจะเป็นของรัฐบาลพลเรือนก็ตามแต่ปัจจุบันก็ยังอยู่กับผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ให้รัฐบาลพลเรือนเป็นคนทำ ดังนั้นเหตุผลเรื่องความมั่นคงที่จะให้กองทัพรักษาคลื่นสถานีวิทยุโทรทัศน์ไว้ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพออีกต่อไปแล้ว  แม้ว่าเหตุผลเรื่องความมั่นคงจะไม่มีน้ำหนักแล้ว แต่เหตุผลหนึ่งที่ยังแข็งแกร่งอยู่ก็คือกิจการเหล่านี้สร้างรายได้ให้กองทัพ จากการให้เช่าคลื่นทีวีดิจิทัลที่สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านบาท รวมถึงคลื่นวิทยุทั้ง FM หรือ AM ที่ให้เอกชนเช่าบางช่องก็เปิดเพลงลูกทุ่งทั้งวันแม้ว่ากองทัพจะอ้างเรื่องความมั่นคงก็ตามหรือกระทั่งช่อง 3 ก็เช่าคลื่นจากกองทัพเรือ พวงทองกล่าวถึงปัญหาความโปร่งใสในการบริหารช่อง 5 ของกองทัพด้วย คือ มีการตั้งบริษัทชื่อ RTA ขึ้นมาก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 บริษัทดังกล่าวนี้กองทัพบกเข้าไปถือหุ้นอยู่ 60% แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาก็ทำให้บริษัทประสบปัญหาการเงินที่สืบเนื่องมาจากบริษัท RTA กู็เงินจากกองทัพยกเพื่อเข้าไปอุ้มธนาคารทหารไทยที่มีนายพลเข้ามาถือหุ้นอยู่และกำลังประสบปัญหาจากวิกฤติ แต่สุดท้ายก็อุ้มไม่ไหว แต่เมื่อทาง กมธ.เชิญกองทัพบกและทาง ททบ.5มาชี้แจงกลับบอกว่าไม่รู้จักบริษัท RTA ทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนกับกรมการค้าภายในอีกทั้งผู้บริหารช่อง 5 ก็มีตำแหน่งอยู่ใน RTA ด้วย  จนกระทั่ง กมธ.พบกับภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อปีที่แล้วจึงได้รับการยืนยันว่า RTA ติดหนี้กองทัพบกอยู๋ 1,100 ล้านบาท และเมื่อ กมธ.ได้เชิญตัวแทนจากกองทัพบกมาชี้แจงจึงมีการแจ้งว่าทางกองทัพได้ขายหุ้นของ RTA ทิ้งแล้ว แต่ขายแล้วได้เงินมาเท่าไหร่เข้าบัญชีไหนมีเอกสารซื้อขายหุ้นหรือไม่กลับมีคำตอบ ส่วนสถานีวิทยุที่บอกว่าทำกำไรได้นั้น ทางกองทัพก็ชี้แจงว่าได้กำไรน้อยบางทีก็ขาดทุนด้วย แต่เมื่อดูไปที่งบการเงินก็พบว่าเป็นสถานีที่เอกชนเช่าทำรายการทั้งวัน กลับมีค่าดำเนินการ (operation cost) ได้อย่างไร พวงทองเห็นว่าการทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใสแบบนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็มีคำถามว่าเมื่อทหารเข้าไปทำธุรกิจทั้งที่ยังรับเงินเดือนจากภาษีจากประชาชนแล้วกองทัพยังคงมีรายได้จากธุรกิจกองทัพได้มากมายเช่นนี้ตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติได้จริงหรือไม่ โรงไฟฟ้าสัตหีบและพื้นที่ EEC ในเขตกองทัพ พวงทองกล่าวถึงประเด็นไฟฟ้าที่สัตหีบของกองทัพเรือในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นกรณีที่ถือว่าเป็น Rent Seeking หมายถึงพฤติกรรมการแสวงหาค่าเช่าหรือผลกำไรทางธุรกิจโดยผู้ประกอบการได้มาด้วยสิทธิพิเศษไม่ได้ใช้ความสามารถในการแข่งขันจริงซึ่งในกรณีนี้ก็คืออำนาจทางการเมืองและกฎหมายที่เอื้อให้กับกองทัพ แต่เมื่อได้สิทธิ์นั้นแล้วก็ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอย่างที่ควรจะเป็น พวงทองย้อนกลับไปพูดถึงประเด็นการครอบครองที่ดินของกองทัพว่า กรณีนี้ที่ดินจะเป็นของกองทัพเรือ แต่ถ้าดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว กองทัพถือว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีที่ดินมากที่สุดคือ 5 ล้านไร่ โดยที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุแล้วก็มีบางส่วนที่เป็นที่ดินของกรมป่าไม้ เช่น ป่าสงวนต่างๆ โดยกองทัพบกเป็นเหล่าทัพที่มีที่ดินปริมาณมากที่สุด ส่วนที่ดินที่เป็นพื้นที่ของ EEC นี้อยู่ในพื้นที่ของกองทัพเรือประมาณ 1.4 แสนไร่ กรณี EEC นี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงการขยายความมั่นคงออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด  ที่มาคือ กองทัพเรือได้รับสิทธิ์หรือสัมปทานจากมหาดไทยให้เป็นผู้ขายไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับประชาชนในสัตหีบมาตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ เข้าไปพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้จอดเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 จึงต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อที่จะป้อนเข้าไปในฐานทัพเรือสัตหีบ แต่ปัจจุบันประเทศไทยพัฒนามามากหมดยุคที่รัฐบาลจะต้องคิดว่าทำให้น้ำไหลไฟสว่างทางสะดวกแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีสัตหีบประชาชนจะต้องซื้อไฟฟ้าจากกองทัพเรือ 50,000 กว่าครัวเรือนในอำเภอสัตหีบ กองทัพเรือทำกำไรถึง 50 ถึง 200 ล้านต่อปีส่งเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพเรือ แต่ประชาชนในพื้นที่กลับต้องประสบปัญหาอย่างมากมีเสียงร้องเรียนทั้งเรื่องไฟดับไฟตกบ่อย หม้อแปลงระเบิด สายไฟไหม้ มีการปิดปรับปรุงระบบอยู่เสมอทำให้กระทบต่อธุรกิจของคนในพื้นที่และยังทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายอยู่บ่อยครั้ง  พวงทองชี้ปัญหานี้โดยยกสถิติไฟดับจาก กฟผ. เฉลี่ยทั่วประเทศแล้วประมาณ 6 นาที/ปี แต่เฉพาะสัตหีบที่เดียว 240 นาที/ปี  พวงทองกล่าวถึงคำชี้แจงจากกองทัพเรือว่า ฐานทัพจำเป็นต้องมีแหล่งไฟฟ้าของตัวเองเพื่อความมั่นคงทางทหารและมีโรงไฟฟ้าอยู่ในเขตปลอดภัย แม้ว่าคำชี้แจงนี้จะทำให้คิดว่ากองทัพเรือเป็นคนผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) แต่ถ้าจะให้โอนกิจการไปให้ กฟผ.ทางกองทัพเรือกลับมาขอเงินชดเชย 6,000 ล้านบาทแทน ทั้งนี้มีประเทศที่เป็นตัวอย่างได้เช่น สหรัฐฯ ที่กองทัพถือว่าเป็นหน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด แต่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าใช้เองเพราะถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมากองทัพสหรัฐฯ ก็ไปทำงานร่วมกับบริษัทไฟฟ้าเอกชนที่มีอยู่รอบค่ายทหารได้ ไปจนถึงจ้างบริษัทเอกชนทำเครื่องผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กจากพลังงานนิวเคลียร์เอาไว้สำรองในกรณีวิกฤติจริงๆ  นอกจากนั้น แม้ทางกองทัพเรือจะบอกว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่ว่าจริงๆ แล้วพื้นที่โดยรอบก็เต็มไปด้วยสวนน้ำ คอนโดมิเนียม รีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหารเต็มไปหมด ทำให้พื้นที่สูญเสียสถานะการเป็นพื้นที่ความมั่นคงปลอดภัยทางทหารไปแล้ว แต่ทางกองทัพเรือก็ยังยืนยันว่าเป็นพื้นที่ทางการทหารอยู่ ส่วนพื้นที่ EEC เป็นประเด็นต่อเนื่องจากประเด็นสัมปทานไฟฟ้าเป็นปัญหาครอบครองที่ดินคือ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายใหม่ลงมาก็กลายเป็นโอกาสทองของผู้ครอบครองที่ดินนั้น โดยโครงการ EEC นี้เริ่มขึ้นในสมัยของพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อปี 2561 แล้วเกิดบนพื้นที่ของกองทัพเรือ 6,500 ไร่ซึ่งกองทัพเรือก็ได้ผลประโยชน์จากการแบ่งผลประโยชน์จากการขายน้ำขายไฟรวมถึงการเติมน้ำมันเครื่องบินในพื้นที่ EEC ด้วยเพราะว่ามาใช้สนามบินอู่ตะเภา แม้ว่ากองทัพเรือจะขายน้ำขายไฟให้ EEC แต่ก็ผลิตเองไม่ได้ กองทัพเรือจึงไปจ้างบริษัทเอกชนมาผลิตให้เพื่อขายให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่นั้น โดยกำหนดว่ากองทัพเรือจะได้สิทธิ์แบ่งส่วนกำไรจากการขายไฟฟ้าและน้ำประปา รวมถึงเชื้อเพลิงที่เติมให้กับอากาศยานในเขต EEC โดยจะได้ส่วนแบ่งในกรอบวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท/ปี โดยให้รายได้ส่วนนี้นำเข้ากองทุนลดผลกระทบจาก EEC ที่เกิดขึ้นกับบุคลากรของกองทัพเรือ เมื่อกองทัพเรือได้รายได้จากการขายไฟให้สัตหีบแล้วก็ยังดูมันจะยังไม่เพียงพอต่อสวัสดิการของกำลังพล จึงมีคำถามว่าแล้วทำไมรัฐบาลประยุทธ์ถึงไม่เวนคืนที่ดินกลับไปให้กรมธนารักษ์แล้วเอารายได้เข้าคลัง ทั้งที่พื้นที่ตรงนี้ถูกทำให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจแล้วสูญสิ้นการเป็นเขตปลอดภัยด้านการทหารไปแล้ว  แต่ประเด็น EEC เองได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่กองทัพขยายนิยามด้านความมั่นคงภายในอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ธุรกิจกองทัพจะต้องมีเหตุผลเรื่องความมั่นคงเข้ามาสนับสนุนด้วยเพราะคือเหตุผลในการดำรงอยู่ของกองทัพ กิจการต่างๆ ที่มีจึงเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติด้วย  นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับก็กำหนดให้กองทัพไทยมีภารกิจพัฒนาและส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจซึ่งรองรับการดำรงอยู่ของ EEC ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจพัฒนาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อดูเอกสารงบประมาณกองทัพเรือก็ยังมีโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และคมนาคมในพื้นที่ EEC ซึ่งก็คือเมืองการบินภาคตะวันออกอยู่ด้วย เพราะเรื่องนี้ถูกตีความว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้  พวงทองกล่าวว่าเรื่องเหล่านี้ได้ทำให้นึกถึงงานของนิธิว่ากองทัพไทยมีความเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้มีอำนาจและพวกเขาจัดการรัฐประหนึ่งทรัพย์สินส่วนตัว ธรกิจกองทัพที่สร้างจากภาษีของประชาชน กำลังคนและที่ดินของชาติ ทำให้ประชาชนต้องตั้งคำถามว่ากองทัพไทยนั้นยังเป็นกองทัพของประชาชน เพื่อประชาชนอยู่หรือไม่หรือเป็นสมบัติส่วนตัวของพวกนายพลซึ่งเป็นคำถามใหญ่และถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ทหารเกณฑ์ : รายได้ธุรกิจกองทัพที่มาไม่ถึงและสถานะพลเมืองชั้นสอง ประเด็นทหารเกณฑ์ในฐานะไพร่ กองทัพอ้างเสมอว่าทหารชั้นผู้น้อยได้รับประโยชน์จากธุรกิจกองทัพผ่านกองทุนสวัสดิการ แต่ในความเป็นจริงรายได้กองทัพไม่เคยถูกนำมาใช้กับทหารเกณฑ์เลย อาจจะมีข้อมูลเพิ่มว่าทางกองทัพได้ซื้อประกันชีวิตให้กับทหารเกณฑ์ด้วย ถ้าตายก็ได้ประมาณ 60,000 บาทแต่ไม่ได้สวัสดิการอื่นๆ  ดังนั้นรายได้ของกองทัพจึงมีไว้เพื่อทหารประจำการเท่านั้น แต่ก็ยังมีคำถามว่าทหารระดับล่างกับทหารสัญญาบัตรและนายพลนั้นได้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะว่าถ้าทหารระดับล่างได้รับการเลี้ยงดูดีก็คงไม่เกิดเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชหรือไม่ได้ยินข่าวการที่ทหารระดับล่างต้องทำธุรกิจตัวทั้งเลี้ยงไก่หรือไปขับ grab เพื่อหารายได้เพิ่ม และไม่เพียงไม่ได้ประโยชน์เท่านั้นแต่พวกเขายังถูกเอาเปรียบด้วย เช่น เดือนแรกๆ เงินถูกหักเงินเป็นเบี้ยประกันชีวิต ซื้อชุดออกกำลังกาย ชุดลายพราง ชุดตรวจ ATK ในช่วงโควิดระบาด หรือกระบอกเก็บปัสสาวะ หน้ากากอนามัยต่างๆ  พวงทองกล่าวว่า ทหารเกณฑ์มีสถานะอยู่ต่ำสุดขององค์กรที่ยังมีลักษณะเป็นศักดินา ทั้งการเอาทหารเกณฑ์ไปเป็นคนรับใช้ของนายพล ไปจนถึงการปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์อย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลายคนโดยทหารที่เกี่ยวข้องก็มักพ้นผิด จนเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะหาเอาคนผิดมาลงโทษได้เพราะไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานฯ ออกมา “คำถามก็คือว่าผู้นำกองทัพตระหนักหรือไม่ว่าการปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ผู้ชายไทยจำนวนมากไม่รู้สึกว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ชาติอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ความรู้สึกนี้เห็นได้ชัดเจนในช่วงตรวจเลือกทหารเกณฑ์ที่จับใบดำใบแดง คนได้ใบดำก็จะดีใจเหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ส่วนคนที่จับได้ใบแดงก็ร้องห่มร้องไห้เป็นลมไป ทหารเกณฑ์บางให้สัมภาษณ์กับ Human Rights Watch ว่าพวกเขาถูกกระทำเหมือนของเล่น เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยจะรู้สึกว่าทหารเกณฑ์มีเกียรติมีศักดิ์ศรีตอนวันที่เขาตายไปแล้วสละชีพเพื่อชาติแล้ว”  พวงทองกล่าวถึง สิ่งที่นิธิเคยเขียนคำเตือนเรื่องนี้ไว้ในบทความ “ทหารมีไว้ทำไม” ว่ากองทัพในหลายรัฐชาติขัดขวางพัฒนาการ 2 อย่างของรัฐชาติ 1.ขัดขวางพัฒนาการของประชาธิปไตยและ 2.ขัดขวางแม้แต่พัฒนาการของความเป็นชาติในรัฐนั้น เพราะบทบาทของกองทัพทำให้พลเรือนทั่วไปมองไม่เห็นว่าชาตินั้นเป็นสมบัติร่วมกันของผู้คนทั่วไปอย่างเสมอภาค แม้กระทั่งสำนึกพื้นฐานนี้ยังไม่เกิดกับพลเมืองทั่วไปก็ไม่มีทางที่จะเกิดชาติที่แท้จริงขึ้นได้ไม่ว่ากองทัพจะเน้นย้ำความรักชาติเพียงใดก็ตาม พวงทองอธิบายต่อว่า กองทัพโดยทั่วไปในโลกแม้ว่าจะมีการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่ทหารระดับล่างก็ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างสมศักดิ์ศรี ในกองทัพของชาติสมัยใหม่ความสัมพันธ์ของนายทหารระดับสัญญาบัตรกับทหารระดับล่างต้องมีความรู้สึกว่าเป็นพี่น้องร่วมรบกัน การแบ่งระดับชั้นตามหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ใช่การละเมิดสิทธิความเสมอภาคหรือละเมิดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเขา การแบ่งอำนาจหน้าที่ตามความถนัดความรับผิดชอบความรู้ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ แต่การแบ่งแยกเอาเปรียบกันโดยการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแบ่งชนชั้นแบบไพร่ทาสทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นพี่น้องร่วมรบ ผู้นำกองทัพรู้ดีว่า สำนึกชาตินิยมคือรากฐานของอุดมการณ์ที่ขาดไม่ได้ของกองทัพสมัยใหม่ ชาติที่มั่นคงก็คือชาติที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ใช้อำนาจรัฐ ชาติที่มั่นคงชาติที่ประชาชนพร้อมทำตามคำสั่งด้วยความสมัครใจ แต่การบริหารธุรกิจกองทัพตลอดจนการปฏิบัติต่อไพร่พลและการแทรกแซงการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสำนึกพื้นฐานว่าด้วยความเป็นชาติและพวกเดียวกันให้เกิดแก่ประชาชนหรือไม่ ถ้าไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับพฤติกรรมของกองทัพได้แล้วจะเป็นกองทัพของประชาชนได้อย่างไร แล้วก็จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ หากทหารเกณฑ์ยังคงถูกปฏิบัติราวพลเมืองชั้นสอง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของรัฐก็อยู่ในสภาพอ่อนแอเปราะบางมานานแล้ว พวงทองยกตัวอย่างประเทศพม่าที่รัฐศูนย์กลางล้มเหลวในการผนึกรวมคนในชาติให้ยอมรับอำนาจของรัฐในเมืองหลวงซึ่งพม่าไม่ได้มีแค่ปัญหาขนกลุ่มน้อยต่างๆ แต่ยังมีปัญหากับคนที่เป็นคนเชื้อชาติพม่า ซึ่งพม่าก็ประสบปัญหาว่าผู้ชายพม่าไม่ยอมไปรบแล้วก็หนีมาไทย  อย่างไรก็ตาม ปฎิเสธไม่ได้ว่าในประเทศไทยมีการเรียกร้องให้ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ไปจนถึงปฏิรูปธุรกิจกองทัพมีอยู่จริงและเสียงเรียกร้องก็ดังมากขึ้นเรื่อยๆ  กองทัพยังขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  พวงทองกล่าวถึงประเด็นสุดท้ายคือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสามัคคีกันของกองทัพ โดยยกงานศึกษาของเกรย์กอรี เรย์มอนด์ นักวิชาการด้านความมั่นคงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่ชี้ว่าปัญหาของวัฒนธรรมองค์กรของกองทัพไทยขาดหลักนิยมทางทหารก็คือ แต่ละเหล่าทัพไม่มีหลักนิยมทางทหารร่วมกัน (Common Military Doctrine)  พวงทองอธิบายงานศึกษาดังกล่าวว่า กองทัพไทยขาดการบังคับบัญชาจากส่วนกลางแต่ละเหล่าทัพเป็นอิสระต่อกันแม้ว่าจะมีกองบัญชาการกองทัพไทย แต่ก็รู้กันว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดไม่ได้มีอำนาจสั่งการเหล่าทัพอื่น และยังเป็นส่วนราชการที่มีธุรกิจน้อยกว่าอีก 3 เหล่าทัพ ซึ่งตอนแรกตัวเธอเองคิดว่าปัญหาการแบ่งฝักฝ่ายในกองทัพเป็นแค่เรื่องการคุมกำลังพลเท่านั้น  แต่เรื่องนี้ยังส่งผลต่อการซื้ออาวุธที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์หลัก  นอกจากนั้นสิ่งที่พบจากการทำงานใน กมธ.ยังพบว่าเรื่องนี้ยังส่งผลต่อการทำธุรกิจกองทัพด้วย แม้กระทั่งสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมเองก็ยังไม่มีข้อมูลธุรกิจกองทัพทั้งหมดแม้ว่าจะเป็นเหมือนฝ่ายเลขาฯ ของกระทรวงก็ตามและก็ได้รับคำชี้แจงเพียงว่าสำนักปลัดฯ รู้แค่เฉพาะส่วนของตัวเองเท่านั้น แม้กระทั่งกองบัญชาการกองทัพไทยก็ตาม และการแบ่งผลประโยชน์ก็ขึ้นกับว่าธุรกิจกองทัพเป็นของเหล่าทัพใดเท่านั้น พวงทองชี้ว่าการขาดความอันหนึ่งอันเดียวกันของกองทัพเป็นปัญหาเพราะส่งผลต่อความไม่มั่นคงของชาติ แม้กองทัพจะมองว่าสังคมไทยแตกแยกไม่รักชาติ แต่หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในกองทัพเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถยอมรับคำอธิบายของกองทัพ ไปจนถึงไม่ยอมรับการกระทำของกองทัพว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของชาติจริงๆ  การใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติในการเสียสละเพื่อชาติเพื่อปกป้องภารกิจความมั่นคงภายในและธุรกิจของกองทัพนั้น อาจจะใช้ได้ดีในอดีต แต่โลกเปลี่ยนไปมากสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก คนไทยในปัจจุบันตระหนักรู้ถึงอำนาจรัฐ ตระหนักรู้ถึงขอบเขตและความรับผิดชอบของอำนาจรัฐ พอๆ กับตระหนักรู้ถึงสิทธิความเสมอภาคของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของรัฐ เอกชน หรืออะไรก็แล้วแต่ ประชาชนเรียกร้องธรรมภิบาล ตรวจสอบได้ ความมีประสิทธิภาพ การรับผิดเมื่อทำผิด” “เราไม่สามมารยอมรับให้หน่วยงานใด บุคคลใดมีอภิสิทธิ์เหนือคนกลุ่มอื่นไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือด้านการเมืองที่ไม่มีความรับผิดชอบ กองทัพที่เข้มแข็งและชอบธรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการเหล่านี้ด้วย ตรวจสอบ โปร่งใส ยุติธรรม มีธรรมาภิบาล การปฏิรูปความเข้มแข็งและเกียรติภูมิของกองทัพก็จะทำให้กองทัพได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและทำให้กองทัพเป็นปราการที่มั่นคงของชาติได้อย่างแท้จริง” * ข่าว * ความมั่นคง * พวงทอง ภวัครพันธุ์ * กองทัพไทย * ธุรกิจกองทัพ * ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์

dlvr.it

เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต

เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต

เปิดรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต auser15 Mon, 2026-08-10 - 15:50 เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต กำหนดให้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัดแล้ว ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ให้จัดสรรแก่สมาชิกที่ร่วมกิจกรรมโดยตรง เพื่อเพิ่มแรงจูงใจดูแลป่าและสร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน เปิดรับฟังความเห็นถึง 18 กันยายน 2569 10 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต เสนอโดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ โดยเป็นร่างการเงินที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ ให้รายได้ทั้งหมดจากการขายคาร์บอนเครดิตตามแผนการดำเนินกิจกรรมจัดการป่าชุมชนที่ช่วยลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัดแล้ว ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนำไปจัดสรรให้แก่สมาชิกป่าชุมชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมโดยตรงตามข้อบังคับของแต่ละแห่ง เพื่อให้สมาชิกที่ร่วมมือกับรัฐดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากการเก็บหาของป่าและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อันจะเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาป่าชุมชนและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน สาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการเพิ่มมาตรา 56/1 แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กำหนดให้ป่าชุมชนที่ประสงค์ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ต้องจัดให้สมาชิกลงทะเบียนเข้าร่วมและจัดทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำจังหวัดพิจารณาอนุมัติ โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีหน้าที่ให้คำแนะนำในการจัดทำแผน ซึ่งต้องกำหนดหน้าที่ของสมาชิกแต่ละรายให้ชัดเจน พร้อมกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับร่างกฎหมายนี้ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมป่าไม้ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนใน 6 ประเด็นหลัก ครอบคลุมทั้งกระบวนการลงทะเบียนสมาชิกและการจัดทำแผน บทบาทของหน่วยงานรัฐในการให้คำแนะนำ ความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการจัดสรรรายได้ ความเหมาะสมของการยกเว้นนำส่งรายได้เข้าคลัง และมุมมองต่อปัญหาของกฎหมายป่าชุมชนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิต) ได้ ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา หมวดการรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569  * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ป่าชุมชน * คาร์บอนเครดิต

dlvr.it

ยืนยัน Boeing 737 MAX 8 ในไทย 12 ลำ ไม่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากคำสั่ง FAA

ยืนยัน Boeing 737 MAX 8 ในไทย 12 ลำ ไม่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากคำสั่ง FAA

ยืนยัน Boeing 737 MAX 8 ในไทย 12 ลำ ไม่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากคำสั่ง FAA auser15 Mon, 2026-08-10 - 14:43 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ยืนยัน Boeing 737 MAX 8 ทั้ง 12 ลำที่ประจำการในไทย ไม่อยู่ในข่ายคำสั่ง FAA ให้ตรวจสอบโครงสร้างบริเวณประตูบริการด้านหน้า หลังพบรอยร้าวในอากาศยานบางลำในต่างประเทศ พร้อมติดตามมาตรการความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง 10 สิงหาคม 2569 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า CAAT ได้ติดตามกรณีสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration: FAA) ออกคำสั่งความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness Directive: AD) ให้ตรวจสอบโครงสร้างบริเวณประตูบริการด้านหน้าของอากาศยานตระกูล Boeing 737 MAX โดยจากการตรวจสอบอากาศยานที่ประจำการในประเทศไทย ยืนยันว่า Boeing 737 MAX 8 ทั้ง 12 ลำ ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับผลกระทบ (Not Affected) ตามคำสั่งดังกล่าว กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง FAA ออกคำสั่งให้ผู้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างเสริมความแข็งแรงบริเวณประตูบริการด้านหน้าฝั่งขวา (Forward Right-hand Service Door Frame) ของอากาศยาน Boeing 737 MAX 8, MAX 9 และ MAX 8-200 หลังมีการตรวจพบรอยร้าวในชิ้นส่วนโครงสร้างของอากาศยานบางลำในต่างประเทศ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย ได้ประสานสายการบินที่ใช้งานอากาศยานตระกูลดังกล่าวเพื่อตรวจสอบข้อมูลทันที โดยปัจจุบันประเทศไทยมีอากาศยาน Boeing 737 MAX 8 ประจำการจำนวน 12 ลำ จากการตรวจสอบหมายเลขลำดับการผลิต (Line Number/Serial Number) ของอากาศยานทั้ง 12 ลำ เทียบกับข้อมูลทางเทคนิคและขอบเขตของอากาศยานที่ได้รับผลกระทบตามคำสั่ง AD ของ FAA พบว่า อากาศยาน Boeing 737 MAX 8 ที่ประจำการในประเทศไทยทุกลำไม่อยู่ในกลุ่มหมายเลขการผลิตที่ได้รับผลกระทบ จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบหรือแก้ไขเพิ่มเติมตามคำสั่งดังกล่าว และสามารถให้บริการได้ตามปกติ ทั้งนี้ CAAT จะติดตามข้อมูลทางเทคนิค คำสั่งความสมควรเดินอากาศ และมาตรการด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ผลิตอากาศยานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำกับดูแลให้ผู้ดำเนินการของไทยดำเนินการตามข้อกำหนดด้านความสมควรเดินอากาศอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยของการบินพลเรือนและสร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสาร * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * Boeing 737 MAX 8 * สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

dlvr.it

ครอบครัวพลทหาร 'เพชรรัตน์-วรปรัชญ์' เข้าพบ กมธ.ทหาร ตัวแทนกองทัพรับ 'เพชรรัตน์' ถูกทำร้ายจริง

ครอบครัวพลทหาร 'เพชรรัตน์-วรปรัชญ์' เข้าพบ กมธ.ทหาร ตัวแทนกองทัพรับ 'เพชรรัตน์' ถูกทำร้ายจริง

ครอบครัวพลทหาร 'เพชรรัตน์-วรปรัชญ์' เข้าพบ กมธ.ทหาร ตัวแทนกองทัพรับ 'เพชรรัตน์' ถูกทำร้ายจริง auser15 Mon, 2026-08-10 - 13:46 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เผย ครอบครัวพลทหาร “เพชรรัตน์-วรปรัชญ์” เข้าพบ กมธ.ทหาร ตัวแทนกองทัพรับ 'เพชรรัตน์' ถูกทำร้ายจริง - กมธ.กำชับเร่งรวมหลักฐานเอาผิดผู้บังคับบัญชาคดี 'วรปรัชญ์' มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และครอบครัวของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการการทหาร กรณีพลทหารทั้งสองถูกกระทำละเมิดต่อชีวิตในระหว่างเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายทหาร ครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ ซึ่งเกิดขึ้นภายในห้องขังเรือนจำค่ายมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยหลังจากนั้น ครอบครัวได้รับคำชี้แจงเบื้องต้นจากกองทัพว่า พลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ดังนั้น ครอบครัวจึงตัดสินใจประกอบพิธีทางศาสนาและเผาศพพลทหารเพรชรัตน์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 อย่างไรก็ตาม ในการเก็บอัฐิในวันถัดมา ได้พบว่ามีช้อนสั้นปนอยู่ในเถ้ากระดูก ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับครอบครัว เกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ติดตามทวงถามคำชี้แจงจากกองทัพ ทว่าไม่ได้รับคำตอบ ดังนั้น นายก้องภพ ปานพูน อาเขยของพลทหารเพรชรัตน์จึงได้ส่งเรื่องนี้ไปยังนางสาวนิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน และได้มีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เข้ามาให้ข้อเท็จจริงกับนางสาวนิชนันท์ว่าพลทหารเพชรรัตน์ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อนจะมีภาวะช็อก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของพลทหารเพชรรัตน์จึงได้เรียกร้องขอให้กองทัพตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงอีกครั้ง และขอให้นำพยานที่เกี่ยวข้องไปให้การต่อพนักงานสอบสวนทว่ากลับไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด แม้คดีนี้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้มีการไต่สวนการตายไปแล้ว แต่ญาติยังคงติดใจสงสัยต่อการทำหน้าที่ของกองทัพ และค่ายมณฑลทหารบกที่ 12 ถึงการทำหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ และการลงโทษผู้กระทำความผิด ด้านเจ้าหน้าที่ทหารตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 12 เรือนจำทหารบกที่ 12 และตัวแทนจากกองทัพบก ได้เข้าให้ข้อเท็จจริงในวันเดียวกัน โดยตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 12 ยังคงให้ข้อเท็จจริงเช่นเดิม ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสอบสวนของกองทัพบกยอมรับว่า พลทหารเพชรรัตน์ถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิตจริง การให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ รวมทั้งการปกปิดข้อเท็จจริงตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสของหน่วยงานภายในกองทัพ การละเลยหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการผลักภาระในการแสวงหาความจริงให้กับญาติผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประชาชน ซึ่งทั้งหมดอาจนำไปสู่การลอยนวลพ้นผิดของผู้ที่กระทำความผิด รวมถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย สำหรับกรณีของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ที่ถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส และเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จ. ชลบุรี ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร และเสียชีวิต เมื่อวันที่  2 สิงหาคม 2567 แม้คดีอาญาหลักจะมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกครูฝึกและพลทหารรุ่นพี่ไปแล้ว แต่ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ยังคงติดใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ที่อาจปล่อยปละละเลย ส่งผลให้เกิดการทำร้ายร่างกายพลทหารวรปรัชญ์อย่างต่อเนื่อง ทว่าผู้บังคับบัญชากลับไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวน สภ. เมืองชลบุรี ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร คงเหลือเอกสารบางรายการที่ทางค่ายนวมินทราชินี หรือกรมทหารราบ 902  รักษาพระองค์ ยังส่งมาไม่ครบถ้วน ขณะที่ค่ายนวมินทราชินี หรือกรมทหารราบ 902  รักษาพระองค์ ได้แถลงชี้แจงว่า ทางค่ายได้นำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ทั้งหมดแล้ว กรรมาธิการการทหารจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความคืบหน้าให้ญาติทราบต่อไป กรณีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เป็นกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อพลทหารที่เกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว แต่กระบวนการในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและข้อท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะความรวดเร็วและความโปร่งใสในการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ภาระการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิสูจน์ความจริงตกอยู่กับครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพียงประชาชนทั่วไปและไม่ได้มีอำนาจในการเข้าถึงพยานหลักฐานในคดี มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ในฐานะองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในกรณีการทรมาน ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจัง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งอำนวยความเป็นธรรม เยียวยาทางด้านการเงินและจิตใจให้กับครอบครัวของผู้เสียหายอย่างเต็มที่ รวมทั้งขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวผู้เสียหาย และร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในกองทัพ  เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ ซ้ำรอยอีกในอนาคต * ข่าว * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * เพรชรัตน์ กำลังยิ่ง * เพชรรัตน์ กำลังยิ่ง * วรปรัชญ์ พัดมาสกุล * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * CrCF

dlvr.it

ชูยุทธศาสตร์ 'Culture for Opportunity' เร่งตั้งสภาคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดขึ้นทะเบียนถึง 27 ส.ค.

ชูยุทธศาสตร์ 'Culture for Opportunity' เร่งตั้งสภาคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดขึ้นทะเบียนถึง 27 ส.ค.

ชูยุทธศาสตร์ 'Culture for Opportunity' เร่งตั้งสภาคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดขึ้นทะเบียนถึง 27 ส.ค. auser15 Mon, 2026-08-10 - 13:22 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่กรุงเทพฯ มอบนโยบาย "Culture for Opportunity" ผลักดันความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นทุนสร้างรายได้ พร้อมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ไม่เกิน 300 คน เปิดรับขึ้นทะเบียนถึง 27 สิงหาคม 2569 ด้านสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยยื่น 5 ข้อเสนอเรียกร้องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ 10 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยมอบนโยบายและทิศทางการทำงานด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่า วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยประจำปี 2569 คือการเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ยื่นข้อเสนอ 5 ประเด็นสำคัญต่อรัฐบาล ได้แก่ ให้การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มขนาดเล็ก เร่งจัดตั้งสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตามกรอบเวลาของกฎหมาย บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐโดยใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เป็นกรอบขจัดอคติทางชาติพันธุ์ ส่งเสริมศักยภาพการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และให้รัฐบาลรักษาพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขานรับข้อเสนอดังกล่าว พร้อมประกาศแนวนโยบายว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และผลักดันความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังของชาติภายใต้นโยบาย "Culture for Opportunity" หรือวัฒนธรรมสร้างโอกาส ทั้งด้านการสร้างรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบหน่วยงานเดี่ยวไปสู่การบูรณาการร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองให้สอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ "การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำไปสู่การเลือกผู้แทนเพื่อจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย โดยสภาคุ้มครองฯ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระดับนโยบายระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับภาครัฐ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าว ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ต้องมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ ศมส. คัดเลือกกันเองกลุ่มละไม่เกิน 5 คน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 300 คน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประสงค์จะมีสมาชิกในสภาคุ้มครองฯ ต้องจัดประชุมมอบหมายผู้แทนมาดำเนินการขึ้นทะเบียนในนามกลุ่มก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกผู้แทนต่อไป โดยเปิดรับขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 * ข่าว * การเมือง * สังคม * วัฒนธรรม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ * สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

dlvr.it

ปราบนอมินีห้วยขวาง พบเครือข่ายจัดตั้งบริษัท-หาคนไทยถือหุ้น

ปราบนอมินีห้วยขวาง พบเครือข่ายจัดตั้งบริษัท-หาคนไทยถือหุ้น

ปราบนอมินีห้วยขวาง พบเครือข่ายจัดตั้งบริษัท-หาคนไทยถือหุ้น auser15 Mon, 2026-08-10 - 12:59 ตรวจโรงแรมปล่อยเช่ารายวัน ร้านอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม และ Beauty and salon พบผิดกฎหมาย ต่างชาติทำงานไม่มีใบอนุญาต เข้าข่ายนอมินี คาดมี สนง.กฎหมายและ สนง.บัญชีจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ว่า  ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมด้วยทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่เขตห้วยขวางและพื้นที่ต่อเนื่องตรวจสอบสถานประกอบการตามแผนปฏิบัติการ (Operation) ภายใต้การอำนวยการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี โดยการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (DOPA) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมจัดหางาน (DOE) โดยช่วงแรกเป็นการประชุมร่วมซักซ้อมแผนปฏิบัติการ ณ วังไชยา นางเลิ้ง ช่วงบ่ายส่งชุดสายลับแฝงตัวเข้าพักในโรงแรมและคอนโดมิเนียมเป้าหมาย และในเวลา 14.30 น. ได้เปิดปฏิบัติการนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุม และปฏิบัติการต่อเนื่องขยายผลเข้าตรวจสอบสถานประกอบการอื่นๆ ตามแผน สรุปผลการ Operation ได้ดังนี้ 1. ธุรกิจโรงแรมและคอนโดปล่อยเช่ารายวัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ แห่งแรก มีจำนวนห้องพัก 34 ห้อง เป็นอาคารสูงประมาณ 6 ชั้นรวมดาดฟ้า มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ อัตราคืนละ 1,200 บาท ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อมีนาคม 2568 มีกรรมการเป็นคนจีนเพียงคนเดียว สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 51% คนจีน 49% แห่งที่สอง มีจำนวนห้องพัก 48 ห้อง เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ในอัตราคืนละ 1,300 - 3,900 บาท ทุนจดทะเบียน 200,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อมีนาคม 2568 มีกรรมการเป็นคนไทย 1 คน และคนสิงคโปร์ 1 คน สัดส่วนการถือหุ้นมีคนไทยและคนสิงคโปร์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น สัดส่วนไทย 99% และสิงคโปร์ 1% และ แห่งที่สาม มีจำนวนห้องพัก 52 ห้อง อาคารสูง 7 ชั้น มีการโฆษณาการให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ในอัตราคืนละ 759 ถึง 1,300 บาท ทุนจดทะเบียน 12,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 มีกรรมการเป็นคนไทย 2 คน และคนจีน 1คน สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 96% คนจีน 4% อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการดัดแปลงจากห้องแถว และไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการไม่ได้ขออนุญาตการดัดแปลงอาคารเป็นโรงแรม บันไดหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน โดยมีหญิงไทยแสดงตัวอ้างเป็นเจ้าของ ในการจดทะเบียนบริษัทร่วมกับคนจีน ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีที่เป็นชาวจีนเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 5 คน กระทำความผิดกรณีทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ 1 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 2 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหาที่เกี่ยวข้อง          2. ร้านอาหาร จำนวน 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และ Beauty and salon 1 แห่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบร้านอาหารจีนบางร้านมีการโฆษณาแฝงเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์บนไม้จิ้มฟันและกล่องกระดาษทิชชู ทั้งนี้ เกือบทุกร้านพบมีเจ้าของเป็นชาวจีน และมีแรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและไทยใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบช่างตัดผมชาวจีน 1 ราย ลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย ระหว่างการเข้าตรวจค้นร้านทำผม มีเจ้าของสถานประกอบการได้พยายามติดต่อผู้มีอำนาจเพื่อขอเคลียร์ผ่านทางโทรศัพท์ โดยอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยระบุว่ามีการจ่ายเงินค่าดูแลเป็นรายงวดในหลายสถานที่ ทั้งนี้ มท.2 ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อที่ถูกอ้างถึงทั้งหมด หากพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด          นอกจากนี้ ยังพบแรงงานต่างด้าวกระทำความผิดรวม 11 คน ประกอบด้วย สัญชาติเมียนมา 9 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 6 คน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 1 คน สัญชาติจีน 2 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน 1 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 1 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้          ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว ซึ่งธุรกิจโรงแรม ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านตัดผม เป็นธุรกิจตามบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีการใช้นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งจากสัดส่วนการถือหุ้นพบว่ามีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 51 ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยจากการสอบถามคนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้นบางรายไม่ทราบรายละเอียดการลงหุ้นหรือการเปิดบริษัท คาดว่าจะมีสำนักงานกฎหมายและบัญชีเป็นคนจัดการดำเนินการการจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ โดยกรมฯ ได้มีหนังสือเรียกให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมด้วยแล้ว และจะขยายผลการตรวจสอบการถือครองที่ดินหากพบว่าการถือครองแทนคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย            “และในวันเดียวกันนี้ ทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ตรวจสอบสถานประกอบการร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตรวม 7 ราย กรมฯ ได้มีหนังสือเรียกให้ชี้แจงแต่บริษัทเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดใด โดยจากการลงพื้นที่พบว่าร้านอาหารยังคงเปิดขายตามปกติ และบางร้านปิดทำการ ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีหนังสือเตือนให้ทุกรายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรมฯ อีกครั้ง หากยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและลงโทษตามกฎหมายต่อไป” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * นอมินี * ห้วยขวาง * กรุงเทพฯ * ทุนจีน

dlvr.it

'บอร์ด สปสช.' รับทราบ 757 ข้อเสนอ ส่งต่อ 375 ประเด็น ต่อยอดพัฒนา 'บัตรทอง'

'บอร์ด สปสช.' รับทราบ 757 ข้อเสนอ ส่งต่อ 375 ประเด็น ต่อยอดพัฒนา 'บัตรทอง'

'บอร์ด สปสช.' รับทราบ 757 ข้อเสนอ ส่งต่อ 375 ประเด็น ต่อยอดพัฒนา 'บัตรทอง' auser15 Mon, 2026-08-10 - 12:34 “บอร์ด สปสช.” รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นประจำปี 2569 รวม 757 ประเด็น จากผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ ท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อข้อเสนอที่เกี่ยวข้องให้กลไกที่รับผิดชอบพิจารณา นำเสียงสะท้อนจากพื้นที่สู่การพัฒนาระบบบัตรทอง ตอบโจทย์ประชาชนและหน่วยบริการมากขึ้น 10 สิงหาคม 2569 นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ได้มีมติรับทราบผลการรับฟังตามมาตรา 18 (13) แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 พร้อมมอบ สปสช. เสนอผลต่อคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยรับรองมติให้ดำเนินการได้ทันที “การรับฟังไม่ได้จบเพียงการรวบรวมความคิดเห็น แต่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สิทธิและคนทำงานในระบบได้บอกว่าเรื่องใดควรปรับหรือเร่งพัฒนา ทุกข้อเสนอจะได้รับการจัดระบบและส่งต่อไปยังผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน” นพ.อมรกล่าว ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารสังคมฯ กล่าวต่อว่า การรับฟังดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ผ่านเวทีระดับเขต การประชุมกลุ่มเฉพาะ การลงพื้นที่ และช่องทางออนไลน์ โดยผู้ให้บริการเสนอความเห็นมากที่สุด 316 ประเด็น รองลงมาคือผู้รับบริการ 281 ประเด็น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 87 ประเด็น เรื่องที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือระบบงบประมาณและการจ่ายชดเชย เช่น ปรับอัตราจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง โอนงบให้รวดเร็วและต่อเนื่อง ลดขั้นตอนการเบิกจ่าย มีระบบติดตามงบแบบเรียลไทม์ และไม่เปลี่ยนหลักเกณฑ์ระหว่างปี เพื่อให้หน่วยบริการวางแผนดูแลประชาชนได้ต่อเนื่อง ด้านผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิง มีข้อเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนผู้ดูแล เพิ่มงบรองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มการเข้าถึงผ้าอ้อมกับอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ ส่วนการป้องกันโรคเรื้อรัง เสนอให้ขยายการคัดกรองเบาหวาน ความดัน โรคไต และมะเร็ง พร้อมส่งเสริมการปรับพฤติกรรมสุขภาพ สำหรับบริการปฐมภูมิและ 30 บาทรักษาทุกที่ มีข้อเสนอให้เชื่อมระบบส่งต่อ ลดขั้นตอนการใช้ใบส่งตัว ขยายบริการทางไกล และเพิ่มศักยภาพ รพ.สต. คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยา และหน่วยบริการนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เชื่อมฐานข้อมูลสุขภาพ เพิ่มช่องทางร้องเรียนออนไลน์ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กองทุนสุขภาพท้องถิ่น นพ.อมร กล่าวต่อว่า หลังกลั่นกรอง ข้อเสนอ 757 ประเด็นแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 382 ประเด็นเข้าสู่กระบวนการจัดการ เป็นเรื่องที่ดำเนินการแล้ว 152 ประเด็น ข้อเสนอซ้ำที่นำมายุบรวม 164 ประเด็น และเรื่องนอกอำนาจ สปสช. ที่ส่งต่อให้หน่วยงานอื่น 66 ประเด็น ส่วนอีก 375 ประเด็น ส่งให้คณะอนุกรรมการและกลไกที่เกี่ยวข้องพิจารณา ตัวอย่างเช่น เรื่องอัตราจ่ายและหลักเกณฑ์เบิกจ่าย ส่งให้คณะอนุกรรมการด้านบริหารกองทุน 58 ประเด็น เรื่องกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ส่งให้คณะอนุกรรมการด้านระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น 44 ประเด็น เรื่องบริการปฐมภูมิและการป้องกันโรค ส่งให้คณะอนุกรรมการด้านปฐมภูมิและ P&P 40 ประเด็น และเรื่องเพิ่มหรือปรับสิทธิประโยชน์ ส่งให้คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตบริการ 40 ประเด็น ขณะที่ สปสช. รับไปดำเนินการโดยตรง 97 ประเด็น “เมื่อข้อเสนอถูกส่งถึงผู้รับผิดชอบตรงเรื่อง การแก้ไขปัญหาจะเดินหน้าได้ชัดเจนขึ้น เป้าหมายคือให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่าย มีคุณภาพและเป็นธรรม และช่วยให้หน่วยบริการดูแลประชาชนได้ต่อเนื่อง” นพ.อมร กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สุขภาพ * สปสช. * บัตรทอง

dlvr.it

"ฉลอง เรี่ยวแรง" อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง "พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ" นายก อบจ.นนทบุรี

"ฉลอง เรี่ยวแรง" อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง "พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ" นายก อบจ.นนทบุรี

"ฉลอง เรี่ยวแรง" อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง "พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ" นายก อบจ.นนทบุรี auser15 Mon, 2026-08-10 - 12:19 10 สิงหาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุยิงกันที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ถ.รัตนาธิเบศร์ จึงรุดไปตรวจสอบ พบร่าง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะ พร้อมคนขับรถส่วนตัวอีก 1 คน เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อช่วยชีวิตเป็นการด่วน จากการตรวจสอบทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี หลังก่อเหตุเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ฉลอง เรี่ยวแรง * ธงชัย เย็นประเสริฐ

dlvr.it

เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท

เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท

เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท auser15 Mon, 2026-08-10 - 11:20 เผยช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ภาพจาก: Wikimedia/Chad Davis (CC BY 2.0)  10 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า รัฐบาลกำลังวางกลไกให้การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกระดับการคัดกรองโครงการผ่านกรอบพิจารณา 4 มิติ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนเติบโตควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน โดยมิติแรกที่บีโอไอกำลังศึกษา คือ “ประโยชน์ต่อประเทศไทย” ทั้งการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย ตลอดจนการเชื่อมโยง SMEs และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้การลงทุน Data Center เป็นฐานต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล และเครื่องมือ AI มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย โดยไทยมีฐานการผลิตสำคัญอยู่แล้ว ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น สำหรับมิติด้านพลังงานและน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการไม่ผลักภาระต้นทุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ไปยังประชาชน โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนการให้บริการ พร้อมกำหนดหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อม ส่วนด้านน้ำอยู่ระหว่างศึกษาทั้งอัตราค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ การส่งเสริมระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย และมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ส่วนมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะพิจารณาครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมือง การป้องกันอัคคีภัย การจัดการความร้อนและเสียง ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน (Water Map) เพื่อประกอบการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ในอนาคต “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุน Data Center แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย เม็ดเงินลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูง พัฒนาคนไทย เชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดระบบนิเวศ AI ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบต้นทุนการใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตโดยไม่ผลักภาระให้ประชาชน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า เกณฑ์คัดกรองของบีโอไอและแนวทางกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมยังอยู่ระหว่างการจัดทำให้สอดคล้องกับกลไกคณะกรรมการนโยบายฯ ชุดใหม่ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ และการดูแลทรัพยากรกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * data center

dlvr.it

ประกาศยกเลิกและขึ้นบัญชีรายชื่อใหม่ ผู้สอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการท้องถิ่น 2568

ประกาศยกเลิกและขึ้นบัญชีรายชื่อใหม่ ผู้สอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการท้องถิ่น 2568

ประกาศยกเลิกและขึ้นบัญชีรายชื่อใหม่ ผู้สอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการท้องถิ่น 2568 auser15 Mon, 2026-08-10 - 10:53 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้บุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 บางส่วน และประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 - รมช.มท. ย้ำ 5,925 ราย เป็นแค่การคืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ต้องเดินหน้าตรวจสอบถึงต้นตอ คนสุจริตต้องไม่ถูกเหมารวม คนโกงต้องรับผิด แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป. Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่า คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้บุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 (ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 ) บางส่วน และประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 (ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2) เช็กรายชื่อที่นี่ : https://drive.google.com/drive/folders/1R19cOhzPJ366xHskgKvtagMtXZqtVGhs นอกจากนี้ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ประกาศเรื่อง ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เฉพาะกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และ เขต 2 บางส่วน และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เฉพาะกลุ่มภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 เช็กรายชื่อที่นี่ : https://drive.google.com/drive/folders/1izQSaQHgpRxkfdbLsyt7CqyWYZIBdlku รมช.มท. ย้ำ 5,925 ราย เป็นแค่การคืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ต้องเดินหน้าตรวจสอบถึงต้นตอ สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ว่า  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่นจำนวน 5,925 ราย ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ แต่ต้องทำให้สังคมมั่นใจว่า ระบบการสอบแข่งขันของภาครัฐยังมีความยุติธรรม และคนที่เข้าสอบด้วยความสุจริตจะได้รับการคุ้มครอง “การดำเนินการกับ 5,925 ราย ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับระบบสอบ และเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า การทุจริตจะไม่สามารถทำลายความเชื่อมั่นของคนที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริตได้” นายวรศิษฎ์ กล่าว นายวรศิษฎ์กล่าวว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน และกฎหมายเป็นสำคัญ โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “คนที่ทุจริต” กับ “คนที่สุจริต” เพราะคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือ สอบแข่งขันด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ควรต้องสูญเสียโอกาสเพราะการกระทำของคนบางกลุ่ม นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า หากการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการทุจริต หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการละเว้นเพราะเป็นใครหรือมีตำแหน่งใด “เรื่องนี้ต้องทำให้เห็นว่า ระบบราชการไม่ได้ปกป้องคนโกง แต่ปกป้องคนที่สุจริต เราต้องคืนความเชื่อมั่นให้กับคนที่เข้าสู่ระบบด้วยความสามารถของตัวเอง และทำให้ทุกคนเห็นว่าการโกงไม่ใช่ทางลัดที่จะนำไปสู่ตำแหน่งราชการได้” นายวรศิษฎ์ กล่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นจะต้องไม่มองเพียงตัวเลข 5,925 ราย แต่ต้องมองไปถึงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทาง กลไกการสอบ การควบคุมข้อสอบ การรักษาความลับ ตลอดจนผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก “5,925 ราย คือสิ่งที่ต้องจัดการตามกระบวนการ แต่ภารกิจที่ใหญ่กว่านั้น คือทำให้ระบบสอบกลับมาน่าเชื่อถืออีกครั้ง คนสุจริตต้องมีที่ยืน คนโกงต้องไม่มีทางลัด และใครอยู่เบื้องหลัง หากพบหลักฐานก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว นายวรศิษฎ์ย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมเดินหน้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเอาผิดย้อนหลัง แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้การสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แลเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคน คืนความเป็นธรรมให้คนสุจริต ตัดทางลัดของคนโกงทำให้ระบบสอบกลับมาศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น

dlvr.it

คิวบา: สองโลกที่แตกต่างหลังวิกฤตพลังงาน เมื่อบางคนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ แต่คนจนต้องใช้ถ่านหุงหาอาหาร

คิวบา: สองโลกที่แตกต่างหลังวิกฤตพลังงาน เมื่อบางคนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ แต่คนจนต้องใช้ถ่านหุงหาอาหาร

คิวบา: สองโลกที่แตกต่างหลังวิกฤตพลังงาน เมื่อบางคนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ แต่คนจนต้องใช้ถ่านหุงหาอาหาร auser15 Mon, 2026-08-10 - 10:03 วิกฤตพลังงานในคิวบาที่มาจากการถูกตัดช่องทางเชื้อเพลิงดั้งเดิม ทำให้พวกเขาหันมาใช้พลังงานทางเลือกเพื่อแก้ปัญหา แต่มันก็ทำให้เกิดปัญหาใหม่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบที่เรียกว่า "อนาคตความเร็วสองแบบ"  (A two-speed future) ที่ผู้คนส่วนหนึ่งเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้ แต่ผู้คนจนหรือคนในชนบทต้องหันมาใช้ถ่านไม้ และแม้แต่ผู้ที่เข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ก็บอกว่าพลังงานที่ผลิตได้ไม่มากพอ ที่มา: Havana Times/Jorge Luis Baños ในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใจกลางกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา คนขับรถแท็กซีชื่อ คามิโล เมเรฮอน กำลังจดจ่ออยู่กับการเลือกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่วางอยู่บนพื้น คนอื่นๆ รอบตัวก็ดูเหมือนจะกำลังเลือกแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรีลิเทียม และพัดลมพลังงานแสงอาทิตย์ มีการเปรียบเทียบราคาและสอบถามพนักงานขายในร้าน เมเรฮอน เปิดเผยว่าในร้านมีระบบพลังงานแสงอาทิตย์ต่างราคากัน ระบบพลังงาน 3 กิโลวัตต์ ราคาอยู่ที่ 3,678 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 121,000 บาท) ส่วนระบบแบบ 10 กิโลวัตต์ราคามากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 330,000 บาท) ทำให้คนรายได้น้อยอย่างเมเรฮอนมองว่าเขาใช้แค่แบบ 3 กิโลวัตต์ก็น่าจะอยู่ได้ การที่ผู้คนในคิวบาเริ่มหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์กันมากขึ้น มาจากวิกฤตพลังงานของประเทศที่ขาดแคลนเชื้อเพลิงที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ผู้คนชาวคิวบานับล้านเริ่มชินกับสภาพชีวิตที่ไม่มีไฟฟ้าใข้เป็นเวลายาวนาน บางครั้งไฟฟ้าก็ดับเป็นเวลา 26 ชั่วโมง สาเหตุที่คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลา แต่การแทรกแซงทางการเมืองโดยรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ส่งผลให้ถูกตัดการส่งน้ำมัน ปัญหาเรื่องการขาดแคลนเชื้อเพลิง บวกกับมีการลงทุนน้อยในด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและปัญหาเรื่องระบบผลิตไฟฟ้าที่เริ่มเก่าหลายสิบปี  ทั้งหมดนี้ต่างก็ส่งผลให้ผู้คนในคิวบาต้องปรับตัวกับภาวะไฟดับเป็นเวลานาน แม้กระทั่งในช่วงต้นเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็มีกรณีระบบโครงข่ายไฟฟ้าระดับประเทศล่มติดต่อกัน โดยที่โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้ตั้งอยู่ที่ทางตะวันออกของกรุงฮาวานา โดยถึงแม้ว่าจะมีการพยายามเชื่อมต่อโครงข่ายให้กลับมาอีกครั้ง แต่การแกว่งของไฟทำให้เกิดภาวะโครงข่ายล่มซ้ำอีกครั้งในวันถัดมา นอกจากปัจจัยเรื่องการถูกตัดเชื้อเพลิงแล้ว ปัญหาไฟฟ้าของคิวบายังมีที่มาจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าและได้รับความเสียหายรวมถึงวงจรที่ชำรุด ทำให้ชาวคิวบาในตอนนี้มีไฟฟ้าใช้แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเป็นเรื่องปกติ และทุกครั้งที่มีระบบไฟฟ้าล่ม ทางการก็จะพยายามฟื้นฟูด้วยการสร้างโครงข่ายเล็กๆ แยกออกมาเพื่อใช้ส่งให้กับระบบที่สำคัญอย่างโรงพยาบาล ระบบการประปา และแหล่งผลิตอาหาร ก่อนที่จะค่อยๆ กลับมาเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ ระบบไฟของคิวบายังประสบกับความขาดแคลนอะไหล่ที่จะมาใช้แทนที่ชิ้นส่วนที่มักจะพังลงซ้ำๆ จากระบบโครงสร้างที่เก่า โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนบางส่วนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว และไม่ค่อยได้รับการซ่อมบำรุง วิกฤตและการปรับตัวของรัฐบาลคิวบา ปัญหาวิกฤตพลังงานของคิวบาครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ลักพาตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลา มาดูโร แล้วสั่งปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปให้คิวบา รวมถึงมีการกดดันให้เม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันอีกแห่งหนึ่งของคิวบาไม่ให้ส่งน้ำมันให้คิวบา ทำให้ต่อมาคิวบากล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าทำการปิดกั้นช่องทางนำเข้าน้ำมันของพวกเขา รวมถึงจำกัดด้านการเงินและการเข้าถึงอุปกรณ์อะไหล่ต่างๆ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยเรื่องการลงทุนด้านพลังงานที่ไม่มากพอและการจัดการที่ผิดพลาดก็มีส่วนต่อเรื่องวิกฤตพลังงานของเวเนซุเอลาด้วย วิกฤตในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนหลายด้านทั้งการเดินทาง การประปา การสื่อสาร และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ครอบครัวบางส่วนก็เผชิญปัญหาไม่มีที่ถนอมอาหาร ทำกับข้าวไม่ได้ และมีปัญหาเรื่องการนอนในสภาพร้อนจัดในฤดูร้อน การกดดันจากสหรัฐฯ ได้บีบให้คิวบาต้องปฏิรูปเศรษฐกิจของตัวเอง โดยที่ในเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มานูเอล มาร์เรโร ครูซ ประกาศว่ารัฐบาลได้อนุมัติการลงทุนจากต่างชาติรอบแรกเพื่อที่จะนำเข้าและขายเชื้อเพลิง โดยมีการอนุญาตให้ธุรกิจเกือบ 200 แห่งในคิวบาสามารถเข้าร่วมการซื้อขายส่งเชื้อเพลิงได้ นอกจากนี้ รัฐสภาคิวบายังได้อนุมัติมาตรการอนุญาตการลงทุนจากเอกชนในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งก่อนหน้านี้คิวบาเผชิญความเสียหายจากการที่โรงแรมขนาดใหญ่ถอนตัวจากประเทศตอบรับกับการคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญการยกเลิกเที่ยวบินเพราะขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งทางรัฐบาลคิวบายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยทันที แต่จะส่งผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีการหันมาใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ มากขึ้นในคิวบา อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ราคาค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ยังมีราคาแพง ทำให้ถึงแม้ว่าเจ้าของธุรกิจต่างๆ ต้องหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความอยู่รอด แต่ครอบครัวรายได้น้อยนอกตัวเมืองก็ต้องหันมาใช้ทางเลือกที่ถูกกว่าและช้ากว่าอย่างเช่นถ่านไม้ในการหุงหาอาหาร 'อนาคตความเร็วสองแบบ' เมื่อคนรายได้น้อยใช้ถ่านไม้ คนมีรายได้ใช้พลังงานสะอาด สื่ออัลจาซีราระบุถึงสภาพชีวิตผู้คนในคิวบาที่ต่างชั้นกัน ระหว่างกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงพลังงานเหล่านี้ได้ และจำใจต้องอยู่กับสภาพที่ไฟดับ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องหันมาใช้พลังงานแบบอื่นๆ เท่าที่มี เช่น บนถนนลูกรังเส้นหนึ่ง ในเขตเทศบาลโคตอร์โร รอบนอกเมืองฮาวานา มักจะมีรถมาจอดซื้อถ่านไม้ที่เพิงเหล็กแห่งหนึ่ง ที่มีกระสอบใส่ถ่านไม้กองสุมอยู่ คนขายถ่านชื่อ อโมรา โรดริเกซ บอกว่าเธอเธอไม่เคยมีคนถามซื้อถ่านไม้มากเท่านี้มาก่อน ซึ่งเป็นเพราะภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ทำให้ผู้คนประสบความยากลำบากมากขึ้น จึงต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงที่นอกเหนือจากไฟฟ้า ถ่านไม้กระสอบหนึ่งราคาประมาณ 2,500 เปโซคิวบาหรือราว 4 ดอลลาร์ (132 บาท) เมื่อคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนนอกระบบ ซึ่งสำหรับชาวคิวบาแล้วมันเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินเดือนโดยเฉลี่ยของพวกเขาเลย ในย่านที่พักอาศัยของแรงงานก็มักจะมีการนำถ่านไม้มาใช้แทน เพราะถึงแม้ว่าผู้อาศัยในใจกลางกรุงฮาวานาบางคนจะได้รับประโยชน์จากโครงข่ายท่อแก็ส แต่ชาวคิวบาส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องใช้ถังแก็สในการหุงหาอาหารอยู่ และเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนเช่นนี้ พวกเขาก็ต้องหันมาใช้ถ่านไม้ในการหุงหาอาหารแทน คารี เอสปิโนซา ผู้อาศัยในเขตเทศบาลโคตอร์โรเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ถ่านในการหุงหาอาหารให้ครอบครัว เธอบอกว่าพวกเขามีแก็สใช้น้อยมาก ทำให้ต้องใช้ถ่านทำกับข้าว ซึ่งใช้เวลานานกว่าและสร้างฝุ่นควันมากกว่าแก็ส แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น และดูเหมือนว่าผู้คนส่วนใหญ่ในคิวบาก็ต้องหันมาใช้วิธีนี้กันแล้ว เทียบกับอีกแห่งหนึ่งที่ถนนมาเลคอน ถนนเลียบชายฝั่งที่มีชื่อเสียงของกรุงฮาวานา มีร้านอาหารชื่อ ฟูเอโก เลนโต ที่ จ้างคนงานมาประกอบแผงโซลาร์เซล์ทั่วหลังคา ช่างเทคนิคผู้ดูแลงานบอกว่า มีความต้องการติดแผงโซลาร์เซลล์มากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็เป็นบ้าน บ้างก็เป็นธุรกิจร้านค้า โดยที่โซชาร์เซลล์กำลัง 615 วัตตฺ์แผงหนึ่งมีราคา 160 ดอลลาร์ (ราว 5,300 บาท) ซึ่งยังไม่รวมค่าขนย้ายและติดตั้ง โดยที่่บ้านและธุรกิจหลายแห่งก็จะต้องใช้หลายแผง รวมถึงยังต้องซื้อแบตเตอร์รีลิเธียมเพื่อเก็บกักไฟไว้ใช้หลังพระอาทิตย์ตกด้วย เจ้าของร้านอาหารรายหนึ่งชื่อ อริส โลเปซ ทอร์เรส พูดถึงเรื่องที่เธอพยายามทำให้ธุรกิจของเธออยู่รอดในสถานการณ์ที่ไฟดับบ่อยครั้ง ทำให้ต้องหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ทั้งหมด แต่ก็ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นยังคงทำงานได้ นอกจากร้านรวงและธุรกิจแล้ว สถานที่ทางศาสนาก็พยายามปรับตัวหันมาใช้โซลาร์เซลล์ด้วย แต่กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็ยังไม่มากพอที่จะใช้ในโบสถ์ และถ้าหากจะซื้อหาแผงโซลาร์เซลล์มาเพิ่มก็จะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก ท่ามกลางสภาพแบบนี้ ทำให้สื่อระบุวถึงคิวบาว่าอยู่กับ 'อนาคตความเร็วสองแบบ' แบบของคนที่ยากจนกว่า เข้าถึงโซลาร์เซลล์ไม่ได้ และความเร็วในแบบของคนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อแทนที่ไฟฟ้าจากแหล่งดั้งเดิมได้ ไม่เพียงเท่านั้น บางคนยังถึงขั้นสูญเสียอาชีพตัวเองจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ด้วย หนึ่งในตัวอย่างนี้คือเมเรฮอน คนขับแท็กซี เพราะเมื่อเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมันนำเข้า ผู้คนก็ต้องหันไปใช้น้ำมันจากตลาดมืดซึ่งมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวคิวบาจำนวนมากจะเข้าถึงได้ อยู่ที่ 10 ดอลลาร์ต่อลิตร (ราว 330 บาทต่อลิตร) เมเรฮอนจึงจำเป็นต้องเลิกทำงานขับแท็กซี และไม่รู้ว่าจะมีคนจ้างงานเขาหรือไม่ "คุณสามารถเก็บเงินมาเป็นเวลาหลายปี แล้วก็สูญเสียทุกอย่างไปในคราวเดียวเพราะวิกฤตนี้" เมเรฮอน กล่าว เรียบเรียงจาก Cuba: Between charcoal and solar panels, Aljazeera, 19-06-2026 Cuba’s power grid collapses again despite restoration efforts, Aljazeera, 03-08-2026 Storms disrupt Cuba’s power restoration, operator says, less than a day after sixth nationwide blackout, CNN, 04-08-2026   * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * คิวบา * พลังงาน * พลังงานทางเลือก * พลังงานแสงอาทิตย์

dlvr.it

ปชน. เสนอแนวทางเชิงรุก ก.แรงงาน เจรจา บ.พาวเวอร์ไลน์ แก้ปัญหา ค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้าง 80 ล้าน

ปชน. เสนอแนวทางเชิงรุก ก.แรงงาน เจรจา บ.พาวเวอร์ไลน์ แก้ปัญหา ค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้าง 80 ล้าน

ปชน. เสนอแนวทางเชิงรุก ก.แรงงาน เจรจา บ.พาวเวอร์ไลน์ แก้ปัญหา ค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้าง 80 ล้าน ภาพปก : ธนพร วิจันทร์ สส.พรรคประชาชน เมื่อ 7 ส.ค. 2569 (ถ่ายโดยทีมสื่อพรรคประชาชน) XmasUser Mon, 2026-08-10 - 02:35 ธนพร วิจันทร์ สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน เสนอแนวทางเชิงรุก ให้กระทรวงแรงงาน เจรจากับ บริษัทพาวเวอร์ไลน์ แก้ไขปัญหาค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้างรวม 544 ชีวิต รวมเป็นเงิน 80 ล้านบาท กังวลหากเข้ากลไกราชการ อาจใช้ระยะเวลานานเกินไป และถ้าเรื่องเดินถึงขั้นตอนศาลแรงงาน คนงานต้องเสียทั้งเงินจ้างทนาย ค่าสูญเสียเวลา และค่าเดินทาง สร้างภาระให้คนงานมากเกินไป   10 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต่อกรณีที่ได้ร่วมประสานงานและเดินทางร่วมกับคนงานก่อสร้างภายใต้บริษัท พาวเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE) เดินทางไปยื่นหนังสือกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) และกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนพร เผยว่า ผลจากการเจรจาหารือกับทั้ง ต.ล.ท. และ ก.ล.ต. ทั้งสองหน่วยงานระบุว่าไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้บริษัท PLE จ่ายค่าแรงให้กับคนงานได้ แต่ถ้าเราร้องเรียน ทางหน่วยงานทั้งสองแห่งจะสอบถามข้อเท็จจริง หรือให้บริษัทเปิดข้อมูลงบดุลบัญชีว่ามีการชี้แจงข้อเท็จจริงว่าถูกต้องหรือไม่ หรือเหตุผลใดที่ไม่สามารถจ่ายค่าแรงคนงานได้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมีผู้เสียหายจำนวน 544 คนที่ร้องเรียนเข้ามา รวมจำนวนเงิน 80 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ธนพร ระบุว่า เธอ ‘ผิดหวังมาก’ เพราะเคยเชิญตัวแทนกระทรวงแรงงานมาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร (สส.) แล้วครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นทางคณะกรรมาธิการการแรงงาน และทีมของพรรคประชาชน ก็ได้ไปรวบรวมข้อมูลลูกจ้างว่าพาวเวอร์ไลน์ ค้างค่าจ้างคนงานแต่ละไซต์งานจำนวนเท่าใด เพื่อมายื่นเป็นข้อมูลให้กับกระทรวงแรงงาน ดำเนินการต่อ  ทางเราเสนอว่าอยากให้ดำเนินการเป็นมาตรการเชิงรุก โดยการเจรจาหารือกับนายจ้างให้นำเงินมาจ่ายให้คนงานก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าพอไปที่กระทรวงแรงงานกลับไม่มีความคืบหน้า เพราะว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มองว่าคนงานต้องเขียนคำร้อง คร.7 เข้ามา พวกเขาถึงดำเนินการให้ได้ แต่ทางธนพร ก็มองว่า หากใช้กลไกราชการ มันใช้เวลานานกว่าคนงานจะได้รับเงินทั้งหมด ซึ่งผลกระทบของคนงานยังเดินหน้าอยู่ทุกวัน ไม่มีวันหยุด  “เราไม่อยากเขียนคำร้อง คร.7 เพราะว่ามันใช้เวลานาน และกรมสวัสดิการฯ ออกคำสั่งแล้ว นายจ้างก็ไม่ปฏิบัติตามอยู่ดี หรือแม้ศาลแรงงานมีคำสั่งแล้ว นายจ้างก็ไม่ปฏิบัติตามเหมือนเดิม ก็คิดว่ากระทรวงแรงงาน อาจใช้กลไกเชิงรุกเจรจากับพาวเวอร์ไลน์ มันจะหาทางออกอย่างไรได้บ้างในเรื่องนี้ “แต่เราไปและกลับมาแล้ว ไม่มีใครมาให้ข้อมูล หรือให้ความคืบหน้าใดๆ ก็เราก็เลยมาพูดคุยกันว่าเราคงหวังพึ่งกระทรวงแรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้าย” สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน กล่าว  ธนพร ระบุว่า แผนหลังจากยื่นหนังสือให้กระทรวงแรงงานแล้ว อาจจะให้คนงานไปยื่นหนังสือถึงบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัท PLE  เช่น สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) กองทัพไทย กองทัพอากาศ ท่าอากาศยานดอนเมือง องค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล หรือกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เรียกพาวเวอร์ไลน์ฯ มาคุยให้ได้ เราอยากให้เปิดวงพูดคุยเจรจากัน และนำเงินส่วนที่ยังคงค้าง ที่ยังไม่จ่ายบริษัทพาวเวอร์ไลน์ ให้ผู้ว่าจ้างต้องมาจ่ายให้คนงานโดยตรง ต่อคำถามของสื่อที่ระบุว่า ถ้าหากใช้วิธีการให้คนงานรวมตัวกันฟ้องเรียกค่าจ้างจากนายจ้าง พอทำได้หรือไม่ ทางธนพร มองว่า สามารถทำได้ แต่ปัญหาก็คือพอไปศาลแรงงานแล้ว มันต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน การเสียเวลาของคนงานต้องไปศาล นี่เป็นสิทธิ มันเป็นค่าจ้าง คนงานใช้แรงงาน เพื่อแลกเงิน แต่กลับไม่ได้เงินค่าตอบแทนกลับมา เราคิดว่าอยากใช้กลไกการเจรจามากกว่า  นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน มีความกังวลด้วยว่า ถ้าหากเข้ากระบวนการศาลแล้ว จะทำให้การเรียกร้องค่าจ้างของคนงานทำได้ลำบากขึ้น และต้องใช้เวลานานขึ้น นายจ้างอาจจะอ้างว่าตอนนี้อยู่ในกระบวนการศาลแล้ว เลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างสักที ทำให้การเคลื่อนไหวของเราที่จะขอให้ผู้ว่าจ้างเจรจากับบริษัท PLE ทำไม่ได้ ถ้าถึงที่สุดแล้ว วิธีไหนก็ไม่ได้ผล เราถึงจะยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน โดยการเขียน คร. 7 และไปที่ศาลแรงงาน ธนพร มองว่า ตอนนี้พวกเธอมองว่า สัญญาอันหนึ่งของหน่วยงานรัฐตกลงกับผู้รับจ้าง มีข้อหนึ่งที่ระบุว่า กรณีที่ผู้รับจ้างไม่จ่ายเงินค่าแรง ผู้ว่าจ้างสามารถเอาเงินงวดที่เหลืออยู่มาจ่ายให้คนงานได้โดยตรง และคนงานจะได้ไม่ต้องมีต้นทุนไปสู้ชั้นศาล ค่าเสียเวลา ค่าทนายความ ค่าเดินทาง หรือค่าสูญเสียเวลา ธนพร มองว่า ในเชิงกฎหมาย แม้ว่านายจ้างไม่จ่ายค่าตอบแทนถือว่ามีความผิด แต่การบังคับกฎหมายมันกลับหย่อนยานมาก ไม่ได้จริงจัง หรือมีข้อจำกัดจากระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เช่น การเขียน คร.7 ต้องใช้เวลารอถึง 90 วัน เพื่อสั่งนายจ้างจ่ายเงิน ซึ่งการพิสูจน์มันใช้เวลาเนิ่นนานเกินไป เราคิดว่าระยะเวลาอาจจะต้องมีการแก้ไขระเบียบตรงนี้  นอกจากนี้ เนื่องด้วยเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา เธอมองว่า ทางรัฐบาลอาจต้องมีแนวทางช่วยเหลือภาคเอกชน และคนงานด้วย ตอนนี้เหมือนใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้มาดูแล รอแก้ไขแค่ตอนเกิดเหตุเฉพาะหน้าแล้วเท่านั้น มันไม่ได้แก้ไขปัญหาทั้งระบบ ซึ่งบทบาทของสภานิติบัญญัติ และก็ที่เราเป็น สส. ก็ต้องพิจารณาเข้ามาแก้ไขตรงนี้ด้วย  * ข่าว * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ธนพร วิจันทร์ * พรรคประชาชน * พาวเวอร์ไลน์ * PLE * บริษัท พาวเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด * กระทรวงแรงงาน * ก.ล.ต. * ต.ล.ท.

dlvr.it

Activists protest Min Aung Hlaing’s visit to Thailand

Activists protest Min Aung Hlaing’s visit to Thailand

Activists protest Min Aung Hlaing’s visit to Thailand Photos by Ginger Cat On 6 August, activists and civil society groups staged a protest near Government House against the visit of Myanmar president and junta leader Senior General Min Aung Hlaing’s visit to Thailand. In the evening of 6 August, activists attempted to display protest banners in front of the Office of the Public Sector Development Commission (OPDC), opposite Government House. However, they were blocked by police officers from leaving the OPDC. The police also displayed banners claiming that Phitsanulok Road is within the 50-metre radius around Government House where protest is prohibited. Two activists wore masks of Min Aung Hlaing and Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul and staged a performance in which they ate cake and spoke about the splitting of benefit between the two leaders and the water pollution in the Kok River from rare earths mining in Myanmar. Around them, other activists scattered pictures of the river, people, and internally displaced persons to show the effects of the 2021 Myanmar coup. The two activists said that inviting Min Aung Hlaing to visit Thailand does not solve problems in Myanmar or the effects felt in Thailand. By inviting Min Aung Hlaing, the Thai government disregarded the problem facing the people, from water contamination to airstrike in Myanmar and Thai investment in business relating to the Myanmar military. If leaders do not listen to the people, it is difficult to achieve peace and normalcy. At around 18.40, activists put up a banner saying “We don’t welcome the criminal Min Aung Hlaing” on the side of Phitsanulok Road, opposite Government House where Thai and Myanmar leaders were reportedly meeting. The police then made a warning through a megaphone, ordering the activists to move out of the area. After the activists put the banner away, the police warned them to stay inside the OPDC or they will be charged. eng editor 1 Sun, 2026-08-09 - 11:44 * News * Min Aung Hlaing * Myanmar (Feed generated with FetchRSS)

dlvr.it

Civil society demand safety for political prisoners

Civil society demand safety for political prisoners

Civil society demand safety for political prisoners Civil society groups gathered at the Ministry of Justice on Friday (7 August) to call on the authorities to protect political prisoners. The groups delivered a letter from human rights lawyer Anon Nampa, who is detained pending appeal on several counts of royal defamation and is facing around 31 years in prison. The letter, dated to 5 August and published on Anon’s Facebook page, stated that, in late July, the Bangkok Remand Prison decided to separate royal defamation detainees and hold them in different blocks. Anon wrote that this led to safety concerns. He alleged that, in 2021, unknown officials tried to abduct activists detained at the time. He also wrote that, since 18 May 2025, political prisoners were being pressured into petitioning for a royal pardon by officials claiming to represent “a higher-up”, but the detainees refused. After the Bhumjaithai government came into power, prison executives were replaced. Attempts to separate the detainees then began. He alleged that a royal defamation detainee held in another block was attacked by other prisoners for not standing for the Royal Anthem, which is played twice a day in the Bangkok Remand Prison. The attacked detainee was later moved to the Bang Kwang Central Prison, a maximum security prison that is the site of the men’s death row. Anon wrote that, although being held together does not guarantee safety for political prisoners, it means that if anyone is assaulted or murdered, the rest would tell the world about it. At the Ministry of Justice, participants began arriving in the morning. At around 10.20, participants wore a mask of Anon’s face and placed a blue bird cafe as a symbol. They read out a statement and submitted a petition to the Ministry of Justice, demanding that political prisoners must be held together unless there is a legis safety reason. Representatives of human rights organizations, lawmakers, detainees’ family members, and other relevant agencies must be allowed to visit prisons to check the detainees’ wellbeing to ensure transparency and trust. They also called for a concrete safety measures for detainees.  eng editor 1 Sun, 2026-08-09 - 09:23 * News * Anon Nampa * political prisoners * Bangkok Remand Prison (Feed generated with FetchRSS)

dlvr.it

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: มนุษยธรรมแล้งน้ำใจ

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: มนุษยธรรมแล้งน้ำใจ

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: มนุษยธรรมแล้งน้ำใจ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี   sarayut Mon, 2026-08-10 - 00:24 ความสับสนในหลักการเรื่อง “มนุษยธรรม” และ “อำนาจอธิปไตย” ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยย้ายความขัดแย้งกับกัมพูชาเข้าสู่เวทีสากลอีกจนได้ด้วยการออกแถลงการณ์ตอบโต้ Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ด้วยเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่ปะติดปะต่อหรือเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกันจนเกรงว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนที่สร้างปัญหาให้กับท่าทีระหว่างประเทศและการทูตของไทยเอง ดังต่อไปนี้  ข้อโต้แย้ง/การกล่าวอ้าง: กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯอ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 650,000 คนนั้นไทยขอชี้แจงว่าจำนวนที่กล่าวอ้างนั้นในความเป็นจริงส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย อย่างไรก็ดีภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้วกลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยและไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) จุดอ่อนที่ 1 :  ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons – IDPs) ตามคำนิยามของสหประชาชาติหมายถึง “บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกบังคับหรือจำต้องหลบหนีหรือละทิ้งบ้านเรือนหรือถิ่นที่อยู่อาศัยตามปกติของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันเป็นผลจากหรือเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการขัดกันด้วยอาวุธ สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ และบุคคลดังกล่าวมิได้ข้ามพรมแดนของรัฐที่ได้รับการรับรองในระดับระหว่างประเทศ” การที่เหตุปะทะตามแนวชายแดนระหว่างทหารไทยและกัมพูชาทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมาก (ไม่ว่าจะเท่าใดก็ตาม) ต้องอพยพลึกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาก็ถูกต้องตามคำนิยามทุกประการไม่มีความจำเป็นที่ฝ่ายไทยจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นโต้แย้งอะไรเลย จุดอ่อนที่ 2: ทางการไทยไม่ได้ทำบัญชีทะเบียนราษฎร์ของประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่ใดๆเลย ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า คนใด เพศใด อายุเท่าใด จำนวนเท่าใด ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งประเทศไทยอ้างว่าเคยเป็นศูนย์พักพิงมาตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมืองมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน การใช้คำว่า “ส่วนหนึ่ง” จึงเป็นการอนุมานเอาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่มีความจำเป็นเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ จุดอ่อนที่ 3 : การกล่าวอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าว (ซึ่งหมายถึงจ๊อกเจีย-หนองจานและเพรยจัน-หนองหญ้าแก้ว) เป็นของไทยก็ยังเป็นการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว เพราะข้อเท็จจริงคือ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังมีความเห็นเรื่องตำแหน่งของหลักเขตที่ 42, 43, 46 และ 47 ไม่ตรงกันยังต้องรอการพิสูจน์ทางเทคนิคของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเสียก่อน จึงไม่อาจจะถือได้ว่าเป็น “เขตแดนของรัฐที่ได้รับการรับรองในระดับระหว่างประเทศ” (an internationally recognized state border)  จุดอ่อนที่ 4 : ชุมชนจ๊อกเจียและเพรยจัน หรือบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วในความเข้าใจของฝ่ายไทยนั้นถูกตัดผ่านโดยเส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายอ้างเหลื่อมกันอยู่และเมื่อดูตามสภาพการอยู่อาศัยของประชาชนบริเวณนั้นก็ปรากฎว่าประชากรส่วนข้างมากได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเกินเลยจากเส้นเขตแดนที่ไทยอ้างการจะเหมารวมว่าพวกเขาอยู่ในศูนย์พักพิงโดยไม่ยอมย้ายออกไปจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริง ข้อโต้แย้ง/การกล่าวอ้าง: ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (right of return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง จุดอ่อน: ข้อโต้แย้งนี้ฟังดูมีเหตุผลมากแต่ขาดน้ำหนักเพราะไทยเองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกันด้วยการนำเรื่องอำนาจอธิปไตยและบุรณภาพแห่งดินแดนมาเป็นประเด็นจึงเป็นการกดทับเรื่องมนุษยธรรมที่ไทยอ้างว่ายึดถือไปเสียสิ้น เพราะหลักการสำคัญของสหประชาชาติคือ “สิทธิมนุษยชน/มนุษยธรรมไร้พรมแดน” สิทธิที่จะกลับไปยังมาตุภูมินั้นหมายถึงที่ที่เคยอยู่ เกิดหรือเติบโตมา แต่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิหรือเป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆเสมอไป มนุษย์จำนวนมากบนโลกนี้เกิดมาโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นพลเมืองของรัฐใด (stateless) แต่พวกเขาย่อมมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้หรือกลับไปยังที่ที่เขาคุ้นเคยได้ รัฐที่อ้างว่ามีมนุษยธรรมเป็นหลักการสำคัญย่อมต้องเคารพและอนุญาตให้เขาอาศัยอยู่ได้ อีกทั้งในความเป็นจริงรัฐไทยก็เคยอ้างหลักมนุษยธรรมให้พวกเขาอาศัยอยู่มาได้ตั้งหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องขับไสไล่ส่งพวกเขาไปในเวลานี้  สิ่งสำคัญที่สุด เป็นเรื่องที่จะต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นประเด็นระหว่างรัฐต่อรัฐ การที่ประเทศไทยจะอนุญาตให้ผู้ใดอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการเสียอำนาจอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนไปให้รัฐอื่นแต่อย่างใด กรณีนี้ก็เช่นกันประเทศไทยให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งอาศัยบนผืนแผ่นดินที่(เชื่อว่า)อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยมานานก็ไม่ได้ทำให้กัมพูชาในฐานะรัฐหนึ่งจะมาอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นได้และไม่สามารถเอาหลักการครอบครองปรปักษ์ในกฎหมายแพ่งของไทยมาอ้างสิทธิได้อีกเช่นกัน ข้อโต้แย้ง/การกล่าวอ้าง: สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด จุดอ่อน: ประเทศไทยปิดด่านชายแดนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และเพิ่งประกาศชะลอการต่ออายุใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานกัมพูชาเกือบ 100,000 คนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เป็นเหตุให้แรงงานเหล่านั้นไม่สามารถกลับเข้าทำงานในประเทศไทยได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีนโยบายไล่พวกเขากลับตามที่กล่าวอ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการที่พวกเขาจะทำงานในประเทศไทยได้เลย กล่าวโดยสรุปแม้ว่าการออกแถลงการณ์ตอบโต้ผู้เสนอรายงานพิเศษสหประชาชาติที่ได้ปฏิบัติงานตามขอบเขตหน้าที่ของตนก็สิทธิของรัฐบาลไทยที่จะทำได้ แต่มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรอีกเช่นกันมิหนำซ้ำการเลือกสรรให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือตัดตอนบางเรื่องมาพูดเพียงบางส่วนอย่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้กระทำนั้นดูจะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือทางการทูตและการระหว่างประเทศของไทยเองเสียมากกว่า     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ความมั่นคง * ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา * สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี * แรงงานกัมพูชา * ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

dlvr.it

ตลาดเสรีทุนนิยม หรือ รัฐสวัสดิการ? มีทางออกอื่นอีกหรือไม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงมนุษย์

ตลาดเสรีทุนนิยม หรือ รัฐสวัสดิการ? มีทางออกอื่นอีกหรือไม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงมนุษย์

ตลาดเสรีทุนนิยม หรือ รัฐสวัสดิการ? มีทางออกอื่นอีกหรือไม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงมนุษย์ ไกรศรณ์ กรุงเกษม    sarayut Sun, 2026-08-09 - 23:43 การถกเถียงเกี่ยวกับสวัสดิการของคนในชาติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยรากเหง้าของการถกเถียงส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างระหว่างสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์และปรัชญาการเมือง ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า หากสวัสดิการเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี (free market) ผู้คนในสังคมจะสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยสมัครใจ (voluntary exchange) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละปัจเจกบุคคล ในกรณีนี้ สวัสดิการอาจอยู่ในรูปแบบของภาคเอกชน เช่น ประกันเอกชน (private insurance) ซึ่งวางอยู่บนหลักการ “กระจายความเสี่ยง” (risk sharing) กล่าวคือ เปลี่ยนความเสี่ยงจากความสูญเสียทางการเงินของบุคคลไปให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงประกันสุขภาพทั่วไปด้วย ขณะที่สวัสดิการภาครัฐจะทำงานอยู่บนหลัก “ความมั่นคงสาธารณะ” (public security) โดยให้รัฐทำหน้าที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยตามสิทธิ์เชิงบวก (positive rights) เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน รวมถึงด้านสาธารณสุขที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รากฐานทางปรัชญาของเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ (welfare economics) จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถามถึง “บทบาทของรัฐ” ว่าควรเข้ามาแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจและสังคมมากน้อยเพียงใด หรือรัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซงเลย คำถามดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปถึงปรัชญาเสรีนิยมคลาสสิก (classical liberalism) และพัฒนาต่อเนื่องไปสู่แนวคิดอิสรนิยม (libertarianism) โดยเฉพาะสายอนาธิปไตยทุนนิยม (anarcho-capitalism) ไปจนถึงอีกขั้วหนึ่งซึ่งสนับสนุนบทบาทของรัฐในการจัดสวัสดิการ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบบทางที่สาม หรือเศรษฐกิจแบบผสม (Third-way economics/mixed economics) รวมถึงแนวคิดสังคมประชาธิปไตย (social democracy) ในรูปแบบสแกนดิเนเวียโมเดล รัฐควรมีบทบาทแค่ไหน? ภายใต้แนวคิดเสรีนิยมแบบคลาสสิก รัฐควรมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในลักษณะที่เรียกว่า “จุลรัฐนิยม” (minarchism) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Night-watchman state” ซึ่งหมายถึงรัฐที่มีขนาดเล็กและมีบทบาทจำกัด เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสังคมและเศรษฐกิจมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม รัฐยังคงมีหน้าที่รักษาสิทธิ์เชิงลบ (negative rights) เช่น การพิทักษ์รักษาความมั่นคงทางทหาร การบังคับใช้กฎหมายโดยตำรวจ และการอำนวยความยุติธรรมผ่านกระบวนการศาลอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไป แนวคิดเสรีนิยมคลาสสิกจะไม่สนับสนุนการให้รัฐเป็นผู้จัดบริการสาธารณสุขทั้งหมด เพราะเชื่อว่าการรักษาพยาบาลที่ดีควรอยู่ภายใต้มือของภาคเอกชนและกลไกตลาด ขณะที่ผู้บริโภคควรมีสิทธิ์เลือกบริการที่เหมาะสมกับตนเอง ตรงนี้เองที่เกิดประเด็นขัดแย้งว่า หากประชาชนไม่สนับสนุนการจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐนำไปจัดทำสวัสดิการ ก็ย่อมเกิดคำถามว่า “จะมั่นใจอย่างไรว่าเงินที่จ่ายให้รัฐทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำกลับมาให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่จริง ๆ?” และ “จะรู้ได้อย่างไรว่าเงินเหล่านั้นจะไม่ถูกนำไปใช้กับคนที่ไม่ได้เสียภาษี?” คำถามดังกล่าวสัมพันธ์กับปัญหาที่ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Free-rider problem” หรือ ปัญหาคนเกาะองค์กร กล่าวคือ คนที่เสียภาษีอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังแบกรับต้นทุนให้กับคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในระบบเดียวกัน นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัญหา “Moral hazard” หรือจริยวิบัติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่ต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนของการตัดสินใจของตนเองอย่างเต็มที่ เช่น หากผู้ใช้บริการสาธารณสุขไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ก็อาจมีแรงจูงใจให้ใช้บริการมากขึ้น หรือขาดแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง ฮาเย็กกับรัฐสวัสดิการขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม แม้ตามหลักการของเสรีนิยมแบบดั้งเดิมจะไม่สนับสนุนการที่รัฐเข้ามาจัดระบบสาธารณสุขทั้งหมด แต่ก็มีบางกรณีที่ “พอยอมรับได้” นั้นคือ ข้อเสนอของฟรีดริช ฮาเย็ก (Friedrich Hayek) สนับสนุนให้มีสาธารณสุขในระดับพื้นฐาน (basic health needs) กล่าวคือ สังคมจำเป็นต้องมี “ตาข่ายความปลอดภัย” (safety net) เพื่อไม่ให้คนตกทุกข์ได้ยากในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น การเจ็บป่วยหรือการได้รับบาดเจ็บ อาจกล่าวได้ว่า ฮาเย็กสนับสนุนการมีหลักประกันสุขภาพโดยรัฐในระดับจำกัด โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมด้านโอกาส (equality of opportunity) แม้แนวคิดของฮาเย็กจะถูกจัดอยู่ภายใต้ “เสรีนิยมแบบคลาสสิก” เช่นเดียวกับลุดวิก ฟอน มิเซส (Ludwig von Mises) แต่ในงานวิชาการหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฮาเย็กมักถูกจัดหรือถูกตีตราว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “เสรีนิยมใหม่” (neoliberalism) ร่วมกับมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดกรอบที่ต่อมาถูกเรียกว่า “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) จากเสรีนิยมคลาสสิกสู่อนาธิปไตยทุนนิยม หลักคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิกยังคงสามารถประนีประนอมกับการแทรกแซงของรัฐได้ในระดับหนึ่ง แต่ในมุมของอิสรนิยมสายอนาธิปไตยทุนนิยม (anarcho-capitalism) ซึ่งมีนักปรัชญาการเมืองอย่าง เมอร์เรย์ เอ็น. ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ กลับต่อต้านบทบาทของรัฐอย่างเข้มข้น หากพูดอย่างตรงไปตรงมา แนวคิดดังกล่าวคือ “ไม่เอารัฐ” รัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของประชาชนมากกว่าที่จำเป็น สวัสดิการของประชาชนควรเป็นเรื่องที่แต่ละคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตัวเอง [ภาพ 0.3] เมื่อกล่าวถึงร็อธบาร์ดในหัวข้อ “สาธารณสุข” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอธิบายแนวคิดเศรษฐศาสตร์สวัสดิการแนวนอกกระแสที่กลุ่มอิสรนิยมฝ่ายขวามักนำมาใช้ ซึ่งอาจเรียกว่า “Rothbardian Welfare Economics” เป็นกรอบเศรษฐศาสตร์สวัสดิการตามสไตล์สำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน เพื่อโต้แย้งเศรษฐศาสตร์เชิงบวก (positive economics) หลักคิดเบื้องต้นสามารถอธิบายผ่านสมมติฐานง่าย ๆ ได้ว่า 1. สมมติฐาน A: หากรัฐกำหนด X เช่น รัฐกำหนดราคานมต่ำกว่าราคาตลาด ผลที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจย่อมมีแนวโน้มไปสู่ “ความขาดแคลน” (shortage) 2. สมมติฐาน B: หากรัฐกำหนด X เช่น รัฐกำหนดค่าแรงสูงกว่าระดับตลาด ผลที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจย่อมมีแนวโน้มไปสู่ “การว่างงาน” (unemployment) ข้อสังเกตสำคัญคือ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นการตัดสินคุณค่าว่า “ดี” หรือ “ร้าย” แต่เป็นการมองบนพื้นฐานของคุณค่าที่เป็นกลาง (value-neutral) ขณะที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก รวมถึงกลุ่มที่สนับสนุนรัฐสวัสดิการ มักนำสมมติฐานเหล่านี้ไปต่อยอดในเชิงเศรษฐศาสตร์แบบบรรทัดฐาน (normative economics) กล่าวคือ จากการอธิบายสิ่งที่ “เป็น” (is) ไปสู่การอธิบายสิ่งที่ “ควรจะเป็น” (should) นี่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์สวัสดิการแนวเก่า (old welfare economics) เพราะเป็นการนำสิ่งที่ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรงมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ตัวอย่างเช่น  แนวคิดที่ว่า เงิน 1 ดอลลาร์สำหรับคนจนมีอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (marginal utility) สูงกว่าเงิน 1 ดอลลาร์สำหรับคนรวย ดังนั้นการกระจายทรัพยากรจากคนรวยไปสู่คนจนจึงอาจทำให้อรรถประโยชน์โดยรวมของสังคม (total utility) เพิ่มขึ้น แต่สำหรับ ‘Rothbardian Welfare Economics’ ตั้งคำถามกลับว่า  “จะบอกได้อย่างไรว่าอรรถประโยชน์โดยรวมของคนทั้งสองกลุ่มสามารถนำมาวัดเปรียบเทียบกันได้จริง ๆ?” ผู้อ่านอาจต้องขบคิดกับคำถามนี้เล็กน้อย เพราะสามารถเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) ได้ด้วย กล่าวคือ “ความสุข” ของคนรวยกับคนจนไม่ได้มีขนาดเท่ากันในเชิงความรู้สึก กล่าวคือ เงิน 1,000 บาทสำหรับมนุษย์เงินเดือนอาจมีค่ามาก แต่เงินจำนวนเดียวกันสำหรับคนที่มีทรัพย์สินระดับหมื่นล้านบาทอาจไม่ได้มองว่าสำคัญอะไรขนาดนั้น แนวคิดของอิสรนิยมฝ่ายขวาจึงนำ “ทฤษฎีมูลค่าจิตวิสัย” (subjective theory of value) มาใช้อธิบายว่า ความสุขหรือความพึงพอใจของมนุษย์ไม่สามารถวัดออกมาเป็นหน่วยที่เทียบกันได้อย่างเป็นวัตถุวิสัย ดังนั้นการวัดมูลค่าเชิงวัตถุวิสัยจึงไม่สามารถนำมาใช้วัดความสุขของคนแต่ละคนได้โดยตรง แม้แต่ไลโอเนล รอบบินส์ (Lionel Robbins) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการอธิบายหลักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ก็เสนอว่าความชอบหรือความพึงพอใจของมนุษย์ไม่สามารถนำมาประเมินเป็นตัวเลขที่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรง ปัญหาทางทฤษฏีของเศรษฐศาสตร์แนวสวัสดิการ อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์สวัสดิการสมัยใหม่ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเรื่อง ‘กฎเหล็กของพาเรโต’ (Pareto rule) กล่าวคือนโยบายรัฐจำนวนมากตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่ “คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์” ขณะที่ “คนอีกกลุ่มหนึ่งเสียประโยชน์” . แนวคิดหนึ่งที่พยายามแก้ปัญหานี้คือ “Social Welfare Function” ซึ่งนำความพึงพอใจของคนจำนวนมากมาสรุปเป็น “social preference” แล้วพยายามหาจุดที่เรียกว่า social optimum แต่ระบบดังกล่าวยังมีปัญหา เพราะไม่สามารถรับประกันได้ว่าผลรวมของความพึงพอใจของแต่ละคนจะสามารถถูกรวมกันเป็น “ความพึงพอใจของสังคม” ที่สอดคล้องกันได้อย่างแท้จริง . อีกแนวทางหนึ่งคือ “Kaldor-Hicks Compensation Criterion” ซึ่งเสนอโดย John Hicks และ Nicholas Kaldor นักเศรษฐศาสตร์จาก LSE โดยเสนอว่า หากคนที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงสามารถชดเชยให้กับคนที่เสียประโยชน์ได้ และหลังจากชดเชยแล้วยังเหลือประโยชน์สุทธิอยู่ ก็ถือว่าการแลกเปลี่ยนนั้นสามารถนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพของสวัสดิการได้ . ตัวอย่างเช่น หาก A ได้ประโยชน์ +100 ขณะที่ B เสียประโยชน์ -50 ก็อาจถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยอมรับได้ เพราะ A สามารถชดเชย B ได้ 50 และยังเหลือประโยชน์สุทธิอีก 50 . แนวทางนี้อาจดูเป็นไปได้มากกว่าในทางปฏิบัติ แต่ปัญหาคือ มันก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของ Pareto rule ได้ทั้งหมดอยู่ดี . ในทางกลับกัน “Rothbardian Welfare Economics” เสนอแนวคิดที่อธิบายได้ง่ายกว่านั้น คือ สวัสดิการควรวางอยู่บนพื้นฐานของ “การกระทำของมนุษย์” (human action) เพราะมนุษย์แสดงความพึงพอใจผ่านการกระทำของตัวเอง . สมมติว่า A เลือกซื้อ X แทน Y เราไม่สามารถสรุปได้ว่า A ชอบ X มากกว่า Y กี่หน่วย แต่หลักการสำคัญของร็อธบาร์ดคือ คนในสังคมต่างคาดหวังว่าตัวเองจะได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ . จึงไม่จำเป็นต้องบอกว่าใคร “มีความสุขมากกว่า” หรือใคร “ได้ประโยชน์จากใคร” ในเชิงตัวเลข เพียงแต่ต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสมัครใจของผู้ที่เข้าร่วมการแลกเปลี่ยน แต่ปัญหาของเรื่องนี้คือ คนในสังคมต้องอยู่ร่วมกัน มุมหนึ่ง กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐสวัสดิการย่อมไม่สบายใจกับแนวคิดที่ว่า “รัฐไม่ควรมีบทบาทเลย” แม้แต่ละทฤษฎีจะมีเหตุผลเฉพาะของตัวเอง แต่ช่องโหว่ของอิสรนิยมฝ่ายขวาแบบร็อธบาร์ดคือ ในโลกความเป็นจริง คนในสังคมยังจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน และผลกระทบจากการกระทำของคนหนึ่งสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้ บทบาทของคนแต่ละคนไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันภายในรัฐ ไม่ว่าใครจะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษี คำถามจึงย้อนกลับมาสู่ปัญหาพื้นฐานว่า หากระบบปล่อยให้แต่ละคนรับผิดชอบตัวเองทั้งหมด แล้วในท้ายที่สุด “ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อคนที่ไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้?” นี่คือจุดที่แนวคิดรัฐสวัสดิการเข้ามามีบทบาท รัฐสวัสดิการกับแบบจำลองสแกนดิเนเวีย รัฐสวัสดิการ (welfare state) สามารถถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางออกสำหรับการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ เพราะทำหน้าที่เป็นหลักประกันว่าคนจะไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง การขยายรัฐสวัสดิการจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยภาพรวมมากกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง นี่เป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดรัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวีย (Welfare state Scandinavia-style) อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนระบบรัฐสวัสดิการก็จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งว่า ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียและนอร์ดิกสามารถค้ำจุนระบบรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง เพราะประเทศเหล่านั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งในระดับสูงมาก่อนแล้ว ดังนั้น การสร้างรัฐสวัสดิการในขอบเขตที่เหมาะสมจึงต้องสัมพันธ์กับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นจากธาตุอากาศ แต่เกิดจากการนำทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่มาใช้เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พูดอย่างง่ายที่สุดคือ ประเทศต้องมีเงินหรือมีความมั่งคั่งเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนสามารถกินดีอยู่ดีได้ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และประชากรศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกละเลยเมื่อพูดถึงการออกแบบรัฐสวัสดิการ อีกทั้ง การก่อร่างสร้างตัวของรัฐสวัสดิการในภูมิภาคสแกนดิเนเวียไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเหตุปัจจัยทางการเมือง สังคม และประวัติศาสตร์ที่ประจวบเหมาะกับบริบทของสงครามโลกด้วย นักการเมืองและกลุ่มสหภาพแรงงานจึงเกิดฉันทามติในการสร้างหลักประกันความมั่นคงของประเทศ กรณีประเทศเดนมาร์กมี “ข้อตกลงคันสเลอร์กาเด” (Kanslergade Agreement) ขณะที่สวีเดนมี “ข้อตกลงซัลต์เชอบาเดน” (Saltsjöbaden Agreement) สาระสำคัญร่วมกันของข้อตกลงเหล่านี้คือการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายการเมืองจะเป็นกลุ่มอำนาจที่เปิดพื้นที่ให้สหภาพแรงงานและแรงงานมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงงานเพียงฝ่ายเดียว เพราะลำพังแรงงานไม่สามารถเปลี่ยนโฉมระบบสวัสดิการระดับชาติได้ทั้งหมด หากปราศจากการสนับสนุนจากนักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำงาน หรือการล็อบบี้ (lobby) เพื่อผลักดันนโยบาย เคสประเทศสวีเดนปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรีทุนนิยมก่อนรัฐสวัสดิการ การตีความของนักสังคมนิยม (socialist) ที่ว่า การเปลี่ยนรูปเศรษฐกิจจากระบบเสรีไปสู่รัฐสวัสดิการเกิดจากผลกระทบของตลาดเสรีและทุนนิยมเพียงอย่างเดียว อาจเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว (half-truth) เมื่อพิจารณาจากหลักฐานเชิงประจักษ์อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายที่สนับสนุนตลาดเสรีได้หยิบยกข้อมูลทางสถิติหลายกรณีขึ้นมาอธิบายพัฒนาการของประเทศสวีเดน กรณีของสวีเดน ตั้งแต่ทศวรรษ 1840 จนถึงทศวรรษ 1970 พลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การสร้างสถาบันที่มั่นคงเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินของพลเมือง การค้าเสรี ตลอดจนการขยายสิทธิของผู้หญิง (women's rights) [ภาพ 1 — Figure 1.1: กราฟเปรียบเทียบ GDP per capita ของสวีเดน สหราชอาณาจักร และโลก ระหว่างปี 1820–1970 ควรใช้กราฟต้นฉบับจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการหรือสร้างกราฟใหม่จากข้อมูลต้นทาง โดยคงแกน ตัวเลข หน่วย และคำอธิบายให้ครบถ้วน รูปแบบควรสะอาดเหมือนกราฟในบทความเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช้กราฟสามมิติหรือองค์ประกอบตกแต่งเกินจำเป็น] Source: Bolt and van Zanden (2020). Note: GDP per capita adjusted for inflation and price differences between countries. [ภาพ 2 — Figure 1.2: แผนภาพหรือกราฟเปรียบเทียบ GDP per capita ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเน้นตำแหน่งของสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1870 ควรใช้รูปแบบข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เช่น world map หรือ distribution chart ที่ดูเป็นงานวิชาการจริง มีตัวเลขและ legend ชัดเจน ไม่ใช้ภาพประกอบแฟนตาซี] Source: Bolt and van Zanden (2020). Note: GDP per capita adjusted for inflation and price differences between countries. [ภาพ 3 — Figure 1.3: ภาพเปรียบเทียบ GDP per capita ของสวีเดนกับประเทศอื่นหรือค่าเฉลี่ยโลกในช่วงทศวรรษ 1970 โดยคงรูปแบบและชุดข้อมูลให้สอดคล้องกับ Figure 1.2 เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเปรียบเทียบพัฒนาการของสวีเดนได้ต่อเนื่อง] Source: Bolt and van Zanden (2020). Note: GDP per capita adjusted for inflation and price differences between countries. [ภาพ 4 — Figure 1.4: กราฟแสดงการเติบโตของ Real GDP per capita ตั้งแต่ทศวรรษ 1870 ถึง 1970 ควรเป็นกราฟเส้นหรือกราฟ time series แบบงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ เน้นความชัดเจนของช่วงเวลาและแนวโน้มระยะยาว ใช้ตัวอักษรแบบสิ่งพิมพ์และไม่ใส่องค์ประกอบตกแต่งที่ทำให้ดูเป็นภาพ AI] Source: Bolt and van Zanden (2020). Note: GDP per capita adjusted for inflation and price differences between countries. หลักฐานทางสถิติเหล่านี้เป็นเพียงหลักฐานจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายภาครัฐในระดับที่ค่อนข้างต่ำ สอดคล้องกับระดับการเก็บภาษีในภาพรวมที่ต่ำ เสรีภาพทางเศรษฐกิจที่สูง และอัตราการเติบโตของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรายได้สูงอื่น ๆ ผู้สนับสนุนตลาดเสรีทุนนิยมจำนวนหนึ่งมองว่า หลังทศวรรษ 1970 คือจุดหันเหสำคัญของสวีเดน เนื่องจากประเทศเริ่มขยายรัฐสวัสดิการให้มีลักษณะไปในทางสังคมนิยมมากขึ้น ประจวบเหมาะกับวิกฤตการณ์ของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น วิกฤตน้ำมัน (oil shock crisis) กระแสสังคมของสวีเดนจึงเอนเอียงไปสู่การขยายรัฐสวัสดิการให้ครอบคลุมมากขึ้น และในเวลาต่อมาสวีเดนก็เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตทางการเงินในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงปี 1994  หนึ่งในคำอธิบายที่ฝ่ายตลาดเสรีนำเสนอคือ การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรัฐสวัสดิการที่ขยายตัวมากเกินไป จนนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะ ทิศทางของเศรษฐกิจในลักษณะนี้สามารถมองเห็นได้ในเดนมาร์กเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงแรกหลัง Kanslergade Agreement ซึ่งการสร้างรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่หมายถึงการเพิ่มงบประมาณของภาครัฐในหลายด้าน ผลกระทบสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ ค่าเงินที่เสื่อมค่าและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การใช้จ่ายภาครัฐและการจัดเก็บภาษีก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1945 จนถึง 1970 [ภาพ 5 — Figure 1.5: กราฟแสดงการใช้จ่ายภาครัฐของเดนมาร์กหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ควรใช้ข้อมูลต้นฉบับในรูปแบบ time-series โดยแสดงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ government expenditure อย่างชัดเจน กราฟควรมีลักษณะเหมือนกราฟจากรายงานเศรษฐกิจระหว่างประเทศ] Source: Mauro, Romeu, Binder, and Zaman (2015). [ภาพ 6 — Figure 1.6: กราฟแสดงรายได้ภาษีหรือ tax revenue ของเดนมาร์กหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ควรใช้รูปแบบกราฟเชิงสถิติที่เข้าคู่กับ Figure 1.5 เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการขยายรายจ่ายภาครัฐกับการจัดเก็บภาษี] Source: OECD Revenue Statistics (undated). รัฐสวัสดิการกับปัญหาความมั่งคั่ง ปัญหาของรัฐสวัสดิการคือ ผลกระทบที่ท้ายที่สุดอาจต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือความเสี่ยงที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศจะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลง การเก็บภาษีจากคนรวยและขยายไปถึงชนชั้นกลางอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบรัฐสวัสดิการถูกสร้างขึ้นหลังจากประชาชนส่วนใหญ่ได้ยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางแล้ว นอกจากนี้ ประเทศที่มีประชากรจำนวนไม่มากยังมีข้อได้เปรียบด้านการกระจายทรัพยากร เนื่องจากภาระในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างประชาชนอาจมีความซับซ้อนน้อยกว่าประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก นี่คือประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์สายตลาดเสรีพยายามวิพากษ์รัฐสวัสดิการมาโดยตลอด แต่ตลาดเสรีเองก็มีปัญหาที่แก้ไม่ตกเช่นกัน นั่นคือ “ความเหลื่อมล้ำ” (inequality) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับความก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ถ้ามองตามกรอบคิดแบบมาร์กซ์ พัฒนาการของทุนนิยมสามารถถูกแบ่งออกเป็นหลายช่วง และรูปแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อธิบายทุนนิยมร่วมสมัยคือ “ทุนนิยมขั้นปลาย” (late-stage capitalism) นักสังคมวิทยา อแล็ง ตูแรน (Alain Touraine) อธิบายพัฒนาการดังกล่าวผ่านแนวคิดเรื่อง “สังคมหลังอุตสาหกรรม” (post-industrial society) ซึ่งเป็นสังคมที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ รูปแบบเศรษฐกิจ และแก่นกลางของทุนนิยมเปลี่ยนแปลงไปจากการมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่เป็น “วัตถุ” ไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็น “อวัตถุ” กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้ ข้อมูล ความคิด และสิ่งที่เป็นนามธรรมกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในงานวิจัยของ OECD เรื่อง “Under Pressure: The Squeezed Middle Class” (2019) ระบุว่า ในหลายประเทศ คนที่หลุดออกจากชนชั้นกลางประมาณหนึ่งในสามสามารถขยับขึ้นไปสู่กลุ่มรายได้สูง ขณะที่ประมาณสองในสามกลับเคลื่อนลงไปสู่กลุ่มรายได้ต่ำ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเคลื่อนย้ายทางชนชั้น (social mobility) เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้น ชนชั้นกลางต้องเผชิญกับความท้าทายในการยกระดับสถานะของตนเอง ทั้งจากการแข่งขัน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น ทิศทางดังกล่าวทำให้ชนชั้นกลางมีความเสี่ยงที่จะถูกลดสถานะมากกว่าที่จะสามารถยกระดับสถานะของตนเอง และแนวโน้มนี้กำลังส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจภาคบริการเป็นหลัก กล่าวได้ว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับตลาดเสรีเองก็มีช่องโหว่ขนาดใหญ่เช่นกัน นั่นคือ พัฒนาการของทุนนิยมอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่คนบางส่วนในประเทศมีฐานะยากจนลง หรืออย่างน้อยมีโอกาสในการยกระดับฐานะลดลง รัฐบาลในหลายประเทศจึงเริ่มแก้เกมด้วยการหันกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความต้องการบุคลากรในสาขา STEM ที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจส่วนที่เหลือจำนวนมากยังคงดำเนินอยู่ภายใต้โครงสร้างของเศรษฐกิจยุคหลังอุตสาหกรรม คำถามคือ แล้วตลาดจะแก้ปัญหาสวัสดิการได้จริงหรือ? แน่นอนว่า เมื่อมองเห็นช่องโหว่ของตลาดเสรี ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างร็อธบาร์ดที่พยายามเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์สวัสดิการผ่านหลักคิด “Rothbardian Welfare Economics” ทางออกในกรอบคิดนี้คือการปล่อยให้ตลาดจัดการ หรือหากกล่าวในเชิงลึกกว่านั้น คือให้กลไกสิทธิ์ในทรัพย์สินของแต่ละคนทำหน้าที่จัดการปัญหา แต่ปัญหาคือ สวัสดิการในเชิงสาธารณะสามารถเข้ามาอุดช่องโหว่ที่แม้แต่ร็อธบาร์ดอาจไม่สามารถตอบได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยคำถามพื้นฐานที่ว่า “ถ้าคนได้รับบาดเจ็บ แล้วไม่มีประกันเอกชน ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายเพียงพอ จะสามารถเข้ารักษาพยาบาลที่ไหนอย่างทันท่วงทีได้บ้าง?” หากสังคมอยู่ในยุคที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างเข้มข้น (private property rights) การปฏิเสธคนไข้ที่ไม่มีทั้งเงินและประกันเพื่อจ่ายค่ารักษา ก็เท่ากับว่าคนเหล่านี้อาจถูกทอดทิ้งเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม นี่จึงเป็นปัญหาที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน และไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายเพียงด้วยการปล่อยให้ตลาดทำงาน การผลักไสความมั่นคงสาธารณะไปอยู่ภายใต้ทรัพย์สินส่วนบุคคลจึงอาจทำให้ปัญหาของสังคมมีความซับซ้อนและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า ภายใต้ระบบทุนนิยม มนุษย์ย่อมมีแรงจูงใจในการมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ การกระทำใดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนตน เช่น การต้องให้บริการคนอื่นโดยคาดหวังกำไร หากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกปฏิเสธ หรือถูกผลักออกไปภายใต้กรอบของสิทธิ์ในทรัพย์สิน ดังนั้น ข้อเสนอของร็อธบาร์ดอาจยังไม่สามารถครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในเศรษฐศาสตร์สวัสดิการได้ทั้งหมด แล้วประชาชนควรเลือกทางไหน? คำถามจึงกลับมาสู่ประเด็นสำคัญว่า ประชาชนควรเลือกทางไหนระหว่าง “ตลาดเสรี” กับ “ระบบรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่”? แม้ทั้งสองแนวคิดจะมีปัญหาที่แตกต่างกัน แต่ต่างฝ่ายต่างมุ่งเป้าไปที่การหาทางออกให้กับผลกระทบทางสาธารณะที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทั้งที่คาดการณ์ได้และไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทางออกของเรื่องนี้จึงอาจไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการทบทวนถึงจุดที่ “เหมาะสม” รัฐสวัสดิการควรมีอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน ขณะเดียวกันการแข่งขันในระบบสาธารณสุขก็ควรเปิดกว้าง ทั้งในอุตสาหกรรมยา การเข้าถึงข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่ามีสูตรสำเร็จแบบเดียว (one-size-fits-all) ที่สามารถครอบคลุมปัญหาระบบสวัสดิการของประเทศไทยทั้งหมดได้ แต่คนไทยจำเป็นต้องกำหนดด้วยตัวเองว่า สวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับประชาชนในประเทศควรอยู่ในระดับใด อะไรควรเป็นสวัสดิการ และอะไรไม่ควรเป็นสวัสดิการ แนวทางดังกล่าวอาจทำให้รัฐสวัสดิการของไทยมีรูปแบบที่แตกต่างจากประเทศตะวันตกอย่างชัดเจน เพราะต้องคำนึงถึงความสามารถของรัฐในการแบกรับภาระทางการคลังด้วย ขณะเดียวกัน สวัสดิการบางประเภทอาจจำเป็นต้องออกแบบให้มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าการใช้ระบบถ้วนหน้าในทุกเรื่อง เพราะระบบถ้วนหน้าอาจเปิดช่องให้เกิดการใช้งบประมาณกับสวัสดิการที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องได้รับ สวัสดิการจึงจำเป็นต้องมีอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้คนทำงานต้องแบกรับความทุกข์ร้อนจนเกินไป คนไทยไม่ควรเดินตามอุดมคติของทุนนิยมจนถึงจุดที่แรงงานต้องใช้ชีวิตแลกกับรายได้ เพียงเพื่อนำเงินทั้งหมดไปใช้รักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วยจนหมดอายุขัย ในทางกลับกัน ก็ต้องหาทางออกจากกรอบที่ทุนนิยมผลักให้ประชาชนต้องซื้อสวัสดิการและประกันต่าง ๆ ด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สวัสดิการคือสิ่งที่รัฐควรเข้ามาดูแลในฐานะหลักประกันพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับ เพื่อป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ระบบสวัสดิการจึงควรถูกมองผ่านการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการยึดติดอยู่กับกรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทฤษฎีต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเคยถูกนำไปทดลองในโลกจริงมาแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมาแล้ว  * บทความ * การเมือง * เศรษฐกิจ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ไกรศรณ์ กรุงเกษม * ตลาดเสรีทุนนิยม * รัฐสวัสดิการ * ความมั่นคงมนุษย์

dlvr.it

ผู้หญิงกับการทวงคืนเศรษฐกิจเพื่อชีวิต (1): การต่อสู้ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อ IMF ธนาคารโลก และองค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจ

ผู้หญิงกับการทวงคืนเศรษฐกิจเพื่อชีวิต (1): การต่อสู้ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อ IMF ธนาคารโลก และองค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจ

ผู้หญิงกับการทวงคืนเศรษฐกิจเพื่อชีวิต (1): การต่อสู้ของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อ IMF ธนาคารโลก และองค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจ ปรานม สมวงศ์   Protection International และขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย   sarayut Sun, 2026-08-09 - 23:25 เดือนตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก สามสิบปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การประชุมครั้งนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่สำหรับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและขบวนประชาชน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าการประชุมครั้งนี้จะสร้างเม็ดเงินลงทุนได้มากเพียงใด หากคือ ตลอดกว่าแปดทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายและแนวทางการพัฒนาที่ IMF ธนาคารโลก และองค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจผลักดัน ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนอย่างไร ใครเป็นผู้กำหนดกติกา ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับหนี้ ต้นทุน และผลกระทบของการพัฒนาและเหตุใดประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง จึงแทบไม่มีอำนาจร่วมกำหนดนโยบายเหล่านั้นเลย สิ่งที่เรามุ่งทำจึงไม่ใช่การเข้าไปเจรจากับ IMF หรือธนาคารโลกในนามของขบวนประชาชน เราไม่ได้ต้องการที่นั่งบนโต๊ะที่กติกาถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือการสร้างพลังให้ประชาชนสามารถทำความเข้าใจ วิเคราะห์ ตรวจสอบ และกำหนดจุดยืนของตนเองต่อแนวทางการพัฒนาที่กำลังเปลี่ยนแปลงที่ดิน น้ำ ป่า แรงงาน อาหาร สุขภาพ การศึกษา และอนาคตของพวกเขา เพราะการมีส่วนร่วมที่แท้จริง ไม่ใช่การเชิญประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นเมื่อทุกอย่างถูกตัดสินใจไปแล้ว แต่คือการที่ประชาชนมีสิทธิร่วมกำหนดว่า การพัฒนาแบบใดที่สังคมต้องการ และเศรษฐกิจควรรับใช้ใคร ละหากจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องเริ่มจากการทวงคืนประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้เงียบหาย เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ของ IMF และธนาคารโลก เรื่องเล่ากระแสหลักมักถูกเขียนผ่านตัวเลขการเติบโต เงินกู้ การลงทุน และผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่ยังมีประวัติศาสตร์อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งแทบไม่ปรากฏอยู่ในรายงานเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยชีวิตของผู้หญิงธรรมดาสามัญ ผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับเชิญเข้าไปในห้องประชุมซึ่งกำหนดนโยบาย แต่กลับเป็นคนแรกที่ต้องรับผลของนโยบายเหล่านั้น พวกเธอคือผู้หญิงที่นอนขวางพื้นที่วางระเบิดเพื่อปกป้องแม่น้ำ ผู้หญิงที่ปิดล้อมเมืองเพื่อยืนยันว่าน้ำไม่ใช่สินค้า ผู้หญิงที่ปลูกต้นไม้นับล้านต้นเพื่อฟื้นฟูป่า ผู้หญิงที่รักษาเมล็ดพันธุ์และระบบอาหาร ผู้หญิงที่ประคองครอบครัวและชุมชนในวันที่เศรษฐกิจล่มสลาย และผู้หญิงที่จัดตั้งผู้คนขึ้นมาต่อรองกับอำนาจที่ใหญ่กว่าตนเอง เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของ "ผู้ได้รับผลกระทบ" หากเป็นประวัติศาสตร์ของผู้หญิงในฐานะผู้สร้างเศรษฐกิจ ผู้ปกป้องฐานชีวิต และผู้สร้างการเมืองจากชีวิตประจำวัน เพราะทุกครั้งที่ระบบเศรษฐกิจผลักต้นทุนออกจากรัฐและตลาด ผู้หญิงจะเป็นคนแรกที่รับต้นทุนนั้นไว้ และทุกครั้ง ผู้หญิงก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นจัดตั้งผู้คนเพื่อต่อรองกับมัน บทความชุดนี้จึงไม่ได้ชวนย้อนอดีตเพื่อรำลึกความพ่ายแพ้ หากชวนกลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้หญิง เพื่อทำความเข้าใจว่า การต่อสู้เหล่านั้นได้เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนสังคมอย่างไร และเพราะเหตุใด ในวันที่ IMF และธนาคารโลกกลับมาจัดการประชุมที่ประเทศไทยอีกครั้ง ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงยังมีความหมายต่อการต่อสู้ของขบวนประชาชนไทย ปฏิบัติการของผู้หญิงคือการตั้งคำถามต่อแนวทางการพัฒนา เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าการต่อสู้ของผู้หญิงในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกไม่เคยเป็นเพียงการต่อสู้กับโครงการใดโครงการหนึ่ง หากเป็นการเผชิญหน้ากับแนวทางการพัฒนาที่มีหลักคิดร่วมกัน แม้จะปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกัน ที่โบลิเวีย แนวทางนี้มาในรูปของการแปรรูปน้ำ ที่อินเดีย มาในรูปของเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก ที่หลายประเทศในแอฟริกา มาในรูปของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเปิดเสรี และการลดบทบาทของรัฐ ที่ประเทศไทย มาในรูปของเขื่อน เหมือง เขตอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรของชุมชนเป็นต้นทุน แม้ชื่อของนโยบายจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การตัดสินใจถูกย้ายออกจากชุมชนไปอยู่ในมือของรัฐ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และทุนขนาดใหญ่ ขณะที่คนซึ่งต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจกลับแทบไม่มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง ผู้หญิงจึงไม่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เพราะพวกเธอเป็นผู้หญิง หากลุกขึ้นต่อสู้เพราะพวกเธออยู่ตรงจุดที่ผลของนโยบายกระทบชีวิตก่อนใคร เมื่อที่ดินหายไป พวกเธอรู้ว่าครอบครัวจะปลูกอะไร เมื่อแม่น้ำถูกปิด พวกเธอรู้ว่าอาหารจะหายไปจากสำรับ เมื่อโรงพยาบาลและโรงเรียนถูกลดงบประมาณ พวกเธอรู้ว่าใครจะต้องกลับมาดูแลผู้ป่วย เด็ก และผู้สูงอายุ เมื่อป่าถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ลงทุน พวกเธอรู้ว่าความมั่นคงของชุมชนกำลังถูกทำลาย นี่คือเหตุผลที่การต่อสู้ของผู้หญิงไม่เคยเป็นเพียงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นการปกป้องเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่ดี น้ำไม่ใช่สินค้า : โกชาบัมบา ประเทศโบลิเวีย ปลายทศวรรษ 2540 ธนาคารโลกเสนอเงินกู้เพื่อพัฒนาระบบน้ำประปาของเมืองโกชาบัมบา ประเทศโบลิเวีย โดยกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลแปรรูปกิจการน้ำและเปิดสัมปทานแก่บริษัทเอกชนข้ามชาติ หลังสัมปทานตกอยู่ในมือของบริษัทเอกชน ราคาน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายครอบครัวต้องใช้รายได้จำนวนมากไปกับค่าน้ำ บางครอบครัวต้องเลือกระหว่างการซื้อน้ำกับการซื้ออาหาร ผู้หญิง ชาวนา คนงาน และประชาชนจึงรวมตัวกันปิดถนน ปิดล้อมเมือง และยืนหยัดต่อสู้ แม้รัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉินและใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกสัญญาสัมปทานและคืนกิจการน้ำให้กลับมาเป็นของสาธารณะ สิ่งที่ผู้หญิงในโกชาบัมบาปกป้อง จึงไม่ใช่เพียงระบบประปา หากคือหลักการพื้นฐานว่า น้ำเป็นเงื่อนไขของการมีชีวิต ไม่ใช่สินค้าที่กำหนดการเข้าถึงด้วยกำลังซื้อ และไม่ควรถูกใช้เป็นเงื่อนไขของเงินกู้หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจ ชัยชนะของโกชาบัมบาทำให้ขบวนประชาชนทั่วโลกเห็นว่า นโยบายของธนาคารโลกไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากประชาชนสามารถจัดตั้งและต่อรองได้ ก็สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านั้นได้เช่นกัน ที่ดินและป่าคือฐานชีวิต : แม่น้ำนัรมทา ประเทศอินเดีย ปี 2528 ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการเขื่อนสรทาร สโรวาร์ ในลุ่มแม่น้ำนัรมทา ประเทศอินเดีย โครงการนี้จะทำให้หมู่บ้านจำนวนมาก ป่าไม้ และพื้นที่เกษตรกรรมจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากถิ่นฐาน เมธา พัทการ์ และขบวนการ Narmada Bachao Andolan จึงร่วมกันจัดตั้งการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ผู้หญิงเป็นทั้งแกนนำ ผู้จัดตั้ง และกำลังหลักของขบวน เพราะพวกเธอรู้ดีว่า การสูญเสียแม่น้ำไม่ได้หมายถึงการสูญเสียเพียงผืนดิน หากหมายถึงการสูญเสียอาหาร น้ำ เมล็ดพันธุ์ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของชุมชนที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แรงกดดันจากประชาชนทำให้ธนาคารโลกประกาศถอนการสนับสนุนทางการเงินจากโครงการในปี 2536 นับเป็นครั้งแรก ๆ ที่ขบวนประชาชนสามารถทำให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องยอมถอย กรณีนัรมทาไม่ได้เปลี่ยนเพียงชะตาของแม่น้ำสายหนึ่ง แต่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการพัฒนา ทำให้โลกเริ่มตั้งคำถามว่า โครงการที่สร้างไฟฟ้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทำลายฐานชีวิตของประชาชนจำนวนมหาศาลนั้น ควรเรียกว่า "การพัฒนา" จริงหรือไม่ ฟื้นป่า คือฟื้นชีวิต : เคนยา ในช่วงทศวรรษ 2520–2530 หลายประเทศในแอฟริกาดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างภายใต้อิทธิพลของ IMF และธนาคารโลก ขณะเดียวกัน การขยายเกษตรเชิงพาณิชย์และการรวมศูนย์การจัดการทรัพยากร ทำให้ป่าถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ชุมชนจำนวนมากสูญเสียทั้งแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และที่ดินทำกิน วังการี มาไท มองเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การที่ชุมชน โดยเฉพาะผู้หญิง ถูกพรากอำนาจในการดูแลทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา เธอจึงร่วมกับผู้หญิงทั่วประเทศก่อตั้ง Green Belt Movement ปลูกต้นไม้หลายสิบล้านต้น ฟื้นฟูป่า ฟื้นฟูแหล่งน้ำ และฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหาร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนต้นไม้ คือการทำให้ผู้หญิงกลับมาเชื่อมั่นว่า พวกเธอมีทั้งความรู้และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การปลูกต้นไม้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม หากเป็นการทวงคืนอำนาจในการจัดการทรัพยากรจากรัฐและทุน และยืนยันว่า การฟื้นฟูธรรมชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากชุมชนไม่มีสิทธิในการดูแลธรรมชาติของตนเอง เมื่อรัฐถอย ผู้หญิงประคองเศรษฐกิจ : ไนจีเรีย ปี 2529 ไนจีเรียดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้กรอบที่ IMF และธนาคารโลกสนับสนุน แม้รัฐบาลจะไม่ได้เบิกใช้เงินกู้จาก IMF โดยตรง แต่นโยบายลดค่าเงิน เปิดเสรีทางการค้า ลดงบประมาณ และยกเลิกการอุดหนุน กลับถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คน ราคาสินค้าสูงขึ้น รายได้ลดลง บริการสาธารณะถดถอย และครอบครัวจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ในช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจทางการสั่นคลอน ผู้หญิงในตลาดกลับเป็นผู้ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนเดินต่อไปได้ พวกเธอจัดหาอาหาร ให้เครดิต แลกเปลี่ยนสินค้า และช่วยเหลือกันผ่านเครือข่ายของตลาด ทำให้ครอบครัวจำนวนมากยังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า สิ่งที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของสังคม ไม่ได้มีเพียงธนาคาร กระทรวงการคลัง หรือตลาดทุน หากยังมีเศรษฐกิจอีกระบบหนึ่งที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ การแบ่งปัน และการดูแล ซึ่งผู้หญิงเป็นผู้รักษาไว้ แม้จะไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม สมัชชาคนจน กรณีปากมูล : บทเรียนของประเทศไทย ปี 2534 ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าระยะที่สาม ซึ่งรวมการก่อสร้างเขื่อนปากมูลไว้ด้วย สำหรับรัฐ เขื่อนคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่สำหรับชุมชนริมแม่น้ำมูล แม่น้ำคือแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ เมื่อแก่งหัวเห่วกำลังจะถูกระเบิด สมปอง เวียงจันทร์ นำผู้หญิงและเด็กกว่า 60 คนไปนอนขวางพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาไม่อาจตัดสินกันจากปริมาณไฟฟ้าหรือมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากต้องถามด้วยว่า ใครเป็นผู้สูญเสีย และใครเป็นผู้ตัดสินใจ แม้เขื่อนจะถูกสร้างขึ้น แต่การต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลไม่เคยยุติ ตลอดกว่าสามทศวรรษ พวกเขารวบรวมข้อมูล ศึกษาระบบนิเวศ ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และทำให้สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามต่อแนวคิดการพัฒนาที่วัดความสำเร็จจากตัวเลขเศรษฐกิจ แต่กลับมองไม่เห็นคุณค่าของแม่น้ำ ชุมชน และวิถีชีวิต คุณูปการของปากมูลจึงไม่ได้อยู่เพียงการเรียกร้องค่าชดเชย หรือการเปิดประตูระบายน้ำ หากอยู่ที่การทำให้ความรู้ของชาวบ้านได้รับการยอมรับ และทำให้สังคมไทยเห็นว่า ผู้ที่เข้าใจแม่น้ำดีที่สุด ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก แต่คือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำทุกวัน บทเรียนจากปากมูลยังคงส่งต่อมาถึงการต่อสู้ของชุมชนในลุ่มน้ำโขง สายน้ำปาตานี และอีกหลายพื้นที่ในปัจจุบัน เพราะแม้โครงการพัฒนาจะเปลี่ยนรูปแบบ แต่คำถามยังคงเดิม คือ ใครมีสิทธิกำหนดอนาคตของทรัพยากร และการพัฒนาควรรับใช้ใคร งานดูแลคือรากฐานของเศรษฐกิจ เมื่อมองเรื่องราวทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าผู้หญิงไม่ได้ต่อสู้เพียงเพราะพวกเธอได้รับผลกระทบ หากเพราะพวกเธออยู่ตรงจุดที่มองเห็นผลของนโยบายเศรษฐกิจได้ก่อนใคร เมื่อรัฐลดงบประมาณ ผู้หญิงรู้ว่าผู้ป่วยจะกลับมาอยู่ที่บ้าน เมื่อโรงเรียนขาดทรัพยากร ผู้หญิงรู้ว่าเด็กจะหลุดจากระบบการศึกษา เมื่อแม่น้ำถูกปิด ผู้หญิงรู้ว่าครอบครัวจะขาดอาหาร เมื่อป่าถูกทำลาย ผู้หญิงรู้ว่าต้องเดินไกลขึ้นเพื่อหาน้ำ หาฟืน และอาหาร เมื่อที่ดินถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ลงทุน ผู้หญิงรู้ว่าความมั่นคงของครอบครัวกำลังสั่นคลอน ผู้หญิงจึงไม่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เพราะเป็น "เหยื่อ" ของนโยบายเศรษฐกิจ แต่เพราะพวกเธอมองเห็นสิ่งที่ตัวเลขเศรษฐกิจไม่เคยมองเห็น นั่นคือ ชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ แต่หากผู้คนเข้าถึงอาหาร น้ำ การรักษาพยาบาล การศึกษา และที่ดินได้น้อยลง เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าการพัฒนาได้อย่างไร ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายของ IMF และธนาคารโลกมักให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง การเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรี และการดึงดูดการลงทุน แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือผลของนโยบายเหล่านั้นได้ย้ายภารกิจในการดูแลผู้คนกลับไปยังครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลอาจลดงบประมาณ แต่คนป่วยยังต้องมีคนดูแล โรงเรียนอาจถูกตัดงบ แต่เด็กยังต้องมีคนสอนและเลี้ยงดู เมื่อรัฐลดบทบาท ความจำเป็นในการดูแลไม่ได้ลดลง หากเพียงเปลี่ยนมือจากรัฐไปสู่ประชาชน และในแทบทุกสังคม คนที่ทำหน้าที่นี้มากที่สุดคือผู้หญิง ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่งานดูแล แต่อยู่ที่ระบบเศรษฐกิจซึ่งอาศัยงานดูแลเป็นฐานรองรับ แต่กลับไม่นับคุณค่าของงานนั้นไว้ในระบบเศรษฐกิจ ไม่จ่ายค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล และไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ทำงานดูแลมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ นี่คือเหตุผลที่การต่อสู้ของผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน หรือบริการสาธารณะ หากเป็นการปกป้องเงื่อนไขที่ทำให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ จากการปรับโครงสร้าง สู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว เมื่อสามสิบปีก่อน ประเทศกำลังพัฒนาถูกผลักเข้าสู่การเปิดเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการลดบทบาทของรัฐ วันนี้ สิ่งเดียวกันถูกอธิบายด้วยภาษาใหม่—การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ตลาดคาร์บอน และแร่เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่คำถามยังเหมือนเดิม ใครเป็นผู้กำหนดอนาคต และใครเป็นผู้จ่ายต้นทุน หากชุมชนยังสูญเสียที่ดิน ป่า แม่น้ำ และไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจ การเปลี่ยนผ่านก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อของการพัฒนา โดยที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจยังคงเดิม การต่อสู้ของผู้หญิงแต่คือการเปลี่ยนความหมายของการพัฒนา สิ่งที่เรื่องราวจากโบลิเวีย อินเดีย เคนยา ไนจีเรีย และประเทศไทยบอกเราร่วมกัน คือ ผู้หญิงไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการพัฒนา หากลุกขึ้นตั้งคำถามว่า การพัฒนาแบบใด และเพื่อใคร ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนามักถูกวัดจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ มูลค่าการลงทุน หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยบอกว่า มีชุมชนกี่แห่งที่สูญเสียที่ดิน มีแม่น้ำกี่สายที่ถูกปิด มีป่ากี่ผืนที่หายไป หรือมีผู้หญิงกี่ล้านคนที่ต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้นเพื่อทำให้ครอบครัวยังดำรงชีวิตอยู่ได้ สิ่งที่ผู้หญิงกำลังตั้งคำถาม จึงไม่ใช่เพียงผลกระทบของแต่ละโครงการ หากคือวิธีคิดที่มองว่าการทำลายฐานทรัพยากร การผลักคนออกจากที่ดิน หรือการลดบริการสาธารณะ เป็น "ต้นทุนที่ยอมรับได้" เพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับผู้หญิง ต้นทุนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลข หากคือชีวิตของผู้คน เมื่อแม่น้ำหายไป หมายถึงอาหารของครอบครัวหายไป เมื่อป่าหายไป หมายถึงแหล่งน้ำและสมุนไพรหายไป เมื่อรัฐลดบทบาท หมายถึงผู้หญิงต้องใช้เวลาในการดูแลผู้คนมากขึ้น เมื่อชุมชนสูญเสียที่ดิน หมายถึงคนรุ่นต่อไปสูญเสียโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเอง นี่คือเหตุผลที่การต่อสู้ของผู้หญิงไม่ได้หยุดอยู่ที่การคัดค้านโครงการ แต่เป็นการปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจทุกระบบ ทวงคืนประวัติศาสตร์ เพื่อกำหนดอนาคต ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกอีกครั้ง สามสิบปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นเวทีของรัฐมนตรีคลัง นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุน แต่สำหรับขบวนประชาชน นี่ควรเป็นโอกาสที่สังคมไทยจะกลับมาตั้งคำถามกับบทเรียนจากอดีต เราจะพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่พูดถึงคนที่สูญเสียที่ดิน แม่น้ำ และอาชีพได้หรือ เราจะพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสีเขียว โดยไม่ถามว่าใครเป็นเจ้าของแร่ ใครได้ประโยชน์ และใครต้องออกจากพื้นที่ได้หรือ เราจะพูดถึงการลงทุนเพื่ออนาคต โดยไม่พูดถึงต้นทุนที่ผลักไปให้ผู้หญิง ครอบครัว และชุมชนแบกรับได้หรือ เรายืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจทุกนโยบายต้องถูกตรวจสอบจากมุมมองของผู้คนที่ต้องอยู่กับผลของนโยบายนั้น ไม่ใช่จากตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของตลาดการเงินเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของผู้คน เรื่องของอาหาร เรื่องของน้ำ เรื่องของที่ดิน เรื่องของการดูแล และเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่คือประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ร่วมกันเขียนขึ้น แม้จะไม่ค่อยปรากฏอยู่ในรายงานเศรษฐกิจหรือเอกสารของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เป็นประวัติศาสตร์ของผู้หญิงที่ปกป้องแม่น้ำ ปกป้องผืนป่า ผืนดิน ปกป้องเมล็ดพันธุ์ ปกป้องชุมชน และปกป้องเงื่อนไขที่ทำให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี การทวงคืนประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงไม่ใช่เพื่อหวนรำลึกถึงอดีต หากเพื่อทำความเข้าใจปัจจุบัน และร่วมกันกำหนดอนาคตที่แตกต่างออกไป (ในตอนต่อไป เราจะชวนสำรวจว่า เมื่อหนี้ ที่ดิน พลังงาน การศึกษา และระบบสุขภาพ ถูกกำหนดจากแนวทางการพัฒนาแบบเดียวกัน ผู้หญิงในหลายประเทศได้เปลี่ยนความทุกข์ในชีวิตประจำวันให้เป็นพลังของการจัดตั้ง การต่อรอง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างไร เพราะประวัติศาสตร์ของผู้หญิงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการต่อต้าน หากเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจจากฐานราก )     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * ปรานม สมวงศ์ * เจนเดอร์ * IMF ธนาคารโลก * องค์กรโลกบาลทางเศรษฐกิจ

dlvr.it

อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย: “กุญแจไขความคิดของผู้ร่าง” (1)

อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย: “กุญแจไขความคิดของผู้ร่าง” (1)

อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย: “กุญแจไขความคิดของผู้ร่าง” (1) อาดีลัน อุสมา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี   sarayut Sun, 2026-08-09 - 23:09 การเมืองอินเดียกลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสื่ออีกครั้งจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับการเมืองภายใน ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงรัฐบาลของกลุ่มคน “Gen Z” ต่อปมปัญหาด้านการศึกษาจนนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดีย ภายใต้การจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหว “พรรคแมลงสาบ” (Cockroach Janta Party) ถ้าย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 พรรคภารติยะ ชนะตะ (Bharatiya Janata Party) หรือบีเจพี ชนะการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ โดยเฉพาะในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งบีเจพีถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่มีอุดมการณ์ฮินดูชาตินิยม ชัยชนะข้างต้นถือเป็นการสถาปนาอำนาจนำของบีเจพีในรัฐเบงกอลตะวันตกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์1 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สถิติใหม่ได้จารึกในประวัติศาสตร์การเมืองอินเดีย เมื่อนายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ผู้นำคนปัจจุบันจากบีเจพีได้ทำลายสถิตเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องนานที่สุดเป็นระยะเวลา 4,399 วัน ล้มสถิตของนายชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ในฐานะแชมป์เก่าที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4,398 วัน2 จำนวนวันในการดำรงตำแหน่งของโมดีสามารถเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศ ถ้าพิจารณาจากภูมิทัศน์ทางการเมืองของอินเดียในปัจจุบันพบว่า บีเจพีครองอำนาจทั้งในรัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งรัฐรวมถึงดินแดนสหภาพครอบคลุมพื้นที่และประชากรมากกว่าร้อยละ 70 ของประเทศ3  ภายใต้ภูมิทัศน์ทางการเมืองอินเดียทั้งในระดับชาติและระดับรัฐดังที่กล่าวมา มีคำถามที่แฝงไปด้วยความกังวลจากภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่า “ประชาธิปไตยอินเดีย” หลังจากนี้จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด บีเจพีจะ “กินรวบประเทศ” หรือไม่ สถานะและบทบาทของพรรคฝ่ายค้านตลอดจนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เมื่อพิจารณาว่า อินเดียเป็นสนามของการต่อสู้เพื่อนิยามความหมายของ “ความเป็นชาติ” (Battle of belonging) ระหว่างแนวคิดทางการเมือง 2 แบบ คือ “ชาตินิยมพลเมือง” (Civic nationalism) หรือในบริบทอินเดียอาจเรียกว่า “ชาตินิยมแบบฆราวาส” (Secular nationalism) ซึ่งสืบทอดมาจากอุดมการณ์ของขบวนการชาตินิยมที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษและพัฒนากลายเป็นอุดมการณ์หลักของชาติหลังได้รับเอกราชโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) กับ “ชาตินิยมเชิงศาสนาและวัฒนธรรม” (Religio-cultural nationalism) ภายใต้การนำของบีเจพี4 ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้มิได้มุ่งวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอินเดียโดยตรง แต่จะพาผู้อ่านไปสำรวจแนวคิด หลักการ และคุณค่าพื้นฐานที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตยของอินเดีย ผ่านการศึกษาอารัมภบท (Preamble) ของรัฐธรรมนูญอินเดีย เพื่อทำความเข้าใจว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมองตนเองอย่างไร และอยากเห็นสังคมของตนเป็นแบบใด การค้นหาความหมายและนัยที่ซ่อนอยู่ในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ อาจสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ อุดมการณ์ และวิสัยทัศน์ของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ (Founding Fathers) ที่มาและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอินเดียและอารัมภบท “...ขอให้เราระลึกอยู่เสมอว่า เรามิได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้แก่พรรคการเมืองใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่อยู่ที่นี่เพื่อคำนึงถึงอินเดียในฐานะองค์รวม และเพื่อคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนทั้งสี่ร้อยล้านคนซึ่งประกอบกันเป็นอินเดีย ในเวลานี้ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในขอบเขตหน้าที่ของตน สังกัดอยู่กับกลุ่มนี้หรือพรรคนั้น และเป็นที่คาดหมายได้ว่าเราจะยังคงดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้พรรคของตนต่อไป อย่างไรก็ตาม ย่อมมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความเป็นพรรคพวก และหันมาคิดถึงชาติ คิดถึงโลกอันกว้างใหญ่ซึ่งชาติของเราก็เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของโลกนั้นด้วย และเมื่อข้าพเจ้าพิจารณาถึงภารกิจของสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรจะพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะก้าวข้ามตัวตนตามปกติของเรา ก้าวข้ามข้อพิพาทระหว่างพรรคการเมือง และหันมาพิจารณาปัญหาอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเราด้วยมุมมองที่กว้างขวางที่สุด เปี่ยมด้วยความอดทนอดกลั้นที่สุด และมีประสิทธิผลที่สุด เพื่อให้สิ่งใดก็ตามที่เรารังสรรค์ขึ้นมานั้น สมควรคู่ควรกับอินเดียในฐานะองค์รวม และเป็นสิ่งที่ทำให้โลกยอมรับว่า เราได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างที่ควรจะเป็นในการผจญภัยอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรตินี้”5 (สุนทรพจน์ของนายชวาหะร์ลาล เนห์รู ในการนำเสนอ “ข้อมติว่าด้วยวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์” (Resolution Regarding Aims and Objectives) ต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1946) ก่อนที่จะกล่าวถึงเนื้อหาในอารัมภบท ขอพาผู้อ่านไปสำรวจที่มาและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอินเดีย รัฐธรรมนูญอินเดียได้รับการร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงเริ่มต้นประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 389 คน จากตัวแทนแคว้น (Provinces) ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษโดยตรง และตัวแทนจากรัฐมหาราชา (Princely States) ซึ่งเป็นรัฐกึ่งปกครองตนเอง สมาชิกสภาฯ (ส่วนใหญ่มาจากพรรคคองเกรส) มีภูมิหลังที่หลากหลายทั้งด้านศาสนา ความเชื่อ วรรณะ อุดมการณ์ทางการเมือง ฯ6  หลังจากเหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดีย (Partition of India) ในปี ค.ศ. 1947 จำนวนสมาชิกของสภาฯ ลดลงเหลือ 299 คน สภาฯ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการหลายชุดเพื่อทำหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการร่างรัฐธรรมนูญ มีการศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างการปกครองและ/หรือรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ประมาณ 60 ประเทศ7 เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ ฯลฯ หนึ่งในคณะกรรมาธิการสำคัญคือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (Drafting Committee) มีดร.บี. อาร์. อัมเบดการ์ (B. R. Ambedkar) เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ อัมเบดการ์มีพื้นเพจากครอบครัวที่เป็นคนนอกวรรณะ หรือ “ทลิต” (Dalit) (คนไทยนิยมเรียกว่า “จัณฑาล”) การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1946 ตลอดระยะเวลา 2 ปี 11 เดือน สภาฯ ได้ประชุมรวมทั้งหมด 167 วัน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญอินเดีย โดยผ่านการอ่าน อภิปราย และตรวจสอบทีละมาตรา8 การประชุมครั้งสุดท้ายของสภาฯ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1950 สภาฯ ได้ให้การรับรองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 เริ่มแรกรัฐธรรมนูญอินเดีย มี 395 มาตรา 22 ส่วน และ 8 ตารางแนบท้าย ต่อมาจำนวนมาตราเพิ่มขึ้นเป็น 448 มาตรา 25 ส่วน และ 12 ตารางแนบท้าย จากการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด 106 ครั้ง การแก้ไขครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 20239    อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย ที่มา:https://www.facebook.com/photo/?fbid=1565538696981800&set=a.296929339286084 แม้จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมมากกว่า 100 ครั้ง อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญยังคงตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในอารัมภบท อารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดียจึงเปรียบเสมือนเป็น “กุญแจสำคัญในการไขความคิดของผู้ร่าง”10 และ “เป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากกันมิได้ของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย”11 แรกเริ่มอารัมภบทมีจำนวน 81 คำ หลังจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับอารัมภบทในรัฐธรรมนูญ จำนวนคำเพิ่มขึ้นเป็น 85 คำ12อารัมภบทประกอบด้วยข้อความ 3 ส่วน ได้แก่ “ส่วนที่แสดงสิทธิ์” (Declaratory part) “ส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์” (Objective part) และ “ส่วนที่อธิบายลักษณะ” (Descriptive part) ส่วนแรกระบุถึงผู้จัดทำรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนที่สองระบุถึงที่มาและเหตุผลในการจัดทำเอกสาร ตลอดจนวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการบรรลุ ส่วนนี้มีการอภิปรายอย่างเข้มข้นในสภาฯ และส่วนสุดท้ายอธิบายถึงแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญบรรลุผลสำเร็จ13 สำหรับบทความชิ้นนี้ให้ความสำคัญกับการอธิบายและวิเคราะห์คำสำคัญ 9 คำ จากส่วนที่สองและสามในอารัมภบท ซึ่งสะท้อนหลักการและคุณค่าที่เป็นรากฐานของระบอบการปกครองของอินเดีย โดยสารัตถะของคำเหล่านี้ได้กระจายและแทรกอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ บทความตอนที่ 1 เป็นการอธิบายและวิเคราะห์เนื้อหาในส่วนที่สอง ส่วนเนื้อหาในส่วนที่สามจะนำเสนอในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบในลำดับต่อไป อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) “อำนาจอธิปไตย” เป็นคำสำคัญคำแรกที่อยู่ในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ สำหรับการอภิปรายในสภาฯ มีการถกเถียงว่า ควรจะใช้คำนี้คำเดียวเพื่อบ่งบอกความเป็นเอกราชของอินเดียหรือไม่ หรือควรจะเพิ่มคำว่า “เอกราช” (Independent) ต่อจากคำว่าอำนาจอธิปไตยเพื่อความชัดเจน เนื่องจากในข้อมติว่าด้วยวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ ซึ่งเป็นเอกสารที่มาของอารัมภบทมีการระบุไว้ทั้งสองคำ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ดร.อัมเบดการ์ตัดคำว่า “เอกราช” ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าแนวคิดเรื่องเอกราชมีความหมายแฝงอยู่แล้วในคำว่าอำนาจอธิปไตย การเติมคำดังกล่าวจึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อน14 โดยทั่วไป อำนาจอธิปไตยหมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของความเป็นรัฐ ข้อสังเกตประการหนึ่ง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 จนกระทั่งมีการสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในปี ค.ศ. 1950 รัฐบาลอินเดียได้ใช้พระราชบัญญัติรัฐบาลอินเดีย ค.ศ. 1935 (Government of India Act, 1935) ที่ตราขึ้นโดยรัฐบาลสหราชอาณาจักร เป็นกรอบหลักในการปกครองและเป็นเอกสารพื้นฐานทางกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสภาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 ทำให้อินเดียมีสถานะความเป็นรัฐ มีอำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 26 มกราคมของทุกปีเป็นวันชาติ หรือวันสาธารณรัฐ (Republic Day) ของอินเดีย สังคมนิยม (Socialism) และฆราวาสนิยม (Secularism)15 คำว่า “สังคมนิยม” และ “ฆราวาสนิยม” ไม่ปรากฏอยู่ในอารัมภบทตอนที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1950 การเพิ่มสองคำสำคัญดังกล่าวในอารัมภบทมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 ซึ่งหมายความว่า มีการเพิ่มเติมหลังจากผ่านไป 26 ปีนับตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ด้วยเหตุนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตั้งคำถามได้ว่า ทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่บรรจุคำว่าสังคมนิยมและฆราวาสนิยมในอารัมภบทตั้งแต่แรก? การเพิ่มในภายหลังมีเหตุผลและเกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองแบบใด? มีข้อท้าทาย หรือคำร้องให้มีการพิจารณาจากฝ่ายการเมือง หรือภาคประชาชนต่อกรณีการเพิ่มสองคำข้างต้นในอารัมภบทหรือไม่? และฝ่ายตุลาการมีบทบาทอย่างไรในการพิจารณาเรื่องนี้? สำหรับคำว่าสังคมนิยม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการวางกรอบ หรือแนวคิดเฉพาะเจาะจงใด ๆ ทางเศรษฐกิจให้กับอินเดีย เนื่องจากตระหนักว่า จะเป็นการสร้างข้อจำกัดในการบริหารประเทศให้กับรัฐบาลในอนาคต และต้องการเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดอื่น ๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็น ทรัพยากร และทิศทางการพัฒนาของอินเดียในแต่ละยุคสมัย ที่สำคัญในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติ “หลักการที่เป็นของแนวนโยบายแห่งรัฐ” (Directive Principles of State Policy) ไว้แล้วในส่วนที่ 4  ซึ่งกำหนดให้รัฐบัญญัติกฎหมายและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมในสังคม ในที่ประชุมสภาฯ วันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1948 ดร.อัมเบดการ์ได้อภิปรายพร้อมชี้แจงเหตุผลข้างต้นต่อข้อเสนอของสมาชิกสภาฯ บางท่านที่ต้องการให้ปรับแก้และเพิ่มคำว่าสังคมนิยมในอารัมภบท โดยระบุว่า  “เหตุผลที่ข้าพเจ้าคัดค้าน … มีอยู่สองประการ ประการแรก … รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกลไกที่จัดทำขึ้นเพื่อกำกับและกำหนดการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐเท่านั้น มิใช่กลไกที่มีไว้เพื่อแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งให้เข้าดำรงตำแหน่ง ส่วนรัฐควรดำเนินนโยบายในทิศทางใด และสังคมควรได้รับการจัดระเบียบในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองตามกาลเวลาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่อาจกำหนดตายตัวไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ เพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมเท่ากับเป็นการบั่นทอนหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง … ประการที่สอง เหตุผลที่ข้าพเจ้าคัดค้านเนื่องจากข้อเสนอแก้ไขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยสิ้นเชิง … นอกเหนือจากบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐาน [ส่วนที่ 3] ซึ่งเราได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว เรายังได้กำหนดบทบัญญัติอีกหมวดหนึ่งว่าด้วยหลักการที่เป็นของแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ด้วย หากเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติของข้าพเจ้าได้พิจารณาบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในส่วนที่ 4 ก็จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดพันธกรณีที่ชัดเจนไว้แก่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารในการกำหนดและดำเนินนโยบายของรัฐ …”16 นอกจากนี้ ในอารัมภบทมีการระบุถึงไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกในส่วนที่อธิบายลักษณะเกี่ยวกับ “การให้ความยุติธรรมทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง … สร้างความเท่าเทียมทางสถานภาพและโอกาสทางสังคม” ในปี ค.ศ. 2024 ศาลฎีกาอินเดีย (Supreme Court of India) ได้ระบุลักษณะสำคัญของสังคมนิยมแบบอินเดียว่า “สังคมนิยมในบริบทของอินเดียตั้งอยู่บนหลักการของการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและการสร้างความเสมอภาคด้านโอกาส ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมิได้ขัดขวางการดำเนินกิจการของภาคเอกชน ซึ่งยังคงมีบทบาทและเจริญเติบโตควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ”17 แสดงให้เห็นว่า สังคมนิยมแบบอินเดียเน้น “ความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร” และรับประกัน “ความเสมอภาคของโอกาส” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน แนวคิดนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของอินเดีย สะท้อนความเป็นสังคมนิยมประชาธิปไตยในแบบอินเดีย คำว่าฆราวาสนิยม โดยทั่วไป หมายถึงการแยกการเมืองและรัฐออกจากศาสนา หรือการแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลักษณะของสังคมอินเดียที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรรม ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และแนวทางการปฏิบัติ ที่สำคัญ การบรรจุแนวคิดฆราวาสนิยมในรัฐธรรมนูญอินเดียนั้นมิได้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับศาสนา18 ฉะนั้น แนวคิดฆราวาสนิยมแบบอินเดียจึงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป ถึงแม้การเพิ่มคำนี้ในอารัมภบทเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 แต่สารัตถะของแนวคิดดังกล่าวแทรกอยู่ในส่วนต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการจัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก กล่าวคือ รัฐธรรมนูญอินเดียกำหนดให้รัฐไม่มีศาสนาประจำชาติ ห้ามรัฐดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองภายใต้เงื่อนไขเรื่องความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ วรรณะ เพศ หรือถิ่นกำเนิด (มาตรา 15 และ 16) กำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา (มาตรา 25-28) ฯ19Begum Aizaz Rasul สมาชิกสุภาพสตรีมุสลิมหนึ่งเดียวในสภาฯ กล่าวว่า “ลักษณะโดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการกำหนดให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาสอย่างสมบูรณ์”20 ขณะที่สมาชิกคนสำคัญอย่าง Sardar Vallabhbhai Patel กล่าวย้ำว่า “ข้าพเจ้าได้ยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญของอินเดีย อินเดียที่เป็นเอกราชและเป็นรัฐฆราวาส จะต้องไม่ถูกบิดเบือนด้วยบทบัญญัติใด ๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิแบ่งแยกตามศาสนาหรือชุมชน [Communalism] อีกต่อไป”21 นอกเหนือจากนี้ คติธรรมอินเดียโบราณมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ “สรวะ ธรรมา สัมภวะ” (Sarva Dharma Sambhava) ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติต่อทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม อันเป็นรากฐานของ “แนวคิดพหุนิยมทางศาสนาแบบอินเดีย” หากพิจารณาจากข้อความทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาสเพื่อมุ่งปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย และป้องกันไม่ให้รัฐมอบสิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มใหญ่ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้บุคคลหรือพรรคการเมืองใดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง22 ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้มาจากบทบาทของศาลฎีกาอินเดียในการพิจารณาคดีแต่ละช่วงเวลา อันส่งผลต่อสถานะและความสำคัญของข้อความที่ปรากฏอยู่ในอารัมภบท คำพิพากษาศาลฎีกาในคดี  Kesavananda Bharati Case v. State of Kerala ปี ค.ศ. 1973 ได้วางหลัก “โครงสร้างพื้นฐาน” (Basic Structure) โดยกำหนดไว้ว่า แม้รัฐสภาจะมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 368 แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญได้23 กล่าวคือ ในกรณีที่รัฐสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 368 และการแก้ไขนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลง หรือกระทบต่อโครงสร้างสร้างพื้นฐาน ถือว่าการกระทำนั้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นศาลยังมิได้ระบุชัดเจนว่าอะไรคือองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ต่อมาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี S.R. Bommai v. Union of India ในปี ค.ศ. 1994 ระบุว่า แนวคิดฆราวาสนิยมคือ โครงสร้างพื้นฐานหนึ่งของรัฐธรรมนูญอินเดีย24 ข้อสังเกตประการหนึ่ง การเพิ่มคำว่าสังคมนิยมและฆราวาสนิยมภายใต้การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 42 ในปี ค.ศ. 1976 เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอินทรา คานธีประกาศภาวะฉุกเฉิน (1975-77) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สถานะความเป็นประชาธิปไตยของอินเดียถูกตั้งคำถามมากที่สุด ดังนั้น จึงมีความพยายามจากประชาชนจำนวนหนึ่งในการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ (Writ petitions) เพื่อขอให้ศาลพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า “สังคมนิยม” และ “ฆราวาสนิยม” ลงในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดียภายใต้ “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 42) ค.ศ. 1976” ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท้ายที่สุด จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดี Balram Singh v. Union of India ปี ค.ศ. 2024 ได้ยืนยันว่าการเพิ่มเติมทั้งสองคำข้างต้นลงในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 42 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลได้ยกคำร้องที่โต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการยื่นคำร้องเกิดขึ้นขึ้นภายหลังเหตุการณ์ที่เป็นข้อพิพาทผ่านไปแล้วหลายทศวรรษ อีกทั้งสองคำดังกล่าวมิใช่หลักการที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการแก้ไขเพิ่มเติม แต่เป็นหลักการที่ดำรงอยู่แล้วตามเจตนารมณ์และคุณค่าพื้นฐานของรัฐธรรมนูญตั้งแต่เดิม25 ในแง่หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวถือเป็นเพียงการตอกย้ำแนวคิดเดิมที่มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน ประชาธิปไตย (Democracy) และสาธารณรัฐ (Republic) คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สาธารณรัฐ” คือคำสำคัญที่ปรากฏอยู่ในอารัมบทของรัฐธรรมนูญอินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 (เช่นเดียวกับคำว่า “อำนาจอธิปไตย”) ระบอบประชาธิปไตยอินเดียเป็นรูปแบบรัฐสภา มีตัวแทนประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รัฐบาล หรือฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 75 (3))  ในระดับรัฐ คณะมลรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบขึ้นตรงต่อสภาแห่งมลรัฐ (มาตรา 164 (2)) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนด “สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป” (Universal suffrage) ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนทุกคนที่เป็นพลเมืองโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางกายภาพ ทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องวรรณะ เพศ เชื้อชาติ สีผิว ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯ ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน (One person, One vote) บุคคลทุกคนที่มีสัญชาติอินเดีย มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง และไม่ขาดคุณสมบัติด้วยเหตุอื่นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายใด ๆ ที่ออกโดยสภา ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 326)  มีข้อมูลระบุว่า ในปี ค.ศ. 1947 ช่วงที่อินเดียได้รับเอกราช ประชากรประมาณร้อยละ 88 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ทว่าในเวลาต่อมา อัตราการรู้หนังสือ (Literacy rate) ของชาวอินเดียได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในช่วงได้รับเอกราช มาเป็นร้อยละ 77.7 ในปี ค.ศ. 202226 (75 ปี หลังได้รับเอกราช) ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นมิได้กำหนดเงื่อนไขเพื่อกีดกันสิทธิการเลือกตั้งของประชาชน และมิได้รอให้ประชาชนมีความพร้อมจึงจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ส่งผลให้ชาวอินเดียมีสิทธิเลือกตั้งบนหลักการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปนับตั้งแต่วันแรกที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของพัฒนาการประชาธิปไตยอินเดีย อินเดียในฐานะสาธารณรัฐเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1950 วันที่ 26 มกราคมของทุกปีจึงเป็นวันชาติ หรือวันสาธารณรัฐ อันเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของรัฐชาติอินเดีย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้อินเดียมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมจากสมาชิกคณะผู้เลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ (มาตรา 52-62) ใช้ระบอบการปกครองในระบบรัฐสภา (มาตรา 79) มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร (มาตรา 74-75) ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะมอบอำนาจการบริหารประเทศให้แก่ประธานาธิบดี ทว่าในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีคือผู้ใช้อำนาจนั้นและเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของรูปแบบสาธารณรัฐคือ พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน หรือการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองบนพื้นฐานของความแตกต่างในด้านต่าง ๆ สำหรับอินเดียในฐานะสาธารณรัฐ ย่อมต้องให้ความคุ้มครองพลเมืองของตนเองโดย “ให้ความยุติธรรมทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ให้เสรีภาพทั้งในด้านความคิด การแสดงออก ความเชื่อ ความศรัทธา… สร้างความเท่าเทียมทางสถานภาพและโอกาสทางสังคม และส่งเสริมให้ภราดรภาพระหว่างประชาชนทั้งหลาย…” ซึ่งรายละเอียดและลักษณะสำคัญในส่วนนี้ จะนำเสนอต่อผู้อ่านในตอนต่อไป  บทสรุป ข้อความทุกตัวอักษรในอารัมภบทผ่านกระบวนการอภิปรายและแก้ไขในสภาฯ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ๆ อารัมภบทจึงเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญของรัฐธรรมนูญอินเดีย สิ่งที่บรรจุในอารัมบทมีทั้งหลักการ แนวคิด และคุณค่าพื้นฐาน สะท้อนเจตนารมณ์รวมถึงวิสัยทัศน์ของบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ประกอบกับประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมีพื้นเพมาจากคนนอกวรรณะ เมื่อทุกคนรวมตัวกันโดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดอนาคตและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พร้อมทั้งคำนึงถึงภาพรวมของอินเดียด้วยการโอบรับความแตกต่างหลากหลายเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าสภาพสังคมของอินเดียหลังได้รับเอกราชจะเป็นเช่นไร กลุ่มผู้ร่างก็ได้ร่วมกันสร้างชาติที่พวกเขาปรารถนาจะเห็นผ่านการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น กำหนดให้พลเมืองอินเดียมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปถึงแม้อัตราการรู้หนังสือของประชาชนอินเดียในเวลานั้นอยู่ในระดับต่ำ รับรองสิทธิความเป็นพลเมืองโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในด้านต่าง ๆ บรรจุแนวคิดฆราวาสนิยมในรัฐธรรมนูญของประเทศที่ประชาชนมีความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อ มีความเคร่งครัดและผูกพันกับศาสนาและความเชื่อของตนเองอย่างลึกซึ้ง27 สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านอารัมภบทและระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันแรกที่มีการประกาศใช้ ขณะที่ฝ่ายตุลาการก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ข้อความในอารัมภบท และรัฐธรรมนูญอินเดียโดยรวมเป็น “เอกสารที่มีชีวิต” (Living document)28 ที่สามารถเติบโตและปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ร่าง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ ที่สำคัญ ประชาชนอินเดียคือผู้ที่ทำให้ตัวอักษรในรัฐธรรมนูญออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้น  ระบอบ “ประชาธิปไตยอินเดีย” ที่เข้มแข็งในวันนี้จึงมาจากการวางรากฐานที่ดีในวันวาน ผ่านการเรียนรู้และปรับแก้โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายตลอดระยะเวลาเกือบ 80 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดจะผูกขาดและรวบอำนาจในการปกครองประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาเพื่อชาติที่หมายถึงประชาชน!     เชิงอรรถ 1 รัฐเบงกอลตะวันตกเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดีย (มาร์กซิสต์) (Communist Party of India (Marxist)) ยาวนานต่อเนื่อง 34 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977-2011 ต่อมาก็ปกครองโดยพรรคการเมืองสายกลางอย่าง ตฤณมูลคองเกรส (Trinamool Congress) ภายใต้การนำของมามาตา บาเนอร์จี (Mamata Banerjee) ระหว่างปี ค.ศ. 2011-26 เป็นระยะเวลา 15 ปี 2 ThePrint, “Modi surpasses Nehru as India's longest-serving elected PM: Milestones & Challenges ahead,” YouTube video, June 10, 2026, https://www.youtube.com/watch?v=791ruU_QEgw (accessed June 12, 2026). 3 IndiaToday (@IndiaToday), “BJP’s Footprint: Party in Power Across India’s States & UTs,” X, May 4, 2026, https://x.com/IndiaToday/status/2051231998887534674 (accessed May 20, 2026).   4 ดูรายละเอียดใน Shashi Tharoor, The Battle of Belonging on Nationalism, Patriotism, and What It Means to Be Indian (New Delhi: Aleph Book Company, 2022), xiii–4. 5 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 1 13 Dec 1946,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/13-dec-1946/ (accessed June 12, 2026). 6 ดูรายละเอียดใน Subhash C. Kashyap, Concise Encyclopedia of Indian Constitution (New Delhi: Vision Books, 2015), 169–176; Subhash C. Kashyap, Our Constitution: An Introduction to India’s Constitution and Constitutional Law (New Delhi: National Book Trust, 2011), 37. 7 Kashyap, Our Constitution, 4–6, 38–40. 8 ดูรายละเอียดใน “Constituent Assembly Debates,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/constitution-assembly-debates/ (accessed June 12, 2026). 9 มาตราสุดท้ายในรัฐธรรมนูญยังคงเป็นมาตรา 395 เนื่องจาก การแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละครั้งจะแทรกกฎหมายใหม่เป็นมาตราย่อยแทนที่จะเพิ่มหมายเลขใหม่ต่อท้าย ตัวอย่างเช่น มาตรา 21A ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา หรือ มาตรา 51A ว่าด้วยหน้าที่พื้นฐาน เป็นต้น 10 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาอินเดียในคดี In Re: Berubari Union and Exchange of Enclaves Reference ปี ค.ศ. 1960 ระบุความสำคัญของอารัมภบทของรัฐธรรมนูญอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ศาลระบุสถานะของอารัมภบทว่า ยังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ และไม่สามารถใช้เป็นแหล่งที่มาของอำนาจสาระสำคัญ หรือข้อจำกัดต่ออำนาจนิติบัญญัติได้ ดูรายละเอียดใน “Supreme Court of India In Re: The Berubari Union Andexchange Of ... vs Reference Under Article 143(1) Of the ... on 1 April, 1959,” Indian kanoon, https://indiankanoon.org/doc/727445/ (accessed June 12, 2026). 11 คำพิพากษาของศาลฎีกาอินเดียในคดี Kesavananda Bharati Case v. State of Kerala ปี ค.ศ. 1973 ระบุสถานะของอารัมภบทว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญอินเดีย ถือเป็นการกลับคำพิพากษา (Overrule) ของศาลในคดี In Re: Berubari Union and Exchange of Enclaves Reference ปี ค.ศ. 1960 เกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของอารัมภบท ดูรายละเอียดใน “Supreme Court of India Kesavananda Bharati Sripadagalvaru ... vs State Of Kerala And Anr on 24 April, 1973,” Indian kanoon, https://indiankanoon.org/doc/257876/ (accessed June 13, 2026). 12 4 คำที่เพิ่มในอารัมภบทคือ ‘Socialist’, ‘Secular’, ‘Integrity’ และคำเชื่อม ‘and’ 13 ดูรายละเอียดใน Aakash S. Rathore, Ambedkar’s Preamble: A Secret History of the Constitution of India (Haryana: Penguin Random House India, 2020), xviii–xix. 14 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 9 18 Sep 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/18-sep-1949/ (accessed June 20, 2026). 15 ผู้เขียนเลือกใช้คำแปลข้อความในอารัมภบทตามหนังสือ สุรัตน์ โหราชัยกุล, รัฐธรรมนูญอินเดีย (กรุงเทพฯ: ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564), 29. 16 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 7 15 Nov 1948,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/15-nov-1948/ (accessed June 20, 2026). 17 S.N. Sahu, “This Constitution Day, a secular, socialist gift from the Supreme Court of India,” Constitution Day Special 2024, The Leaflet, November 26, 2024,  https://theleaflet.in/leaflet-specials/constitution-day-special-2024/this-constitution-day-a-secular-socialist-gift-from-the-supreme-court-of-india (accessed June 20, 2026). 18 Kashyap, Our Constitution, 66. 19 ดูรายละเอียดใน P.M. Bakshi, The Constitution of India (New Delhi: Universal Law Publishing, 2009), 3–4. 20 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 11 22 Nov 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/22-nov-1949/ (accessed June 25, 2026). 21 “CONSTITUENT ASSEMBLY DEBATES Volume 10 14 Oct 1949,” Constitution of India, https://www.constitutionofindia.net/debates/14-oct-1949/ (accessed June 25, 2026). 22 Kashyap, Our Constitution, 66–69. 23 Kashyap, Concise Encyclopedia, 78. 24 Bakshi, The Constitution of India, 4. 25 ดูรายละเอียดใน “Writ Petition (Civil) No 645 of 2020,” Supreme Court of India, https://api.sci.gov.in/supremecourt/2020/13773/13773_2020_1_39_57487_Judgement_25-Nov-2024.pdf  (accessed June 30, 2026). 26 WION, “Gravitas Plus: India’s achievements @75,” YouTube video, August 13, 2022, https://www.youtube.com/watch?v=xZ-3BIKbjtE (accessed July 15, 2026). 27 อาดีลัน อุสมา, “สิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญอินเดีย: บทสำรวจเบื้องต้น,” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 12, ฉบับเพิ่มเติมที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2564): 142, tci-thaijo.org; Uday S. Mehta, “Constitutionalism,” in The Oxford Companion to Politics in India, eds. Niraja G. Jayal and Pratap B. Mehta (New Delhi: Oxford University Press, 2010), 20. 28 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาอินเดียในหลายคดีมีสาระสำคัญระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็น “เอกสาร” (Document) หรือ “องคาพยพ” (Organ) หรือ “เครื่องมือที่มีชีวิต” (Living instrument) เช่น คดี Justice K.S. Puttaswamy (Retd.) and Another vs. Union of India and Others ปี ค.ศ. 2017 คดี Balram Singh v. Union of India ปี ค.ศ. 2024 ฯ   * บทความ * การเมือง * ต่างประเทศ * อาดีลัน อุสมา * รัฐธรรมนูญอินเดีย

dlvr.it

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม 'โกงเลือก สว.' ภาค 4 เส้นเงิน-เครือข่าย-จัดตั้ง เชื่อ กกต.ควรส่งศาลได้

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม 'โกงเลือก สว.' ภาค 4 เส้นเงิน-เครือข่าย-จัดตั้ง เชื่อ กกต.ควรส่งศาลได้

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม 'โกงเลือก สว.' ภาค 4 เส้นเงิน-เครือข่าย-จัดตั้ง เชื่อ กกต.ควรส่งศาลได้ ภาพปก: ที่มา: ไลฟ์สดพรรคประชาชน  XmasUser Sun, 2026-08-09 - 18:15 ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม ‘คดีโกง สว.’ ภาค 4 พยานแฉจ่ายเงิน-ลงโพย เปิดเส้นเงินโยง 6 จังหวัด บ่งชี้รูปแบบจัดตั้ง 20 กลุ่มอาชีพ-มีร่องรอยเครือข่ายทั่วประเทศ รูปแบบจัดตั้งเป็นขบวนการชัดเจน หลักฐานถึงขั้น กกต. ควรส่งศาลได้   9 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (9 ส.ค.) ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดงานแถลงข่าวเจาะลึกหลักฐาน 'คดีโกง สว.' ภาค 4 โดยการแถลงในวันนี้เป็นการเปิดโปงถึงใบสั่ง เส้นเงิน และสายสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา ลงคะแนนเหมือนกันจนผิดปกติ พนิดา มงคงสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน นำเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์บัตรลงคะแนนและผลคะแนนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกันในหลายกลุ่มอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนในรอบเลือกกันเองช่วงเช้ากับการเลือกแบบไขว้ในช่วงบ่าย โดยระบุว่าจากการรวบรวมภาพบัตรลงคะแนนในรอบเช้ามาถอดข้อมูลเป็นรายใบ พบว่าในหลายกลุ่มอาชีพมีบัตรจำนวนมากที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครหมายเลขเดียวกันถึง 10 คน และเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด  พนิดา มงคลสวัสดิ์ ขณะที่เมื่อรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับหมายเลข จะพบจำนวนบัตรที่มีลักษณะสัมพันธ์กันประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง พบการเรียงหมายเลขตรงกันทั้งหมด 18 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่เลือกหมายเลขชุดเดียวกันแต่สลับลำดับ มีทั้งหมด 20 ใบ โดยผู้สมัคร 7 ลำดับแรกในชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว.ตัวจริง รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งได้ 34 คะแนนในรอบเช้า และ 67 คะแนนในรอบบ่าย ขณะที่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ได้ 40 คะแนนในรอบเช้า และ 74 คะแนนในรอบบ่าย พนิดา กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ผู้สมัคร 3 ลำดับท้ายในชุดเดียวกันกลับมีรูปแบบคะแนนแตกต่างออกไป คือมีคะแนนค่อนข้างสูงในรอบเช้า แต่ลดลงเหลือเพียงหลักหน่วยในรอบบ่าย โดยยกตัวอย่างผู้สมัครที่ได้ 36 คะแนนในรอบเช้า แต่เหลือ 4 คะแนนในรอบบ่าย และอีก 2 รายที่ได้ 29 คะแนนในรอบเช้า แต่เหลือรายละ 2 คะแนนในรอบบ่าย ซึ่งรูปแบบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มเดียว แต่พบซ้ำในหลายกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มชาวสวน พบบัตรที่ลงหมายเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันทุกประการ 16 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่สลับลำดับแล้วมี 18 ใบ โดยผู้สมัคร 7 คนแรกในชุดดังกล่าวได้เป็น สว.ตัวจริง ขณะที่ผู้สมัคร 3 คนท้ายได้คะแนนรอบเช้า 32, 33 และ 32 คะแนน แต่รอบบ่ายเหลือเพียง 1, 0 และ 1 คะแนนตามลำดับ พนิดา อธิบายว่า เมื่อนำผลคะแนนของผู้สมัครใน 20 กลุ่มอาชีพมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นลักษณะการเรียงคะแนนที่คล้ายกัน คือคะแนนของผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน อันดับ 7 มีความแตกต่างกันบ้าง ก่อนที่คะแนนตั้งแต่อันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวอาจสอดคล้องกับการวางเป้าหมายให้มีผู้ได้รับเลือกประมาณกลุ่มละ 6-7 คน หากทดลองคำนวณย้อนกลับจากกติกาการเลือกรอบบ่ายซึ่งเป็นการเลือกแบบไขว้ โดยผู้สมัครแต่ละกลุ่มมี 40 คน และผู้สมัครจากอีก 4 กลุ่มในสายเดียวกัน รวม 160 คน สามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มได้คนละ 5 คะแนน ทำให้แต่ละกลุ่มมีคะแนนรวมสูงสุด 800 คะแนน หากตั้งเป้าให้ผู้สมัคร 6 คนได้รับคนละประมาณ 60 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 360 คะแนน หรือคิดเป็นประมาณ 45% ของคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือก 160 คน เทียบเท่ากับผู้ลงคะแนนประมาณ 72 คนในหนึ่งสาย หรือเฉลี่ยกลุ่มละ 18 คน ขณะที่หากต้องการผลักดันผู้สมัคร 7 คน จะต้องมีผู้ลงคะแนนที่สามารถกำหนดทิศทางได้ประมาณ 21 คนต่อกลุ่ม ตัวเลข 18-21 คนดังกล่าวสอดคล้องกับจำนวนบัตรที่พบการเลือกผู้สมัครชุดเดียวกันในหลายกลุ่มอาชีพ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 18-23 ใบ และหากคำนวณย้อนกลับไปยังการเลือกรอบเช้า ซึ่งแต่ละกลุ่มอาชีพมีผู้สมัครระดับประเทศ 154 คน และแต่ละคนมี 10 คะแนน รวมคะแนนสูงสุด 1,540 คะแนน หากต้องการส่งผู้สมัครประมาณ 18 คนเข้าสู่รอบบ่าย และตั้งเป้าให้แต่ละคนได้ประมาณ 30 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 540 คะแนน หรือประมาณ 35.6% ของคะแนนทั้งหมด เทียบเท่ากับการมีผู้สมัครในเครือข่ายประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม หากต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จะต้องมีผู้สมัครรวมประมาณ 1,100 คน หากรูปแบบที่พบเกิดจากการจัดตั้งจริงก็จะไม่ใช่เพียงการนัดหมายของผู้สมัครกลุ่มเล็กๆ แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ในระดับประเทศ 'โพยหลัก' และ 'โพยรอง' ? พนิดา ยังนำเสนอการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบัตรลงคะแนน โดยระบุว่ามีสิ่งที่เรียกว่า 'โพยหลัก' และ 'โพยรอง'  โพยหลักคือชุดหมายเลขที่มีผู้สมัครประมาณ 6-7 คนได้รับเลือกเป็น สว.  ขณะที่โพยรองเป็นผู้สมัครอีกชุดหนึ่งซึ่งมีคะแนนสูงในรอบเช้า แต่คะแนนลดลงอย่างมากในรอบบ่าย  ยกตัวอย่าง กลุ่มที่ 1 เมื่อรวมผู้สมัครในโพยหลัก 10 คน และโพยรอง 10 คน ผู้สมัครที่ได้ 0 คะแนนอีก 20 คน และผู้สมัครที่ได้ 1 คะแนนอีก 10 คน จะมีผู้สมัครรวม 50 คน ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับผลการคำนวณ ว่าหากต้องการส่งผู้สมัครที่สามารถกำหนดทิศทางการลงคะแนนเข้าสู่รอบบ่ายประมาณ 18 คน จะต้องมีผู้สมัครในเครือข่ายราว 55 คนต่อกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเพียงพบการลงคะแนนเหมือนกันแล้วจะสามารถสรุปได้ทันทีว่ามีการทุจริต แต่จะต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ทั้งรูปแบบบัตรลงคะแนน ผลคะแนนรอบเช้าและรอบบ่าย ตลอดจนความสัมพันธ์ของตัวเลขที่เกิดซ้ำในหลายกลุ่มอาชีพ  ดังนั้น สิ่งที่ต้องตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือข้อมูลและพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้พึงเชื่อได้แล้วหรือไม่ ว่ามีผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ไม่จำเป็นต้องรอจนพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงที่สุดก่อนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พนิดา ยังกล่าวถึงผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีรายชื่อ สว. 138 คนเสนอให้ กกต. พิจารณา โดยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับรูปแบบที่พบจากการวิเคราะห์ คือประมาณ 7 คนต่อ 20 กลุ่มอาชีพ จึงขอชื่นชมการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ผิดกับมติของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ระบุว่าบุคคลทั้งหมดไม่มีความผิด ทั้งนี้ หลักฐานที่นำเสนอไม่ได้มีเพียงโพยที่ถูกพบตามสถานที่ต่างๆ แต่ยังต้องพิจารณาความสอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนนจริงทั้งในรอบเช้า และรอบบ่าย สาธารณชนและ กกต. ควรตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ปรากฏว่ามีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้หรือไม่ ว่าการเลือก สว.ที่ผ่านมาอาจไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จากนั้นมีการนำเสนอข้อมูลจากพยานบุคคล 3 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้สมัคร สว. และมีประสบการณ์โดยตรงกับกระบวนการเลือกในพื้นที่ต่างๆ โดยคำให้การครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร การจัดหาบุคคลเข้าสมัคร การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงคะแนนตามโพยในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนข้อกล่าวหาในกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่การปล่อยให้บุคคลที่อาจขาดคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการ การจัดหาผู้สมัครเป็นเครือข่ายและมีค่าตอบแทน ไปจนถึงการกำหนดชุดผู้สมัครเป้าหมาย การลงคะแนนตามโพย และการจ่ายเงิน สนช.ปี 2560 มองการเลือกเลือก สว.เสี่ยงถูกจัดตั้ง คุมผลการเลือก ต่อมา ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงที่มาของระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกกันเอง โดยระบุว่าปัญหาการจัดตั้ง การฮั้ว หรือการลงคะแนนเป็นกลุ่มที่กำลังถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่ตอนออกแบบระบบ และเคยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ปี 2560 ว่าระบบดังกล่าวยังสามารถถูกจัดตั้งและควบคุมผลการเลือกได้ ตัวอย่างข้ออภิปรายของ สนช. ในเวลานั้นระบุว่า เมื่อผู้สมัครผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ จำนวนผู้ที่จำเป็นต้องประสานหรือควบคุมเพื่อลงคะแนนให้กับบุคคลเป้าหมายจะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการแบ่งผู้สมัครออกเป็นสายสำหรับการเลือกไขว้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้การจัดตั้งผู้สมัครเป็นกลุ่มเพื่อควบคุมผลการเลือกได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตในที่ประชุม สนช. ว่าหากเครือข่ายสามารถควบคุมพื้นที่ได้จำนวนหนึ่ง ก็อาจส่งผู้สมัครเข้าไปในทุกกลุ่มอาชีพ และใช้ผู้สมัครเหล่านั้นเป็นฐานคะแนนให้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยผู้สมัครบางส่วนไม่ได้มีเป้าหมายที่จะได้รับเลือกด้วยตนเอง แต่มีหน้าที่เข้าไปลงคะแนนให้ผู้สมัครเป้าหมาย ปุรวิชญ์ กล่าวต่อไปว่า ลักษณะดังกล่าวใกล้เคียงกับสิ่งที่ในการอภิปรายปัจจุบันเรียกว่า 'ผู้สมัครพลีชีพ' ขณะที่ในบันทึกการประชุม สนช. เมื่อปี 2560 มีการใช้คำว่า 'กามิกาเซ่' เพื่ออธิบายผู้สมัครซึ่งถูกจัดตั้งเข้ามาโดยไม่สนใจคะแนนของตนเอง แต่มีหน้าที่ลงคะแนนตามหมายเลขที่กำหนดไว้ให้ รวมถึงมีการกล่าวถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ประสานควบคุมการลงคะแนนของกลุ่ม  ด้วยเหตุนี้ คะแนน โพย และคำให้การของพยานในปัจจุบัน จึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่เพิ่งถูกค้นพบภายหลังการเลือก แต่เป็นช่องโหว่ที่เคยมีผู้เตือนไว้ตั้งแต่ก่อนกฎหมายถูกนำมาใช้จริงแล้ว ระบบนี้ออกแบบมาแต่แรกให้เกิดการฮั้วการโกงได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อนำคำอภิปรายของ สนช. เมื่อเกือบ 9 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับหลักฐานและคำให้การปัจจุบัน จะเห็นรูปแบบที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไปไกลกว่าที่ผู้ตั้งข้อสังเกตในเวลานั้นเคยคาดการณ์ไว้ ยิ่งชีพ มอง สว.บางคนสมัครไม่ตรงกลุ่ม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ตั้งข้อสังเกตถึงกรณี จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมี สว. ได้รับเลือกถึง 5 คน พร้อมลงรายละเอียดไปยังประวัติการสมัครและเส้นทางการได้รับเลือกของผู้สมัครบางราย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น เริ่มจากกรณี สมภาร พละศักดิ์ และ แดง กองมา สว. จากอำนาจเจริญ ซึ่งข้อมูลในใบสมัครระบุประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับการค้าขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู    ข้อน่าสังเกตคือผู้ประกอบกิจการในลักษณะดังกล่าวเหตุใดจึงสมัครในกลุ่มที่ 10 แทนที่จะเป็นกลุ่มที่ 9 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม เมื่อพยายามตรวจสอบประวัติการประกอบอาชีพของสมภาร จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ กลับพบข้อมูลร้านค้าที่แตกต่างกันหลายแห่ง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา และร้านก๋วยเตี๋ยวนายพราน ขณะที่ข้อมูลบางส่วนที่ค้นพบทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มเติม ทั้งเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการและระยะเวลาการประกอบอาชีพ สมภาร มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ ทั้งในแง่ประเภทและขนาดของกิจการ ตลอดจนระยะเวลาการประกอบอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า หากไล่ตรวจสอบผู้สมัครกลุ่มที่ 10 ซึ่งอยู่ในกระบวนการเลือกเดียวกับสมภารและแดง ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ จะพบว่า ผู้สมัครจำนวนหนึ่งระบุอาชีพหรือประวัติการทำงาน เช่น ค้าขาย ทำนา ขายของชำ ขายน้ำปั่น ขายเครื่องสำอาง รับจ้างทั่วไป ทำขนมจีน กล้วยตาก และช่างทาสี ซึ่งหลายกรณีดูไม่สอดคล้องกับลักษณะของผู้ประกอบกิจการในกลุ่มที่ 10 นอกจากนี้ ผู้สมัครบางส่วนมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ มีความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในกระบวนการเลือก อีกทั้งยังมีกรณีที่ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์แสดงความยินดีกับสมภารและแดงภายในเวลาประมาณ 24 ชั่วโมงหลังการเลือก สว. เสร็จสิ้น แม้การแสดงความยินดีดังกล่าวไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นหนึ่งในข้อมูลแวดล้อมที่น่าตั้งข้อสังเกตอย่างยิ่ง ยิ่งชีพ กล่าวถึงความผิดปกติต่อว่า นอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการแล้ว ยังมีตัวอย่างที่พบในกลุ่มที่ 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง บันเทิง นักกีฬา และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน โดยพบผู้สมัครจาก อ.ชานุมาน หลายราย ซึ่งมีภูมิลำเนาและประวัติใกล้เคียงกัน ประกอบอาชีพทำนา แต่ใช้ประวัติการร่วมพายเรือประเพณีประจำหมู่บ้านในการสมัครกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ใน อ.เมืองอำนาจเจริญ พบผู้สมัครกลุ่มเดียวกันหลายรายเป็นข้าราชการครูเกษียณ ซึ่งระบุประสบการณ์เกี่ยวกับพลศึกษาและศิลปะ และท้ายที่สุด สุวิทย์ จำปานนท์ ซึ่งมีประวัติเป็นครูเช่นกัน สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศและได้รับเลือกเป็น สว. โดยได้ 30 คะแนนในรอบแรก และเพิ่มเป็น 65 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เมื่อพิจารณาผู้สมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงประเทศ จะพบผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่มีประวัติอาชีพซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าเข้าข่ายกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ รวมถึงการเข้าสมัครเป็นกลุ่มของบุคคลที่มีภูมิหลังหรือพื้นที่ใกล้เคียงกัน ควรถูกตรวจสอบควบคู่กับรูปแบบคะแนนและข้อมูลเรื่องการจัดตั้งผู้สมัครที่ถูกนำเสนอก่อนหน้านี้ สิ่งที่ยิ่งชีพ ต้องการตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงว่า สว. แต่ละคนได้รับคะแนนจากใคร แต่ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบด้วยว่าบุคคลที่เข้ามาเป็นผู้สมัครและมีสิทธิลงคะแนนให้กันตั้งแต่ต้นนั้น มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตรงกับกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ และเหตุใดผู้สมัครที่มีประวัติในลักษณะดังกล่าวจึงสามารถผ่านกระบวนการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศและมีส่วนกำหนดผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ได้ ตั้งผู้ช่วย สว.โยงเครือข่ายการเมือง ? ในส่วนของ บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw นำเสนอข้อมูลจากการตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว.หลังการเลือกเสร็จสิ้น โดยระบุว่า สว.แต่ละคนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้ 8 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน แต่จากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว.อำนาจเจริญ 3 คน ได้แก่ สมภาร พละศักดิ์, แดง กองมา และ สมทบ ธีรพันธ์ มีข้อน่าสังเกตว่าบุคคลจำนวนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ความสัมพันธ์ทางการเมือง หรือมีประวัติเชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน ในกรณีของสมภาร พบว่าผู้ที่เคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งมีนามสกุลเดียวกับ สุวิทย์ จำปานนท์ สว.อำนาจเจริญ อีกคน และมีประวัติเคยลงสมัครการเมืองท้องถิ่นในนามกลุ่ม "ภูมิใจไทอำนาจ" ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกรายมีบุตรสาวสมรสกับหลานชายของ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ข้อมูลจากบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ช่วย สว.สมภาร หลายราย พบการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุขสมรวย รวมถึงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. โดยในบางกรณีกลับแทบไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สว.ที่แต่งตั้งบุคคลเหล่านั้น บุณยนุช กล่าวต่อไปถึงผู้ปฏิบัติงานของ แดง กองมา โดยระบุว่าพบความเชื่อมโยงหลายลักษณะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเป็นสามีของ สว.อำนาจเจริญอีกคน และจากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่าบุคคลเดียวกันยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว. อีกจังหวัดหนึ่งด้วย ซึ่งอาจขัดกับหลักเกณฑ์ของวุฒิสภาที่ห้ามบุคคลเดียวกันได้รับการแต่งตั้งจาก สว.มากกว่าหนึ่งคน ขณะที่ผู้ช่วยรายอื่นๆ พบทั้งผู้ที่เคยเป็นคณะทำงานของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในอำนาจเจริญ ผู้ที่มีภาพหรือโพสต์แสดงความสัมพันธ์กับสุขสมรวย และผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของ สว. รายอื่นในจังหวัดเดียวกัน สำหรับผู้ปฏิบัติงานของ สมทบ ธีรพันธ์ พบสายสัมพันธ์ที่ย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับบุคคลในกลุ่มเดียวกันอีก เช่น ผู้ช่วยที่มีนามสกุลเดียวกับบุคคลที่ทำงานให้ สว.รายอื่น รวมถึงผู้ช่วยที่เป็นลูกชายของ แดง กองมา และอีกรายซึ่งจากข้อมูลที่สืบค้นเชื่อว่าน่าจะเป็นบุตรของสมภาร พละศักดิ์ เมื่อพิจารณารายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว. ทั้ง 3 คนร่วมกัน จะเห็นความสัมพันธ์ที่ไขว้กันไปมาระหว่างครอบครัวของ สว. ผู้ช่วย สว. นักการเมืองระดับชาติ และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอีกชั้นของข้อมูลที่ควรนำไปพิจารณาประกอบกับข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ช่วงท้าย ยิ่งชีพ กล่าวเสริมว่า ประเด็นดังกล่าวควรถูกตรวจสอบต่อไปในระดับประเทศ เพราะ สว. ทั้ง 200 คนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้คนละ 8 คน ขณะที่การเลือก สว. ครั้งนี้มีผู้สมัครกว่า 40,000 คน อาจมีกรณีที่ผู้สมัครซึ่งเคยมีส่วนลงคะแนนให้ สว.คนหนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยของ สว. อีกคนในเครือข่ายในลักษณะฝากเลี้ยงหรือไม่ iLaw จะเปิดเผยเอกสาร สว.3 ของผู้สมัครทั้งหมดกว่า 40,000 คน พร้อมรายชื่อผู้ช่วย สว. เพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ การตรวจสอบกรณีอำนาจเจริญ ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมากจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งช่วยชี้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่อาจไม่ปรากฏจากเอกสารทางการเพียงอย่างเดียว จึงอยากชวนประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ให้ร่วมตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ของตนเอง เพื่อดูว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่พบในกรณีอำนาจเจริญปรากฏขึ้นในจังหวัดอื่นด้วยหรือไม่ พริษฐ์ เปิดเส้นเงินโยงคดีโกงเลือก สว. 4 จังหวัด สุดท้าย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน โดยระบุว่าหากพิจารณาหลักฐานแต่ละชิ้นแยกออกจากกันอาจยังไม่สามารถสรุปถึงการกระทำผิดได้ แต่เมื่อประกอบข้อมูลหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งรูปแบบคะแนน โพย คำให้การของพยาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเส้นทางการเงิน จะทำให้เห็นภาพของขบวนการตามข้อกล่าวหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เส้นทางการเงินถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก เพราะสามารถใช้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการจ้างบุคคลเข้าสมัครหรือการจ่ายเงินเพื่อให้ลงคะแนนได้โดยตรง แม้การจ่ายเงินส่วนใหญ่อาจใช้เงินสด และไม่ทิ้งร่องรอย แต่การที่กระบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ย่อมมีโอกาสที่จะพบธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ พริษฐ์ วัชรสินธุ พริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า หากทบทวนเส้นทางการเงินที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี จะพบผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกันในช่วงใกล้กับวันเลือกระดับจังหวัด ที่ จ.หนองบัวลำภู พบเส้นทางเงินผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับทีมของ สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ก่อนมีการโอนต่อไปยังผู้สมัคร สว. อีก 7 คน รวมกว่า 100,000 บาท และที่ จ.อำนาจเจริญ พบการโอนเงินระหว่าง แดง กองมา กับผู้สมัคร สว. 3 คนในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ซึ่งธุรกรรมเหล่านี้ยังคงต้องได้รับคำชี้แจงว่าเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่ พริษฐ์ เปิดเผยถึงข้อมูลเส้นทางการเงินเพิ่มเติมอีก 4 กรณี เริ่มจาก จ.นครพนม พบข้อมูลการชำระเงินเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2567 หรือประมาณ 5 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ จากสิทธิกร ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครและปัจจุบันเป็น สว. เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้ตนเองและผู้สมัคร สว. อีก 7 คนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ รวมเป็นเงินประมาณ 31,000 บาท การที่ผู้สมัครคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครรายอื่น สามารถเชื่อมโยงได้กับคำให้การของพยานที่ระบุว่า ผู้สมัครจากนครพนมมีการเดินทางมารวมตัวกันก่อนการเลือกระดับประเทศเพื่อจัดทำโพย จึงขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทั้งข้อมูลการจองตั๋ว การเดินทาง และการรวมตัวของผู้สมัครในช่วงเวลาดังกล่าว พริษฐ์ กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ จ.ลำพูน โดยระบุว่าพบ อาทร โยธา ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ในลำพูนรวม 7 คน ทั้งในช่วงก่อนการเลือกระดับจังหวัดและก่อนการเลือกระดับประเทศ รวมเป็นเงิน 21,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า อาทร และผู้สมัคร สว. จากลำพูน เคยเดินทางไปรวมตัวกับผู้สมัครอีก 2 คน ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็น สว.ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. หรือหนึ่งวันก่อนการเลือกระดับประเทศ  และเมื่อเปรียบเทียบกับโพยหลายชุดที่ถูกนำเสนอ จะพบว่าหมายเลขของ สว.ทั้ง 2 คนปรากฏซ้ำในโพยแทบทุกชุด แม้หมายเลขผู้สมัครรายอื่นรอบข้างจะมีความแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดทั้ง 2 คนได้รับเลือกเป็น สว.ในกลุ่มเดียวกัน โดยได้อันดับ 1 และอันดับ 5 ซึ่งขอเรียกร้องให้ สว. ทั้ง 2 รายชี้แจงว่าการรวมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีความสัมพันธ์กับอาทร อย่างไร และรับรู้เกี่ยวกับการโอนเงินให้ผู้สมัครรายอื่นหรือไม่  พริษฐ์ กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ จ.สงขลา โดยระบุว่าพบธุรกรรมจาก สว. 2 คนไปยังผู้สมัครรายอื่นในช่วงใกล้กับการเลือก โดยรายแรกพบการโอนเงิน 200,000 บาทให้ผู้สมัครในช่วงเปิดรับสมัคร และอีก 85,000 บาทในช่วงการเลือกระดับจังหวัด ส่วน สว. อีกราย พบการโอนเงิน 60,000 บาทให้ผู้สมัคร สว. อีกคนหลังการเลือกระดับจังหวัดและก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งควรต้องมีการตรวจสอบเอกสารประกอบและวัตถุประสงค์ของการโอนให้ชัดเจน แม้จำนวนผู้รับเงินในกรณีสงขลาจะไม่มากแต่ยอดเงินค่อนข้างสูง จึงควรตรวจสอบต่อว่าเงินดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังบุคคลอื่นหรือไม่ พบเส้นเงินทีมงาน รมต. ถึง กกต. รับ 8.6 แสน   สุดท้าย คือ กรณีของ จ.อำนาจเจริญ พบข้อมูลการโอนเงิน 13 ครั้ง ระหว่างเดือน เม.ย.ถึง ก.ค. 2567 รวม 860,000 บาท จาก ญาณี สีฟ้า ไปยัง สุรชัย ขันติยานนท์ สำหรับญาณี จากการตรวจสอบพบว่าญาณีปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) อำนาจเจริญ และมีข้อมูลแสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองและนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ ขณะที่สุรชัย จากเอกสารของ กกต.ในปี 2567 พบชื่อเป็นพนักงานสืบสวนและไต่สวน ฝ่ายสืบสวนและวินิจฉัยของ กกต. พริษฐ์ กล่าวต่อไปว่าจึงต้องตั้งคำถามต่อ กกต. ว่าได้สอบสวนบุคคลทั้งสองและธุรกรรมรวม 860,000 บาทแล้วหรือไม่ เงินดังกล่าวถูกโอนด้วยวัตถุประสงค์ใด และเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหรือไม่ นอกจากนี้ หาก กกต.ตรวจสอบแล้วเห็นว่าธุรกรรมดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ก็ควรอธิบายด้วยว่าเหตุใดจึงพบการโอนเงินระหว่างบุคคลทั้งสองเฉพาะในช่วงเดือน เม.ย.ถึง ก.ค. 2567 แต่ไม่พบธุรกรรมในลักษณะเดียวกันในช่วงครึ่งหลังของปี สุดท้ายนี้ จากหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่พบกระจายอยู่ในอย่างน้อย 6 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน นครพนม หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานประเภทอื่นที่ถูกนำเสนอในการแถลงข่าว ทั้งรูปแบบการลงคะแนน โพย คำให้การของพยาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พริษฐ์ จึงเห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอแล้วให้ กกต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่ * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้ว สว. * พริษฐ์ วัชรสินธุ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ * iLaw * พรรคประชาชน * พนิดา มงคลสวัสดิ์ * แดง กองมา * สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม * ญาณี สีฟ้า * กกต. * สมทบ ธีรพันธ์ * สุขสมรวย วันทนียกุล * อำนาจเจริญ

dlvr.it

'อนุสรณ์' เตือนเจรจาการค้าไทย-พม่า ไร้ผล หากไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตยก่อน

'อนุสรณ์' เตือนเจรจาการค้าไทย-พม่า ไร้ผล หากไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตยก่อน

'อนุสรณ์' เตือนเจรจาการค้าไทย-พม่า ไร้ผล หากไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตยก่อน auser15 Sun, 2026-08-09 - 17:03 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' สส.พรรคประชาชน และรองประธาน กมธ. การเงิน การคลังฯ ชี้นโยบายประชานิยมยังเป็นจุดเปราะบางสำคัญของการคลังไทย เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมตัดลดงบมาตรการเหล่านี้แม้เพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง โดยเปรียบเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตหนี้กรีซหากใช้อย่างไม่ระมัดระวังจนเกิด "วงจรอุบาทว์" พร้อมเตือนว่าการเจรจาการค้าไทย-พม่า อาจไม่บรรลุเป้าหมายหากไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตยก่อน และธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่าเสี่ยงถูกมาตรการคว่ำบาตร ภาพจาก: FB-Anusorn Tamajai   9 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่ามาตรการประชานิยมยังคงเป็นจุดเปราะบางสำคัญของฐานะการคลังไทย โดยชี้ว่านโยบายประชานิยมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะการเลือกตั้ง ทำให้ในการพิจารณางบประมาณปี 2570 รัฐบาลไม่ยอมตัดลดงบมาตรการเหล่านี้ แม้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตทางการคลังก็ตาม อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่าประชานิยมและประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ในทางบวกต่อกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนต่อพัฒนาการของเสรีประชาธิปไตย กล่าวคือประชานิยมสามารถทำให้เสรีประชาธิปไตยมีคุณภาพดีขึ้นหรือเป็นภัยคุกคามก็ได้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ยกตัวอย่างปัญหาบัตรสวัสดิการคนจนที่เมื่อมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์คัดกรองใหม่ ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยหลุดจากระบบและรู้สึกไม่เป็นธรรม จนรัฐบาลต้องหางบประมาณเพิ่มเติมมาดูแล โดยยังไม่มีความพยายามเพียงพอในการหารายได้มาชดเชยโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม พร้อมอธิบายว่าหากใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังจนเกินเลยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค จะนำไปสู่ "วงจรอุบาทว์" (Vicious Circle) เริ่มจากการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินเช่นที่เคยเกิดในละตินอเมริกาช่วงทศวรรษ 2530 วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551-2552 และวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ สเปน และอิตาลี โครงการประชานิยมอาจสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้เสียภาษีกับผู้รับประโยชน์ หากเป็นการโอนเงินอย่างไร้หลักการ จะทำให้ประชาชนทำงานน้อยลงเพราะรอรับผลประโยชน์ฟรีจากรัฐ ส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมของชาติลดลงและรัฐบาลต้องกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม มาตรการประชานิยมบางประเภทก็สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ หากมีการโอนผลประโยชน์จากกลุ่มมั่งคั่งไปยังกลุ่มยากจนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่าต้องแยกแยะระหว่างโครงการช่วยเหลือชั่วคราวกับระบบรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืนกว่า ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวถึงประเด็นการเจรจาการค้าการลงทุนไทย-พม่า โดยระบุว่าอาจไม่บรรลุเป้าหมายหากไม่มีการฟื้นฟูสันติภาพ ประชาธิปไตย และหยุดการละเมิดสิทธิมนุษยธรรมในพม่าก่อน โดยเตือนว่าธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนหรือทำธุรกรรมกับรัฐบาลทหารพม่าที่ยังถูกนานาชาติคว่ำบาตรอย่างหนัก อาจเสี่ยงถูกมาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) พ่วงไปด้วย และอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ นอกจากนี้ผลประโยชน์จากการลงทุนอาจไม่ตกถึงประชาชนทั่วไป แต่กลายเป็นเงินหล่อเลี้ยงระบอบเผด็จการทหารให้เข้มแข็งขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงบทบาทเป็นตัวกลางเปิดเวทีเจรจาเพื่อให้เกิดการหยุดยิง สันติภาพ และการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรมในพม่า * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * อนุสรณ์ ธรรมใจ * พม่า

dlvr.it